สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๓๐ สิงหาคม ๒๕๖๖

ปารมี ไวจงเจริญ แสดงความกังวลเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน และเรียกร้องให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงแห่งชาติ และกระทรวงศึกษาธิการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยแนะนำให้เจ้าหน้าที่นำเสนอข้อมูลในเชิงคุณภาพ รวมถึงผลกระทบที่ตามมาจากความรุนแรงต่อหน่วยสังคมต่าง ๆ และเชื่อว่าการร่วมกันแก้ไขจะนำไปสู่สังคมที่ดีขึ้น

นายปารมี ไวจงเจริญ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ดิฉันปารมี ไวจงเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล วันนี้ดิฉันจะขอพูดรายงานข้อมูลสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัว ในฐานะที่ดิฉันทำงานด้านการศึกษาและเป็นครูคนหนึ่ง จากข้อมูลในรายงานที่กระทรวง พม. ส่งมาปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ โดยเฉพาะปีล่าสุด ปี ๒๕๖๔ นี้ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นิด ๆ ของผู้ถูกกระทำความรุนแรงเป็นเด็กและเยาวชน อันนี้แน่นอนเด็กและเยาวชนเหล่านี้ เขาจะต้องมีความสามารถทางการเรียนรู้ หรือผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาที่ลดลงแน่ แต่เท่าที่ ดิฉันอ่านดูในรายงานของทั้ง ๒ ฉบับก็จะเห็นได้ว่ายังไม่มีข้อมูลที่ทำการศึกษาหรือรายงาน เกี่ยวกับเรื่องว่ามีการวัดติดตามผลว่าเด็กเยาวชนเหล่านี้เมื่อถูกบำบัดแล้วกลับคืนสู่สังคม กลับคืนสู่สถานศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาหรือความสามารถทางการเรียนรู้เป็นอย่างไรบ้าง อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานสภาฝากไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในข้อมูลตรงนี้เกี่ยวกับ ผลสัมฤทธิ์การศึกษา แล้วก็ความสามารถทางการรู้มีการติดตามผลอย่างไรบ้าง โดยข้อมูลกว้าง ๆ ของรายงานทั้ง ๒ ฉบับ โดยเฉพาะจากฉบับปีล่าสุดถ้าเราดูกว้าง ๆ ความรุนแรงมีแนวโน้ม คงที่แต่ก็ลดลงไม่มาก ก็จะสะท้อนได้บางอย่างเลยว่าการบริหารจัดการภาครัฐเกี่ยวกับ การจัดการนโยบายด้านนี้ยังขาดการนำไปใช้ การศึกษาจะมีไม่มากพอและขาดรูปธรรม ในการดำเนินการ ดิฉันอยากจะเสนอแนวทางแก้ปัญหาหลาย ๆ ประเด็นที่จะให้ทาง กระทรวง พม. ทำงานในเชิงรุก ระดมทรัพยากรมาทำงานเรื่องนี้ในเชิงรุกให้มากขึ้น และอยากจะให้ทางกระทรวง พม. เสนอแนวทางแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมในระดับชุมชน ระดับโรงเรียน ระดับครอบครัว เพราะว่าสถานที่เหล่านี้จะเป็นพื้นที่ที่เด็กและเยาวชนเข้าไป มีส่วนร่วมมาก อยากให้เพิ่มแนวทางในการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรมระดับชุมชนและโรงเรียน ให้มากขึ้น แล้วก็บรรจุลงในรายงานที่จะเสนอต่อสาธารณชนด้วยนะคะ ซึ่งความรุนแรง ในครอบครัวจริง ๆ เรารู้กันดีอยู่แล้วมีผลงานการวิจัยมากมายว่าส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก และเยาวชนมากหลายด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ แล้วก็พัฒนาการทางสังคม ถ้าการเก็บข้อมูลที่ไม่ดีพอมันจะนำไปสู่การคลำทางที่จะแก้ปัญหาได้ยาก ดิฉันอยากจะฝาก ท่านประธานถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้นำเรียนตรงนี้ แล้วความรุนแรงในครอบครัวต่าง ๆ เหล่านี้ที่มันจะส่งผลต่อความสามารถทางการเรียนรู้ ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ดิฉันเชื่อแน่นอนมันเกี่ยวเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กไทยต้องหลุดออกจากระบบ การศึกษาเข้าสู่โลกของงานเร็วกว่าเวลาอันควร หรือถ้าเลวร้ายไปกว่านั้นเด็กและเยาวชน เหล่านี้อาจจะต้องเข้าสู่เรือนจำหรือสถานพินิจโดยที่ไม่ควรเกิดขึ้นเลย เรื่องเหล่านี้ก็ฝาก ท่านผู้เกี่ยวข้องลองดำเนินการเชิงรุกให้มากกว่านี้ ประเด็นทั้งหมดนี้ทางสังคมควรกลับมา ตั้งคำถามว่าเจ้าหน้าที่รัฐและสังคมเราทุก ๆ คนดูแลเด็กและเยาวชนดีแล้วหรือยัง ถ้าเรายัง เพิกเฉยรายงานฉบับนี้จะเป็นเหมือนเอกสารที่ประจานผู้ใหญ่อย่างพวกเราว่าดำเนินการต่าง ๆ โดยแก้ไขได้ไม่สัมฤทธิผล หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่ควรจะแค่รายงานผลแต่จะต้องทำงาน อย่างเป็นระบบบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสงสัยว่า ผลการติดตามเด็กเยาวชนที่ถูกกระทำความรุนแรงเมื่อเข้าสู่สถานศึกษาหรือเข้าสู่โรงเรียน มีความสามารถทางการเรียนรู้มากน้อยแค่ไหนมันไม่มีข้อมูล เพราะฉะนั้นก็อยากให้มี การบูรณาการระหว่างหน่วยงานให้มากขึ้นทั้งกระทรวง พม. และกระทรวงศึกษาธิการ ให้นำทรัพยากรต่าง ๆ มารายงานข้อมูลต่าง ๆ แล้วหาวิธีที่จะยับยั้งความรุนแรง

สุดท้ายนี้ดิฉันอยากให้การทำงานบูรณาการกันแล้วก็ก้าวข้ามระบบราชการ ให้เห็นประโยชน์ของเด็กและเยาวชนแล้วก็สังคมเป็นหลัก อยากจะให้ฝากข้อคิดเห็นอีกอย่างหนึ่งว่า ข้อมูลใน ๒ เล่มที่นำเสนอนี้ทางกระทรวง พม. นำเสนอข้อมูลเป็นเชิงปริมาณด้วยกราฟ แล้วก็แผนภูมิ ถ้าเป็นไปได้อยากรบกวนท่านประธานฝากถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้นำเสนอข้อมูล ในเชิงคุณภาพมิติด้านต่าง ๆ ร่วมด้วย อย่างเช่นผลกระทบที่ตามมาในหลาย ๆ ด้านจากความรุนแรง หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นในหน่วยสังคมต่าง ๆ เช่น ความเสียหายต่อระบบการศึกษา ความเสียหายต่อชุมชน ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ดิฉันเชื่อว่าถ้าทางเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องประกาศข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ออกมาข้าราชการทุกภาคส่วนจะนำผลการวิจัย ผลการรายงานต่าง ๆ เหล่านี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบสังคมให้น่าอยู่ การลดสถานการณ์ ความรุนแรงจะได้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น

สุดท้ายความรุนแรงเป็นโรคร้ายแรงชนิดหนึ่งที่เราทุกคนต้องร่วมกันกำจัด ทุกคนต้องไม่เพิกเฉยเพราะแค่ว่ามันยังไม่เกิดขึ้นกับเรา ทุกคนจะต้องมาร่วมกันหาทางแก้ไข ทุกอย่างดิฉันเชื่อว่าแก้ไขได้มีทางออก แก้ไขให้ผ่านพ้นไปได้ ขอบคุณค่ะ