สุรเกียรติ ตั้งคำถามการจัดการทีวีดิจิทัล-คลื่นความถี่ กสทช.

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๓๑ สิงหาคม ๒๕๖๖

สุรเกียรติ เทียนทอง หารือเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช. ที่ดำเนินทุก 15 ปี พร้อมตั้งคำถามถึงความสำเร็จของโครงการทีวีดิจิทัล โดยวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย Must Have และ Must Carry ที่ก่อปัญหา พร้อมชี้ข้อผิดพลาดตั้งแต่การประมูล การสนับสนุนกล่องดิจิทัล จนถึงการยกเลิกใบอนุญาต ซึ่งส่งผลให้เกิดคดีความและรัฐได้ประโยชน์น้อยน้อย ขณะเดียวกันเรียกร้องให้ทบทวนการบริหารคลื่นความถี่และวางแผนอนาคตหลังสัมปทานทีวีดิจิทัลใกล้หมดอายุ

นายสุรเกียรติ เทียนทอง แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สุรเกียรติ เทียนทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ โดยส่วนใหญ่การเปิดประมูลคลื่นความถี่ของ กสทช. ก็จะเปิดประมูล ในระยะเวลา ๑๕ ปี แบ่งออกเป็นคลื่นความถี่ที่ใช้กับการโทรคมนาคม และใช้กับ การกระจายเสียงโทรทัศน์และวิทยุ เพราะฉะนั้นถ้าจะประเมินการปฏิบัติงานของ กสทช. เราคงต้องดูในภาพรวมของโครงการสำคัญ ๆ ที่ท่านได้กำกับดูแลอยู่

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมมีคำถามถึงท่านผู้มาชี้แจง คือ กสทช. ว่าถ้าให้ท่านประเมินว่าในโครงการ Digital TV ที่ท่านกำกับดูแล และเป็นผู้เริ่ม ดำเนินการมา ๑๐ ปีที่ผ่านมาท่านคิดว่าโครงการนี้ได้รับความสำเร็จหรือไม่ การที่เราจะตอบ คำถามนี้ได้เราคงต้องย้อนกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างวงการ TV ไทยใน ๑๐ ปีที่ผ่านมา ผมเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ว่ามหากาพย์แห่งทศวรรษ Digital TV มันเกิดอะไรขึ้น บ้างครับ ในปี ๒๕๕๖ กสทช. ได้นำคลื่นความถี่ออกมาประมูล Digital TV โดยใช้คำว่า ปฏิรูป ยกระดับ เปลี่ยนถ่าย วงการโทรทัศน์ TV เมืองไทย โดยประกาศออกสื่อว่ารายได้ ที่จะจัดเก็บจากใบอนุญาตจะมีมากถึง ๕๑,๗๐๐ กว่าล้านบาท โดยให้แบ่งจ่ายออกเป็น ๔ งวด และบางรายเป็น ๖ งวด โดยในขณะนั้นในตลาดเองมีผู้ประกอบการ TV ที่เป็น TV ดาวเทียม อยู่จำนวนมาก รายใหญ่หน่อยก็จะเป็นเจ้าของกล่องที่เราเคยเห็นกันอยู่ในท้องตลาด มีหลาย ๆ ยี่ห้อ แล้วการที่จะให้เจ้าของกล่องต่าง ๆ บรรจุช่อง Digital TV ลงไปในกล่อง จะทำอย่างไรล่ะครับ กสทช. ก็เลยออกกฎเกณฑ์มา ๒ กฎเกณฑ์ คือ Must Have กับ Must Carry ที่เราเคยได้ยินกัน Must have คืออะไรครับ คือกฎเกณฑ์ที่การถ่ายทอดอะไร ที่สำคัญ ๆ อย่างเช่นการกีฬา ต้องถ่ายทอดผ่านช่อง Free TV เท่านั้น Must Carry ก็คือ การที่บังคับให้เจ้าของกล่องทุกกล่องนำช่องของ กสทช. เรียงลำดับ ๑-๓๖ ตามที่ ท่านกำหนดลงไปบรรจุอยู่ในทุก ๆ Platform ซึ่ง ๒ หลักเกณฑ์นี้ที่เราเห็นกันว่าปัจจุบันนี้ มันกลับกลายมาเป็นยาพิษเข้ามาสู่ กสทช. อย่างที่เราเห็นกันชัด ๆ เลยก็คือการถ่ายทอด ฟุตบอลโลกที่ผ่านมา ท่านเองก็รับทราบดีถึงปัญหานี้ เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา Board กสทช. ก็เพิ่งเห็นชอบให้ยกเลิกหลักเกณฑ์พวกนี้ ในปี ๒๕๕๗ ได้มีการใช้งบประมาณ ถึง ๑๕,๘๐๐ ล้านบาท ในการสนับสนุนเป็นส่วนลดในการซื้อกล่อง Digital TV แต่โครงการนี้ ก็ไม่ได้สำเร็จสักเท่าไร ในช่วงเวลานั้นเองก็มีผู้ประกอบการ TV Digital รวมตัวกันเข้าไป เจรจาก็ดี เข้าไปร้องเรียนกับ กสทช. ก็ดี ถึงการล่าช้าของการเปลี่ยนถ่าย ทำให้ผู้ประกอบการ บางรายไม่สามารถที่จะชำระค่าใบอนุญาตได้ จนไปถึงการที่ท่านไปยกเลิกใบอนุญาตแล้วก็ ยกเลิกสัญญาณเขา เป็นที่มาของในปี ๒๕๕๙ ที่บริษัท ไทยทีวี จำกัด ได้ทำการฟ้องท่านว่า ท่านประพฤติโดยมิชอบที่ไประงับสัญญาณเขา ต่อมาในปี ๒๕๖๑ ศาลปกครองสูงสุดก็ได้ ตัดสินให้ท่านต้องชำระเงินค่าใบอนุญาตคืนกับบริษัท ไทยทีวี จำกัด และคืน Bank Guarantee ก็คือท่านไปแพ้คดีเขานั่นเอง ในปีเดียวกันก็มี ม. ๔๔ ออกมาช่วยเหลือเยียวยา กันว่าถ้าใบอนุญาตที่ชำระมาแล้ว ที่ต้องชำระ ๔ งวด ก็ขยายให้เป็น ๖ งวด เยียวยากัน ยังไม่จบครับ ในปี ๒๕๖๒ ก็มี ม. ๔๔ ออกมาอีกรอบหนึ่งว่าการขยายการชำระค่าใบอนุญาต ๒ งวดสุดท้ายไม่ต้องชำระแล้ว แล้ว กสทช. ก็ยังมีหน้าที่ในการชำระค่าโครงข่าย คือ MUX แทน แล้วผู้ประกอบการที่ต้องการคืนใบอนุญาตก็สามารถคืนใบอนุญาตได้ โดย กสทช. ต้องคืนเงินค่าใบอนุญาตที่ชำระมาแล้วถึง ๖๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งขณะนั้นมีผู้คืน ใบอนุญาตถึง ๗ ราย ท่านประธานครับ สรุปง่าย ๆ คือ กสทช. จะสามารถจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจากช่อง TV Digital ที่ขณะนี้มีอยู่ได้เพียงแค่ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ และจากช่องที่คืนใบอนุญาตไปแล้วแค่เพียง ๒๗ เปอร์เซ็นต์ จนมาถึงคณิตศาสตร์ง่าย ๆ ที่ผมขอนำเสนอ จาก ๕๑,๗๙๘ ล้านบาท กสทช. จะคงเหลือรายได้จากการประมูล ช่อง TV Digital ได้เพียงแค่ ๒๕.๘๗ เปอร์เซ็นต์ ถ้าหักจากเงินสนับสนุนที่ท่านเอามา สนับสนุนการซื้อกล่องแล้ว เพียง ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ ๑ ใน ๔ เท่านั้น ด้วยความห่วงใยครับ ท่านประธาน

สุดท้ายนี้จากข้อมูลที่ผมพูดมาทั้งหมด ผมไม่ได้จะมาบอกว่าการที่เราไป เยียวยา ไปช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เขาประสบปัญหามันไม่ดี มันดีครับท่านประธาน แต่ผมขอตั้งคำถามถึง กสทช. ครับ

คำถามที่ ๑ ใช่หรือไม่ที่มหากาพย์ที่ผมว่ามันเกิดทั้งหมด มันเกิดขึ้นจาก ต้นเหตุที่ท่านไม่เข้าใจในเรื่องกิจการของโทรทัศน์ดีเท่าที่ควร ท่านถึงไม่สามารถที่จะ Foresee หรือคาดการณ์ล่วงหน้าถึงเทคโนโลยีที่มันกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ และมี ผลกระทบกับวงการโทรทัศน์ไทยในขณะนั้นใช่หรือไม่ครับ

คำถามที่ ๒ เนื่องจากสัมปทานนี้ยังเหลือเวลาอีกแค่ ๕ ปี ผมขอสอบถามว่า ท่านมีแผนหรือยังที่จะนำคลื่นความถี่ตรงนี้นำไปใช้ประโยชน์อะไรต่อ ปกติแล้วองค์กรใหญ่ ๆ จะมีแผนในระยะ ๕ ปี ก็ฝากครับ เพราะว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีมันเร็วกว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว

คำถามที่ ๓ ผมได้ถามไปแล้วว่าถ้าให้ท่านประเมินตัวเองแล้วท่านคิดว่า โครงการ Digital TV มันเป็นโครงการที่ได้รับความสำเร็จตามเป้าประสงค์ของท่านหรือไม่ ก็ฝากผู้ที่มาชี้แจงตอบคำถามด้วยครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ