อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด แสดงความเห็นต่อผลการปฏิบัติงานของไทยพีบีเอส โดยชื่นชมการนำเสนอข่าวที่เน้นคุณภาพและเนื้อหาเพื่อสาธารณะ แต่ทักท้วงการวิเคราะห์ข่าวในลักษณะชี้นำที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้มีการรับผิดชอบต่อข้อมูลที่นำเสนอและรักษาความน่าเชื่อถือของสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ต่อรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปี ๒๕๖๕ ของ Thai PBS ผมต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าจะได้มีข้อสังเกต ข้อเสนอแนะแบบชนิดที่เรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Thai PBS ท่านประธานครับ มีคำกล่าวว่าสื่อมวลชนคือฐานันดรที่ ๔ ของสังคม คำกล่าวนี้ ถูกเอ่ยขึ้นมาเป็นครั้งแรกราวศตวรรษที่ ๑๘ ในประเทศอังกฤษ สมัยก่อนชาวยุโรปเขาแบ่งคน ออกเป็น ๓ ฐานันดรด้วยกัน ฐานันดรที่ ๑ ก็คือกษัตริย์ ขุนนาง นักรบ นี่ฐานันดรที่ ๑ ฐานันดรที่ ๒ บรรพชิต ผู้ทรงศีล นักบวช ฐานันดรที่ ๓ ประชาชนทั่วไป แล้วก็ฐานันดรที่ ๔ สื่อมวลชน เพราะอะไรครับ เพราะภาพสะท้อนของฐานันดรที่ ๔ หรือภาพสะท้อน ของสื่อมวลชนก็คือภาพสะท้อนของสังคมนั่นเอง ผมอ่านรายงานของ Thai PBS ก็ชื่นชม Slogan น่าสนใจ สื่อสาธารณะ คุณค่าที่ยึดโยงกับประชาชน ที่ผมเรียนว่าเป็นแฟนรายการ ชนิดที่เรียกว่าแฟนตัวยงแฟนพันธุ์แท้ ผมชอบหลายรายการ เช่น รายการ Foodwork รายการดูให้รู้ ซึ่งพิธีกรจะต้องบอกว่าพบกับรายการดูให้รู้กับผมฟูจิ ฟูจิซากิ แต่ว่ารายการ ที่ผมไม่ค่อยสบายใจและไม่ค่อยได้ดูบ่อยนักเป็นรายการในแนวข่าวครับ ข่าวในลักษณะที่คน ในวงการข่าวเรียกว่าเป็นข่าวอ่านที่ใช้ Prompter ใช้ Telescript มี บ.ก. มีเจ้าของผู้เปิดปิด ทฤษฎีข้อมูลข่าวสารคอยคัดกรองเรียบเรียงข่าว อันนั้นไม่เป็นปัญหาหรอกครับ แต่ที่ไม่ค่อย สบายใจคือรายการข่าวในประเภทที่เรียกว่ามานั่งวิเคราะห์ในลักษณะชี้นำ แล้วหลายครั้ง เป็นสาเหตุของการนำไปสู่ความขัดแย้ง ก่อนจะไปขัดแย้งข้างนอก ขัดแย้งกันเองในรายการก่อน ผมไม่เอ่ยชื่อรายการ แต่ผมเรียนว่าถ้าเป็นข่าวประเภทเรียบเรียงกลั่นกรองมา อันนี้เราดูได้ อย่างสบายใจ แต่รายการประเภทแนววิเคราะห์ แล้ววิเคราะห์ผิดก็ไม่รับผิดชอบอะไร วิเคราะห์ผิดก็วิเคราะห์ใหม่ ที่วิเคราะห์ใหม่ก็วิเคราะห์ผิด แล้วก็วิเคราะห์ใหม่ไปเรื่อย ๆ เพื่อมากลบวิเคราะห์เก่าที่ผิดไป ถ้าใช้คำแบบชาวบ้านคืออาจจะใช้วิธีการเอาโกหกใหม่ มากลบโกหกเก่า ซึ่งตรงนี้ผมถือว่าอาจจะเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งขึ้นมา อีกรอบหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพ ผมต้องชื่นชม Thai PBS ว่าในบางช่วงที่มันไม่มีข่าว ประเภท Drama หรือข่าวประเภทผัวตบเมียตี ผัวหนีเมียด่า ผัวกระทืบเมียคลานออกมา ไม่นำเสนอข่าว Drama บางช่องบางสถานีก็เลือกนำเสนอข่าวประเภทเอาข่าวอาชญากรรม มานำเสนอเป็น Series เป็น Ep เป็นตอน ๆ หรือเลยจากข่าวอาชญากรรมก็มาทำเป็นข่าว การเมืองให้เป็นประเด็น Drama ซึ่งต้องเรียนด้วยความชื่นชมว่า Thai PBS แทบไม่ค่อยมีหรือมีน้อยมาก หลายสถานการณ์ ทางการเมืองที่เป็นวาระสำคัญของประเทศเราก็ได้พลอยอาศัย Thai PBS เช่นผลการนับคะแนน เมื่อเลือกตั้งทั่วไป ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ การรายงานแบบ Real time ของ Thai PBS ไม่ต้องเร็วกว่าใคร ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรมากมายครับ แต่ว่าช้า ๆ แต่ Sure หรือแม้แต่ การรายงานผลการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๐ คุณเศรษฐา ทวีสิน ในสภา ผมเห็น เพื่อนสมาชิกในสภาก็ได้พลอยอาศัยดูรายงานแบบ Real time ของ Thai PBS ซึ่งอย่างที่ ผมกราบเรียนไม่จำเป็นต้องเร็วกว่าใคร แต่ขออยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ช้าได้ครับ แต่ต้อง Sure ประเด็นที่ผมตั้งใจที่จะฝากข้อเสนอแนะซึ่งเป็นความจริง ๑๕ ปีบนทางเดิน ของ Thai PBS วันนี้ต้องเรียนว่าท่านมาได้ไกลมาก ผมไม่ได้ติดใจกรณีที่ว่า Rating ท่านน้อย หรือคนดูท่านไม่มาก เพราะว่าพฤติกรรมของการบริโภคสื่อวันนี้เปลี่ยนไป ช่องทาง และ Air time ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือ Content คนอาจจะมาเปิดดูท่านน้อย ในเวลาของการออกอากาศ แต่ TV สมัยนี้หรือ Content สมัยนี้มันสามารถดูย้อนหลังได้ เช่นรายการ Foodwork เขาจะมา ๔ โมงวันอาทิตย์ ดูก็จะหลังจากนั้น ถ้าผมมีโอกาส ลงพื้นที่ ไม่ได้ดู ก็จะกลับมาเปิดดูย้อนหลัง แต่ที่ห่วงก็คือห่วง Content ครับ หลายครั้ง มีสถานการณ์ทางการเมืองที่รายการประเภทวิเคราะห์ข่าวมานั่งคุยกันเอง แล้วก็ไปเอา ชุดข้อมูลจากที่ใดมาไม่ทราบแล้วก็มานั่งคุยกัน พอหมดเวลาเสร็จปั๊บ Tape หน้าก็มา วิเคราะห์ใหม่ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิด คำถามคือเราไม่ได้เห็นการออกมาขอโทษสังคม ไม่ได้เห็น การออกมาขอโทษประชาชน ผมเข้าใจว่าผู้บริหาร Thai PBS คณะกรรมการบริหารนั้น มีข้อจำกัดในการที่จะไปก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพของการนำเสนอข่าว แต่ผมว่าต้องไปหาวิธีทาง แนวทางในการที่จะทำให้ Thai PBS เป็นสื่อคุณภาพที่เราดูได้อย่างสบายใจ ที่ผ่านมา มีหลายเหตุการณ์ก่อนเข้ารายการอีกแบบหนึ่ง หลังรายการ ต้องยอมรับว่าโลกยุคปัจจุบันนั้น มนุษย์ก็คือสื่อ สื่อก็คือมนุษย์ บางท่านไป Post Facebook บางท่านไปใช้ Platform ใน Social Media ทั้งหลาย มีตัวตนเผยทัศนคติจุดยืนชัดเจน แต่กลับมาเข้าในรายการ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วพอจบรายการก็นำประเด็นในรายการไปขยายความต่ออีกประเด็นหนึ่ง นี่สิ่งที่ผมกังวลว่าเรื่องของความขัดแย้ง วันนี้เราพูดเรื่องก้าวข้ามความขัดแย้ง แล้ว Thai PBS ก็มาไกลมาก ผมฝากว่าท่านจะต้องกลับไปหาแนวทางว่าทำอย่างไรที่จะกลับคืนสู่เป้าหมาย กลับคืนสู่จุดยืน และแนวทางที่ท่านได้วางไว้ ๑๕ ปีของ Thai PBS เดินมาไกล ปรับอีกนิดเดียว ทำอย่างไรจะไม่ไปสร้างความขัดแย้ง ทำอย่างไรจะลดความเหลื่อมล้ำเพื่อที่จะทำให้ ๑๕ ปีของ Thai PBS นั้นเป็นสื่อสาธารณะ เป็นคุณค่าที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ