คมกฤช ตันตระวาณิชย์ อธิบายภาพรวมการกำกับกิจการพลังงานโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

คมกฤช ตันตระวาณิชย์ อธิบายภาพรวมการกำกับกิจการพลังงานโดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ภาคนโยบายที่ดูแลภาพรวมและกำหนดราคา และภาคกำกับที่ดูแลเฉพาะไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โดยชี้แจงว่ายังไม่มีมติคณะ กบง. จึงยังไม่สามารถพิจารณาเรื่องโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติได้ พร้อมอธิบายโครงสร้างระบบไฟฟ้าแบบรวมศูนย์ที่ขับเคลื่อนโดยแผน PDP ซึ่ง กกพ. มีหน้าที่ออกหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าตามนโยบายรัฐบาล โดยเน้นการสนับสนุนโรงไฟฟ้าชุมชนและโซลาร์ภาคประชาชนเพื่อสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน และชี้แจงถึงนโยบายอัตราค่าไฟแบบเดียวกันทั่วประเทศ (Uniform Tariff) เพื่อชดเชยต้นทุนที่สูงกว่าในพื้นที่ห่างไกล

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับ กิจการพลังงาน

เรียนท่านประธานนะครับแล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ผมขออนุญาตตอบเป็นภาพรวมนะครับว่ามีการดำเนินการอย่างไร แล้วก็ตามกฎหมาย กำหนดให้เราทำอะไรบ้างนะครับ ก็ต้องเรียนในเบื้องต้นว่าทางภาคพลังงานเราแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งก็คือทางด้านภาคนโยบาย อีกส่วนหนึ่งก็คือทางด้านกำกับ ภาคนโยบาย จะดูภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจะสนับสนุน การส่งเสริมอะไรต่าง ๆ ภาคนโยบายจะดูทั้งหมด แต่ภาคกำกับของเราเป็นหลักก็คือว่ากำกับให้เกิดความเป็นธรรม สะท้อนต้นทุน แล้วก็กำกับกิจการพลังงานของเราก็คือจะกำกับในเฉพาะส่วนของไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติที่นำมาผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก อันนี้ก็คือหลัก ๆ ในการกำกับของเรา ในส่วนอื่นทางเราไม่ได้กำกับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำมัน LPG หรือแม้แต่กระทั่งแก๊ส ที่เข้ากับแท็กซี่ต่าง ๆ อันนี้เราไม่ได้ดู เราไม่ได้กำกับ แต่ทางภาคนโยบายจะเป็นคนดู โดยภาพรวมและกำหนดโครงสร้าง ๆ อัตราการคิดราคาตามภาคนโยบาย เพราะฉะนั้น นโยบายจะดูว่าส่วนไหนทางภาครัฐจะเป็นผู้สนับสนุนก็จะมีนโยบายไป ถ้าเรียนกลับมาปุ๊บ องค์กรของเราเองก็ยังเป็นองค์กรอิสระที่อยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมี การดำเนินการตามนโยบายของกระทรวงพลังงานอยู่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเรื่องของก๊าซธรรมชาติ คือก๊าซธรรมชาติที่นำมาผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก เราก็เลยจะดูเรื่องของการกำกับกิจการ ก๊าซธรรมชาติที่นำมาผลิตไฟฟ้าเป็นหลัก แต่ก็จะมีบางส่วนที่เราไม่ได้กำกับเช่นกัน เช่น ก๊าซที่เข้าโรงแยกก๊าซของ ปตท. ที่อยู่มาบตาพุด อันนี้ทางเราไม่ได้ดู แต่ทางนโยบาย เขาจะกำหนดโครงสร้างมาแล้วว่าควรจะให้ต้นทุนของแต่ละที่เป็นเท่าไร กับแบบที่ทาง ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้กล่าวถึงว่าแล้วเราก็มองเห็นถึงการไม่เท่าเทียมกัน ก็มีหนังสือแจ้งไปที่ทางภาคนโยบาย ก็ติดตามอยู่ไม่ใช่ไม่ติดตาม ติดตามอยู่ว่าทาง ภาคนโยบายจะมีข้อคิดเห็นอย่างไร แต่อันนั้นเป็นส่วนของภาคกำกับไฟฟ้าที่เราต้องการ แต่ว่าภาคนโยบายอาจจะมองในมุมอื่น มุมของประเทศว่าเศรษฐกิจที่ต้องการเอา ก๊าซธรรมชาติไปแยกต่าง ๆ แล้วเกิดประโยชน์อะไรต่าง ๆ เขาอาจจะต้องมองแล้วก็มี เหตุผลอะไรก็มาทบทวนกัน แล้วก็ที่ตามล่าสุดก็คือว่าอาจจะเป็นไปได้เพราะว่ายังไม่มี การประชุมคณะ กบง. ก็เลยยังไม่ได้นำเรื่องนี้เข้ามาพิจารณา อันนั้นก็เป็นข้อเสนอของ ทาง กกพ. ไปทางฝั่งเดียวในเรื่องของกิจการก๊าซธรรมชาติในโครงสร้างราคา

ถัดมาก็เป็นเรื่องทางด้านไฟฟ้าก็เช่นเดียวกันครับ ทางด้านไฟฟ้า ปัจจุบันยังเป็นโครงสร้างรวมศูนย์อยู่ ก็คือการไฟฟ้าที่ซื้อไปเข้าระบบ ก็คือการไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าฝ่ายผลิต จะซื้อไฟฟ้าจากที่โรงใหญ่ ๆ ไฟฟ้าแรงสูงเข้ามา การไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ก็เข้ามา แล้วก็มารวมกัน รวมกันปุ๊บการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็ส่งขาย การไฟฟ้าภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง เพื่อไปขายให้กับผู้ใช้ไฟที่เป็นผู้ใช้ไฟรายสุดท้าย เพราะฉะนั้นในโครงสร้างการดำเนินการตรงนี้ทั้งหมดเขาก็จะมีแผน ถึงเรียกว่าแผน PDP เป็นแผนแม่บทหลักในการพิจารณาโครงสร้างโดยรวม ไม่ว่านโยบายต่าง ๆ การรับซื้อไฟฟ้า เข้ามาในระบบต่าง ๆ จะเป็นไปตามแผน PDP ทั้งหมด ทาง กกพ. เองก็มีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องตามแผน PDP ไม่ว่าจะโรงไฟฟ้าใหญ่ จะเข้าเมื่อไร จะออกเมื่อไร ทุกอย่างกำหนดอยู่ในแผน PDP แล้วก็เรื่องของโรงไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าชุมชนที่ซื้อเข้ามาปุ๊บแล้วทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนต่าง ๆ อันนั้น ก็จะกำหนดอยู่ในแผน PDP ทั้งหมด แต่ว่าถ้าอยู่ในแผน PDP แล้วทาง กกพ. จะเป็นคนดำเนิน ประกาศรับซื้อออกหลักเกณฑ์การรับซื้อให้สอดคล้องตามที่ทางนโยบายกำหนดว่า แต่ละรอบ ๆ จะให้รับซื้อเมื่อไร เวลาเท่าไร แล้วก็ด้วยราคาเท่าไรก็ยังอยู่ในที่ กพช. จะกำหนด คือกำหนดอยู่ในแผน PDP แล้วจะรับซื้อช่วงไหน กพช. จะเป็นตัวกำหนด อีกครั้งหนึ่งว่าในอัตราเท่าไร อย่างไร แล้วทาง กกพ. จะเป็นคนเอาส่วนเหล่านี้เข้ามา จากที่รวมเมื่อสักครู่ก็คือว่ามีไฟ เพราะไฟที่เข้ามาจะราคาไม่เท่ากัน อย่างขยะก็เป็นโครงการ ที่ต้องไปสนับสนุนให้เกิดการเผาขยะต้นทุนอาจจะแพงหน่อย เพราะฉะนั้นราคาทางนโยบาย เขาก็กำหนดมาราคาอาจจะแพงกว่า โรงไฟฟ้าชุมชนก็ต้องมีการเสริมเรื่องของให้เศรษฐกิจ หมุนเวียนก็อาจจะราคาที่แพงกว่าเพราะมีขนาดเล็ก แม้แต่โรงไฟฟ้าเขาเรียกว่า โซลาร์ ภาคประชาชนก็มี Concept ก็คือว่าให้เกิดความเท่าเทียมแล้วก็สนับสนุนให้เกิดการใช้ โซลาร์อะไรต่าง ๆ นี้ก็เป็นไปตามแผน PDP แล้วก็เป็นไปตามที่นโยบายกำหนดทั้งหมด แต่ส่วนของโซลาร์ภาคประชาชนก็มองว่าเขาสนับสนุนให้เกิดการผลิตแล้วใช้เองเป็นหลัก เหลือค่อยนำมาขาย แล้วก็การนำมาขายก็ต้องไม่กระทบกับราคาค่าไฟก็เลยเป็นการกำหนด ที่ออกมาแบบที่ว่า คราวนี้ถามว่าโรงไฟฟ้าโซลาร์ภาคประชาชนเดิมทีอาจจะไม่ค่อยเป็น ที่นิยมหนัก เพราะว่าราคามันก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยสูงนัก แต่ว่าเราก็เปิดให้ประชาชนติดตั้ง ได้เต็มที่ ปัจจุบันหลัง ๆ ก็คือมีคนติดตั้งมากขึ้นแล้ว เพราะว่าราคาค่าไฟมันค่อนข้างจะสูง แล้วก็ตัวพวกแผงโซลาร์อะไรต่าง ๆ ราคาลดลง ปัจจุบันก็มีการขยาย ตอนนี้เข้าใจว่า ไป ๓๐ กว่าเมกะวัตต์แล้ว เพราะ ๑ ราย จะเป็น ๕๐๐ กิโลวัตต์ ถ้า ๓๐ เมกะวัตต์แล้ว ก็หลายพันรายอยู่ ปัจจุบันนี้ก็นิยมแล้วก็มีการขยายโควตาให้กับพวกโซลาร์ภาคประชาชน ไปแล้ว อันนี้คือในส่วนของแผน PDP ที่เราจะต้องเดินตาม ราคารับซื้อ การซื้อไฟฟ้าทั้งหมด ก็เป็นไปตามแผน โดย กกพ. จะเป็นคนออกประกาศกฎเกณฑ์ในการรับซื้อ สุดท้ายได้ไฟ เข้ามารวมกัน รวมทั้งไฟต่างประเทศด้วย แล้วมาขายให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟรายสุดท้าย ก็จะเป็นไปตามนโยบายเช่นกัน นโยบายของรัฐบาลกำหนดให้เป็น Uniform Tariff ก็คืออัตราเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ หรืออยู่ในต่างจังหวัดที่อยู่ไกล ๆ ก็จะใช้ในอัตราเดียวกัน อันนั้นหมายถึงว่าจะมีการชดเชยกัน ระหว่างผู้ที่ใช้ ผู้ที่มีต้นทุนต่ำที่อยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อไปชดเชยให้กับคนที่อยู่ต่างจังหวัด ที่มีต้นทุนการเดินสายที่แพงกว่า แต่อันนี้ก็คือเป็นนโยบาย ซึ่งเราก็ต้องเดินตามนโยบาย เช่นกัน เพราะฉะนั้นไฟฟ้าก็จะมาแล้วก็เป็นไปตามนโยบายทั้งหมดจนถึงอัตราค่าไฟ

แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือในระบบของเราเองไฟฟ้าเข้ามาปุ๊บมันก็จะมี ไฟสาธารณะ ไฟฟรีต่าง ๆ อันนั้นก็อยู่ในนโยบายเช่นกัน เพราะฉะนั้นตั้งแต่ต้นทาง ถึงปลายทางก็จะเป็นไปตามแผน PDP แล้วก็วิธีการคิดค่าไฟก็ต้องสะท้อนกับโครงสร้าง ตามแผน PDP เช่นกัน โดยการคิดค่าไฟ หลัก ๆ เราก็จะนำค่าไฟแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือค่าไฟฐานกับค่า Ft ๒ ส่วน โดยค่าไฟฐานก็จะดำเนินการตามแผน PDP ดูว่าจะมี การก่อสร้างโรงไฟฟ้า สร้างสายส่งเพื่อรองรับโรงไฟฟ้า หรือการรับซื้อต่าง ๆ ที่เข้ามา ก็จะอยู่ในแผน PDP ทั้งหมดเราก็จะทำอันนี้เป็นค่าไฟฐาน ส่วนที่เปลี่ยนแปลงจากค่าไฟฐาน ในรอบ ค่าไฟฐานจะมีประมาณ ๓-๕ ปี จะปรับ ๑ ครั้ง อะไรที่เปลี่ยนแปลงไปจากค่าไฟฐาน อันนี้ก็คือ Ft ที่เราจะกำหนดเข้ามา ถ้าตามหลัก ๆ จะเห็นได้ว่าในอดีตค่าไฟจะไม่ค่อย เปลี่ยนแปลงมากนัก ก็ด้วยโครงสร้างที่เรามีอยู่ก็คือแก๊สจากในอ่าวเข้ามาแล้วก็นำมา ผลิตไฟฟ้า โครงสร้างค่าไฟจะอยู่ประมาณ ๓.๖๐-๓.๗๐ บาท ในช่วงโควิด ช่วงอะไรต่าง ๆ ก็จะลดลงมานิดหน่อย เนื่องจากว่าราคาค่าก๊าซธรรมชาติมีราคาถูกกว่าปกติ เพราะฉะนั้น ในช่วงดังกล่าวทางเราก็มาพิจารณาค่าไฟ ในช่วงถ้าท่านจำได้ค่าไฟจะอยู่ในช่วงโควิดเข้ามา ราคาจะลงมา ลงมาปุ๊บเราก็รู้แล้วว่าหลังโควิดอาจจะมีเชื้อเพลิงที่แพงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตผลิตน้อยลง เราก็เตรียมอะไรต่าง ๆ ไว้หมดแล้ว แต่ว่ามีเหตุการณ์ที่ใหญ่กว่านั้น โผล่เข้ามา ก็คือในช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทานจากอีกรายหนึ่งไปรายหนึ่ง ช่วงเปลี่ยนผ่าน รู้สึกจะเป็นปี ๒๕๖๕ ประมาณมีนาคม ในการเปลี่ยนผ่านสัมปทานทำให้การผลิตก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยลดลง โดยการลดลงเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๔ เนื่องจากว่ารายเก่าเขาจะออกไป เขาก็เลยไม่มีการขุดเจาะหลุมเพิ่มเติม ทำให้ปริมาณแก๊สนั้นลดลงมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ รอบ Quarter สุดท้ายของปี ๒๕๖๔ ลดลงมา ลดลงมาต่ำสุดจาก ๘๐๐ ลงมาเหลือ ๒๐๐ ในปี ๒๕๖๕ ช่วงมีนาคม ในช่วงนั้นค่าไฟก็จะแพง ต้นทุนจะแพงขึ้นไปสูงมากนะครับ แล้วก็แก๊สที่เหลืออยู่ ๒๐๐ ยังคง ๒๐๐ อยู่ไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะขึ้นไปตามเดิมถึง ๘๐๐ เหมือนเดิมประมาณปี ๒๕๖๗ กลางปี เพราะฉะนั้นในช่วงนี้ที่เราอยู่ก็ยังมีค่าก๊าซธรรมชาติ ที่ในอ่าวไทยที่เข้ามาน้อย พอเข้ามาน้อยปุ๊บเราก็ต้องมีนำในส่วนเชื้อเพลิงอื่นเข้ามาแทน ก็คือ LNG ที่เราสั่งจากต่างประเทศเข้ามาทดแทนแก๊สที่หายไป แต่เผอิญเจอจังหวะ ในช่วงที่ขาดแคลนตรงนั้น เป็นช่วงที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้แก๊สธรรมชาติ LNG มีราคาสูงขึ้น อันนั้นก็เป็นผลกระทบต่อค่าไฟเป็นอย่างมากนะครับ ถ้าดูจากจากข้อมูลต้นทุน ต้นทุนหลัก ๆ มันจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๔ แล้ว เพิ่มค่อนข้างสูง ปี ๒๕๖๕ ก็จะสูงขึ้นอีก แต่ว่าด้วยทางนโยบายไม่อยากให้มีผลกระทบต่อประชาชนมากนัก เพราะว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ ฟื้นจากโควิด ก็ให้ทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยรับในส่วนนั้นไว้ก่อน แต่คราวนี้ รับมาปุ๊บมันก็ถึงประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ดูแล้ว สภาพไม่น่าจะไหว ก็เลยเริ่มมีการให้คืนการไฟฟ้าออกมา ตอนนี้ก็คืนไปบางส่วนแล้ว แต่ว่า สถานการณ์ก็จะเริ่มดีขึ้นนะครับ เนื่องจากว่าแก๊สจะค่อยฟื้นกลับขึ้นมาแล้ว อันนี้ก็ต้อง เรียนทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนิดหนึ่งว่าปริมาณแก๊สที่หายไปมันไม่ได้หายไปเฉพาะช่วง เปลี่ยนผ่านสัมปทาน แต่ว่ามันหายไปอย่างต่อเนื่อง เกือบ ๓ ปีถึงจะกลับเข้ามาที่เดิม ตรงนี้ ก็เลยทำให้ยอดเงินมันค่อนข้างไปสูง เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนไว้เป็นข้อมูลในส่วนหนึ่งก่อน แล้วก็แบบที่เรียนว่าส่วนที่หายไปเราเติมได้ด้วย LNG และ LNG ตรงนั้นมันมีราคาแพง ปริมาณแก๊สที่หายไปถ้าทดแทนด้วย LNG มันเกือบ ๕ ล้านตัน ซึ่งเท่า ๆ กับ LNG ที่เรามีใช้ อยู่ในปัจจุบัน ในช่วงนั้นเองเราก็พยายามว่าจะทำอย่างไร ก็คือให้เกิดเสถียรภาพทางด้าน พลังงานนะครับ เพราะว่าสถานีแปรสภาพ LNG เราก็ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้เยอะขนาดนั้น ก็มีการเร่งสถานีใหม่ขึ้นมา แล้วช่วงเดียวกันก็เกิดราคาน้ำมันค่อนข้างแพง ราคาน้ำค่าน้ำมัน จะมีราคาถูกกว่า LNG เพราะช่วงนั้น LNG ใช้กับทางด้านยุโรป ทางด้านอะไรเยอะ เราก็มี การสับเปลี่ยนโรงไฟฟ้าหลาย ๆ โรงมาเดินน้ำมันแทน เพื่อบรรเทาราคาเชื้อเพลิงไม่ให้ มันสูงเกินไป ลดการใช้ LNG แต่ก็ต้องเรียนว่าก็ยังคงต้องใช้อยู่ เพราะว่าจำนวนเชื้อเพลิง มันมีจำนวนจำกัด ไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหาต่อความมั่นคงของประเทศนะครับ อันนี้ก็เป็น ภาพกว้าง ๆ ให้เห็นว่าราคาที่มันแพงขึ้นนี่มันแพงขึ้นจากต้นทุนจริง ๆ แต่ก็มีการให้ทาง การไฟฟ้ารับต้นทุนไว้บางส่วน แต่เนื่องจากว่ามันเยอะเกินไปก็ต้องมีการปล่อยคืนการไฟฟ้าบ้าง ในอนาคตนี้ถ้าจะมีการปรับให้การไฟฟ้ารับหรืออย่างไรอันนั้นเดี๋ยวเรามาพิจารณาดูกันได้ แต่ว่าในส่วนของ กกพ. เอง กกพ. มีหน้าที่กำกับให้สะท้อนต้นทุน แต่ทางภาคนโยบายจะมี กำหนดอะไรต่าง ๆ มาที่จะช่วยสนับสนุนอะไรต่าง ๆ อันนี้ก็พร้อมที่จะดำเนินการตาม นโยบาย แต่ว่าก็ต้องมีกระบวนการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่ พ.ร.บ. กำหนดครับ

อีกส่วนหนึ่งครับ ในส่วนของไฟฟ้าที่บอกว่ามีเกิน อันนี้ด้วยข้อเท็จจริง ทางหน่วยงานที่เป็นคนดูแลแผนรวมของประเทศ ทางด้านภาคนโยบายเป็นคนวางแผน และดูรวมทั้งหมด แผน PDP อาจจะมีการปรับอยู่ตลอด อันนี้ถ้าพักนโยบายก็ต้องพิจารณา ดูว่าช่วงไหนมันมีการเปลี่ยนแปลง มีนัยสำคัญต่าง ๆ ก็จะมาปรับแผนเป็นระยะ ๆ ทั้งฉบับ PDP2015 PDP2018 PDP2018 ปรับครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ที่จะมีตามมา อันนั้นก็เป็น ส่วนหนึ่ง คราวนี้ในส่วนของแผน PDP เขาออกแบบไว้สำหรับการใช้ไฟฟ้าในระบบ แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีผู้ใช้ไฟฟ้านอกระบบก็คือมีการผลิตไฟฟ้าใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ ที่มันราคาถูกลง มีโรงงานติดมากขึ้น อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการขยายตัว ขยายตัวปุ๊บ ก็ทำให้ความต้องการไฟฟ้าในระบบลดน้อยลง แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งก็คือในช่วงที่เกิดโควิด ก็มีการใช้ไฟฟ้าลดลง เศรษฐกิจไม่ค่อยดีก็มีการลดการใช้ไฟฟ้าลง อันนี้ก็เป็นไปได้ว่าทำให้ กำลังผลิตอาจจะเกินอยู่บางส่วน แต่ต้องเรียนว่าโดยภาพรวมทางนโยบายเขาก็ได้ข้อมูลจาก ทางเราไป ก็จับจองอยู่เหมือนกันว่าจะมีการปรับแผนตามระยะเวลาหรือจังหวะที่เหมาะสม

ถัดมาก็จะเรียนว่าในโครงสร้างที่เราคิดค่าไฟตามแผน PDP ก็จะมีการปลด โรงไฟฟ้าอะไรต่าง ๆ ตามระยะเวลาที่กำหนด โดยโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เราซื้อในราคาเดียว อันนั้นหมายถึงว่าโรงไฟฟ้าที่ใหม่ ๆ จะถูกสั่งให้เดินเครื่องเยอะหน่อย เพราะเป็นโรงไฟฟ้า ที่มีประสิทธิภาพดีกว่า โรงไฟฟ้าที่เก่าไปหน่อยหนึ่งก็จะถูกสั่งให้เดินเครื่องน้อย ถ้าตาม Load Profile มันก็จะมีเป็นเหมือนกับยอดภูเขา จะเป็น Base Load Intermediate Load แล้วก็ Peak Load Peak Load นี่จะเดินน้อยที่สุด แล้วก็ที่เหลือบางส่วนจะเป็นโรงไฟฟ้า สำหรับไว้ Stand by สำหรับเกิดภาวะฉุกเฉิน เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนที่กระบี่ ถ้าสังเกตก็คือว่าปกติจะไม่ได้เดินเครื่องเท่าไร จะเดินเครื่องก็ต่อเมื่อมีสภาวะที่แก๊ส ในอ่าวไทยมรสุมเข้าทำให้ส่งแก๊สไม่ได้ โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ก็อาจจะเดินเครื่องน้อยหน่อย จะมีก็ไว้สำหรับ Backup ตอนมีปัญหาจริง ๆ ในส่วนเหล่านี้ ก็จะทำให้มีโรงไฟฟ้าบางโรงเดิน บางโรงไม่ได้เดิน หรือบางโรงอาจจะเดินน้อยเพื่อไปเดิน เฉพาะช่วง Peak Load ในระบบเรานี่เราซื้อด้วยสัญญาระยะยาวมันก็จะเฉลี่ยกันไป แต่ถ้า ในต่างประเทศ Base Load เขาจะราคาถูก ถ้า Peak Load จะราคาแพงมากนะครับ ก็คือถ้าคำนวณตามราคาแล้วทาง Peak Load จะแพงเป็น ๔-๕ เท่าของ Base Load อันนี้ก็อธิบายให้เห็นภาพก่อนว่าโครงสร้างกิจการของเราเป็นซื้อระยะยาว จะไม่เหมือนกับ โครงสร้างในต่างประเทศที่เขาซื้อเฉพาะช่วงที่เดินจริง ๆ แต่ว่าพอเดินปุ๊บราคามันก็จะขึ้นไป ค่อนข้างเยอะนะครับ อันนี้ก็คือเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่าต้นทุนของเราปรับเพิ่มขึ้น แต่ว่า ถ้านโยบายจะเฉลี่ยให้มีการแบ่งรับหนี้ต่าง ๆ เป็นไปได้ เราก็ยินดีที่จะดำเนินการนะครับ แต่ว่าที่เรามองนี่คือเรามองถึงการสะท้อนต้นทุน แล้วก็มองถึงความสามารถในการดำเนินงาน ของทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยด้วย เพราะว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเอง ก็มีภาระหน้าที่ที่จะต้องลงทุนขยายระบบต่าง ๆ ในอนาคต ก็มองถึงสภาพของการไฟฟ้าอยู่ เช่นกันนะครับ

ถัดมาเป็นเรื่องของเงินประกัน ต้องเรียนว่าเงินประกันค่าไฟปัจจุบัน เราคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภท ๑ และ ๒ แล้วนะครับ คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ส่วนคนที่ ยังไม่ได้ไปขอคืนก็จะได้รับดอกเบี้ยตามที่การไฟฟ้ากำหนด แต่ถ้าเกิดว่าท่านไปขอคืนก็จะได้ คืนทันทีเช่นกันครับ

อันนี้ก็คือภาพรวมของโครงสร้างกิจการพลังงาน แล้วก็ปัญหาที่เราแสดง ให้เห็นว่าค่าไฟมันแพงขึ้นจากต้นทุนจริง แต่ว่ามีการให้การไฟฟ้าสนับสนุนไปก่อน แต่ว่า ไม่ได้แพงขึ้นเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทานช่วงนั้นช่วงเดียว คือมันกินเวลาอยู่ประมาณ เกือบ ๓ ปีที่แก๊สหายไปแล้วก็ค่อยเติมเข้ามาครับ ส่วนประเด็นอื่นเพิ่มเติมเดี๋ยวผม ขออนุญาตให้ทางท่านรองเลขาธิการช่วยเสริม แล้วก็ท่านผู้ช่วยเรื่องของกองทุนครับ