ธัญธร ชี้ภาระโรคเรื้อรังพุ่ง ตั้งคำถามทิศทางนโยบายสุขภาพ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๔ · ๗ กันยายน ๒๕๖๖

ธัญธร ธนินวัฒนาธร อภิปรายรายงานกองทุนสุขภาพปี 2565 โดยเน้นปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้นจากพฤติกรรมสุขภาพและมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางการแก้ปัญหาและข้อขัดแย้งในนโยบายสุขภาพกับสภาพการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ รวมถึงเสนอให้ทบทวนกรอบเวลาในแผนอาหารเพื่อสุขภาพ ส่งเสริมบทบาทนักโภชนาการ และปรับปรุงระบบเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพโดยเปรียบเทียบกับประสบการณ์ต่างประเทศเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพต่อการดูแลสุขภาพประชาชน

นายธัญธร ธนินวัฒนาธร กรุงเทพมหานคร

เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ธัญธร ธนินวัฒนาธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๓๐ บางแคและภาษีเจริญ จากพรรคก้าวไกล ขอ Slide ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

วันนี้ขออนุญาตอภิปราย การรับทราบรายงานตามมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ โดยจะขอพูดในหัวข้อของสถานการณ์ ปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง NCDs หรือ Non-Communicable Diseases นะครับ ซึ่งตัวอย่างของโรค NCDs ที่หลัก ๆ เลยตอนนี้เราจะพบปัญหาโรคทางเดินระบบหัวใจ และหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น COPD ปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือถุงลมโป่งพอง แล้วก็โรคไต รวมถึงปัญหาโรคทางสุขภาพจิตก็เป็นหนึ่งใน NCDs ด้วยเช่นกัน เมื่อเราดู สาเหตุนะครับ สาเหตุอาจจะเกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันการกิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย การทำงานต่าง ๆ และมลภาวะทางอากาศเช่น PM2.5 ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุนี้เช่นกันครับ

Slide ถัดไปนะครับ จะแสดงข้อมูลของการเสียชีวิตทั้งหมดของประชากร ในประเทศไทยครับ โดยจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรค NCDs นั้นเช่นเดียวกับที่ท่านฐิติมา ได้กล่าวถึงเมื่อสักครู่นี้ จำนวนผู้ป่วย ๔๐๐,๐๐๐ คนต่อปี คิดเป็น ๗๔ เปอร์เซ็นต์ ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งเป็นจำนวนที่เยอะมาก จำนวนที่มากมายขนาดนี้สร้างความเสียหาย ทางเศรษฐกิจ ๑.๖ ล้านล้านบาท ๙.๗ เปอร์เซ็นต์ของ GDP เลยทีเดียวครับ เมื่อเรามาดู ความชุกของโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงของประชากรไทยในอายุ ๑๕ ปีขึ้นไป เราจะ เห็นว่าถ้าเราดูกราฟแท่งสีส้มจะเป็นโรคเบาหวาน ส่วนในกราฟสีเขียวเป็นความดันโลหิตสูง ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีแนวโน้มกราฟคือขาขึ้นทั้งนั้นเลยนะครับท่านประธานครับ ทั้งความชุก ของประชากรและอัตราผู้ป่วย เรามีกระบวนการอย่างไร เราเดินมาถูกทางแล้วหรือยัง ในการดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ให้กับประชาชนคนไทยครับ ซึ่งแนวทางที่เรายึดถือมานาน เป็นแนวทางที่เกี่ยวข้องกับ WHO เช่นกัน เป็นแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพตามกฎบัตร Ottawa ซึ่งแนวคิดนี้ให้ความสำคัญ ๕ ด้านด้วยกัน ด้านที่ ๑ คือการสร้างนโยบายสาธารณะ ด้านที่ ๒ การสร้างสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพ ด้านที่ ๓ เป็นการเพิ่มความสามารถของชุมชน ด้านที่ ๔ การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล และด้านที่ ๕ การปรับระบบบริการสุขภาพ ซึ่งส่วนนี้ ภาครัฐเองก็พยายามให้บุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทในการชี้นำ ส่งเสริม ป้องกันปัญหา สุขภาพเหล่านี้ครับ แต่สวัสดิการของบุคลากรทางการแพทย์นั้นกลับไม่เป็นไปตามกฎบัตรนี้ ทั้งเรื่องของชั่วโมงการทำงานเกินขีดความสามารถ ปัญหาภาระงานยังไม่รวมถึงอำนาจนิยม ภายในองค์กร ซึ่งส่วนหนึ่งกระทบกับสุขภาพจิตของบุคลากรทางการแพทย์แน่นอนนะครับ ปัญหาสุขภาพจิตนี้ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มโรค NCDs นี้เสียเองด้วยนะครับ

Slide ถัดไปนะครับ กรอบแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์แผนอาหารเพื่อสุขภาพครับ กรอบแนวคิดนี้ท่านวางแผนไว้ที่ ๓ ปีนะครับ ประชาชนบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะภายใต้ ระบบอาหารที่ยั่งยืน และเป้าหมาย ๑๐ ปี ประชาชนมีสุขภาวะทางอาหารและลด การเจ็บป่วยจากโรค NCDs ซึ่งคำถามครับ คือเราต้องใช้เวลามากถึง ๓ ปีเลยหรือครับ ประชาชนถึงจะบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะได้ แล้ว ๑๐ ปีเลยหรือครับที่ประชาชนมีสุขภาวะ ทางอาหารและลดการเจ็บป่วยจากโรค NCDs ในขณะนี้เรามีนักโภชนาการซึ่งก็มีใบประกอบ วิชาชีพเรียบร้อยแล้วก็ขึ้นทะเบียนเป็นนักกำหนดอาหาร เราควรส่งเสริมวิชาชีพของบุคลากร ทางสุขภาพเพื่อช่วยในการส่งเสริมดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในภาพรวมด้วยกันครับ

ใน Slide ถัดไปนะครับ ทุกท่านคงเคยเห็น Slide นี้มาก่อนเป็น Logo ที่แปะ ไว้ตามซองอาหารและเครื่องดื่ม เป็นกลุ่มอาหารทางเลือกสุขภาพ แต่ไม่ได้มาได้ง่าย ๆ การที่จะได้มาซึ่งเครื่องหมายนี้มีการเก็บค่าธรรมเนียม แต่เดิม ๑๐,๐๐๐ บาทต่อผลิตภัณฑ์ ต่อ ๓ ปี เรานับเป็นต่อผลิตภัณฑ์ นั่นหมายถึงว่าถ้าบริษัทเล็ก ๆ มีหลายผลิตภัณฑ์ต้องการ นำเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพมาแปะไว้ที่ผลิตภัณฑ์ของเขานะครับ ของชาวบ้านเองนี่ เราต้องจ่าย ๑๐,๐๐๐ บาทต่อผลิตภัณฑ์เลย ซึ่งปัจจุบันก็เป็นข้อดีที่ท่านได้ยกเว้นไว้ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ปี ๒๕๖๖ แต่ใน WebSite นั้นก็ยังระบุไว้ว่าจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมอีกครั้ง ในเดือนมกราคม ปี ๒๕๖๗ ซึ่งถ้าเป็นไปได้อยากให้ทบทวนในกรณีนี้ด้วย ซึ่งข้อสังเกต ในเรื่องนี้ของผมเรามีภาษีน้ำตาลไปแล้วในเครื่องดื่มหลาย ๆ อย่าง แต่ว่าเรื่องของโซเดียมนั้น ยังไม่มีการพูดถึงในประเทศไทยนักนะครับ ในข้อสังเกตเรื่องโซเดียม เช่นในประเทศชิลี ได้ผ่านกฎหมายการติดฉลากและโฆษณาอาหาร ซึ่งเมื่อบังคับแล้วจะกำหนดให้ผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์อาหารแสดงฉลากคำเตือนระบุว่าผลิตภัณฑ์นั้น มีโซเดียมมากเกินไป หากโซเดียมสูงเกินกว่าข้อจำกัดของกระทรวงสาธารณสุขในประเทศ นั้น ๆ ซึ่งการใช้สัญลักษณ์ทางเรื่องสุขภาพในไทย เทียบกับการใช้ฉลากคำเตือนโซเดียม มากเกินไปของประเทศชิลี ชวนให้เราเห็นอะไรครับท่านประธาน มันทำให้เห็นว่าการให้ คุณค่าในการดูแลประชาชนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างการสมัครใจกับการออกกฎหมาย มาควบคุม ใน Case ของประเทศชิลีนั้นผู้ผลิตไม่พยายามพัฒนาก็จะโดนตีตราทันทีว่าเค็ม เขาจะติดไปเลยอาหาร เครื่องดื่มอันนี้มันเค็ม มันเกินมาตรฐานครับ แต่ของไทยผู้ผลิตจะต้อง พยายามเพื่อที่จะบอกว่าตัวเองไม่เค็ม ซึ่งแตกต่างกันมากนะครับ ใน Case ของไทย เป็นการสร้างภาระให้กับผู้ผลิตในการยื่นขออนุญาตและต่ออายุมากเกินไปหรือไม่ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็จะเป็นการผลักภาระนี้ไปสู่ผู้บริโภคนะครับผลักต้นทุนการผลิตไปสู่ ผู้บริโภค การขึ้นราคาสินค้าซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้น ส่วนนั้นทำให้การบริโภคอาจจะต้องจ่ายแพง กว่าถ้าอยากลดหวาน มัน เค็มนะครับ ฝากส่วนนี้ในการศึกษาต่อไปและดำเนินการ เพื่อสุขภาพของพี่น้องประชาชนในอนาคตนะครับ ขอบคุณครับ