กฤช ศิลปชัย หารือผลกระทบจากโครงการท่าเรือมาบตาพุดระยะที่ 3 ที่ส่งผลต่อสุขภาพประชาชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีพประมงพื้นบ้าน โดยตั้งข้อสังเกตถึงการละเลยกระบวนการ EHIA และความไม่เป็นธรรมในการเยียวยาชุมชน พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยกระดับการรับฟังความคิดเห็น และปรับปรุงเงื่อนไขการชดเชยให้สอดคล้องกับมติที่เกี่ยวข้องเพื่อความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ กระผม กฤช ศิลปชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปรายเกี่ยวกับรายงานของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Clip ภาพ)
ส่วนของโครงการในบ้านผม โครงการก่อสร้าง ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ ๓ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ Megaproject ของ EEC โครงการ ก่อสร้างท่าเรือมาบตาพุด ระยะที่ ๓ หรือที่หลาย ๆ คนเรียกว่าโครงการถมทะเลมาบตาพุด ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเพื่อรองรับการขนถ่ายก๊าซธรรมชาติและการเติบโตของกลุ่ม อุตสาหกรรมปิโตรเคมี แต่โครงการดังกล่าวยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อห่วงกังวล อยู่หลายอย่างครับ รวมถึงโครงการดังกล่าวนี้ยังสร้างผลกระทบมากมายมหาศาลให้แก่ทะเล ระยอง ให้แก่ผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน รวมถึงวงจรอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการประมง อย่างกว้างขวาง ซึ่งผมจะมีประเด็นอภิปรายวันนี้ทั้งหมด ๔ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ ด้านสุขภาพของประชาชนครับ ที่ผ่านมาการดำเนินงาน ของอุตสาหกรรมปิโตรเคมียังมีค่า VOCs เกินมาตรฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบ ต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมานี้ท่านยังไม่สามารถที่จะควบคุมได้ จาก Chart ที่ผมเปิดใน Slide ท่านจะเห็นว่าสารหลายตัวมีค่าเกินมาตรฐานไปมาก เช่น สาร Butadiene บริเวณวัดหนองแฟบ ๐.๔๖ ศูนย์บริการสาธารณสุขบ้านตากวน ๑.๓ สถานีเมืองใหม่มาบตาพุด ๐.๘๗ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนแล้วครับ ซึ่งสารเหล่านี้มีค่ามาตรฐานอยู่ที่ ๐.๓๓ เท่านั้นเอง ตัวต่อไปก็คือสาร Benzene ณ ที่ทำการ ชุมชนบ้านพง ๒.๙ สถานีเมืองใหม่มาบตาพุด ๒.๓ ชุมชนบ้านเนินพยอม ๒.๖ ซึ่งจากค่ามาตรฐาน อยู่ที่ ๑.๗ จึงขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงว่าชาวระยองอยากจะขอให้ท่านทบทวน แผนการขยายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในพื้นที่ได้แล้ว ตอนนี้ชีวิตคนระยองแขวนอยู่บน เส้นด้ายแล้วครับ
ประเด็นที่ ๒ การดำเนินงานก่อสร้างท่าเรือที่หละหลวมขาดความรับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติตาม EHIA หลังจากโครงการได้ดำเนินการก่อสร้าง สร้างผลกระทบเป็นอย่างมาก ต่อทะเลระยองครับ และนี่คือภาพความหละหลวมของการก่อสร้างที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบ ของประชาชน ภาพนี้คือทุ่นและม่านกันตะกอนที่มีช่วงขาดและไม่มีการปล่อยม่านกันตะกอน ลงสู่บริเวณผิวดินในทะเล ส่งผลให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจายสร้างความเสียหายให้กับอุปกรณ์ ทำการประมงของพี่น้องชาวประมง นอกจากนี้ยังมีทุ่นและม่านกันตะกอนหลุดลอยออกไปติดกับใบพัดเรือ ส่งผลให้ชาวประมง กระเด็นตกเรือไปกระแทกกับเรือและตกน้ำทำให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายและทรัพย์สิน จากกรณีนี้พี่น้องชาวประมงต้องเย็บถึง ๗ เข็ม ออกทำการประมงไม่ได้ ๑๐ วัน ไหนจะต้อง ซ่อมแซมเรือที่ได้รับความเสียหาย แต่การชดเชยก็ชดเชยคนที่ได้รับความเสียหายเพียง ๑๒,๐๐๐ บาท เป็นธรรมแล้วหรือครับ และหาก Case นี้ผู้ประสบเหตุเกิดอาการ Shock เนื่องจากการเสียเลือดมากหรือเป็นอันตรายต่อชีวิต ท่านจะรับผิดชอบเขาอย่างไร ครอบครัว เขาจะอยู่อย่างไร จะรับผิดชอบเขาไหวหรือไม่ครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องการทำ EIA EHIA ไม่ครอบคลุม โครงการถมทะเลไม่ครอบคลุม ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรือประมงพื้นบ้านในพื้นที่รอบ ๆ โครงการมีกลุ่ม ประมงราว ๆ ๒๑ กลุ่มในรัศมีที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ซึ่งจริง ๆ มีมากกว่านั้น ตอนนี้ ผลกระทบไปทั้งอ่าวระยองแล้วครับ การแจ้งรับฟังความคิดเห็นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะชาวประมงไม่ทั่วถึง จากภาพท่านจะเห็นวงสีแดงกับสีเขียว นี่คือที่ตั้งกลุ่มประมง รอบ ๆ โครงการทั้งหมด วงสีแดงคือกลุ่มที่ได้รับเชิญให้ทำประชาคมเสนอความคิดเห็น แต่กลุ่มสีเขียวกลับไม่ได้รับเชิญ มีการข้ามไปข้ามมาครับ ส่งผลให้มีการเรียกร้องความเป็นธรรม ในเรื่องของการถมทะเล
ประเด็นที่ ๔ เกี่ยวกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบที่ไม่เป็นธรรม ขาดหลักเกณฑ์ ในการคิดคำนวณที่เป็นธรรมของประชาชน หลังจาก EIA ที่ไม่ครอบคลุมมีการร้องขอ ความเป็นธรรมให้มีการชดเชยเยียวยาผู้ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบ จากโครงการครับ โดยพี่น้องประชาชนได้ยื่นเรื่องดังกล่าวถึงหลายหน่วยงาน ทั้งการนิคม อุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ยื่นเรื่องต่อจังหวัดระยอง ซึ่งแต่ละหน่วยงานได้มีการพิจารณาและเสนอ หลักเกณฑ์การช่วยเหลือออกมาแล้ว โดยคณะกรรมาธิการได้พิจารณาพร้อมมีข้อเสนอ ให้นำหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยาจากโครงการท่าเรือแหลมฉบังมาเป็นต้นแบบ ในการชดเชย คือชดเชยให้เรือประมงวันละ ๑,๐๐๐ บาท หรือเท่ากับปีละ ๓๖๕,๐๐๐ บาท แบบเท่ากันทุกคน ในระยะเวลาก่อสร้างแล้วก็ระยะเวลาฟื้นตัวครับ ในส่วนของจังหวัดระยอง ก็ได้มีการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อพิจารณาหลักเกณฑ์โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน และได้สรุปหลักเกณฑ์ออกมา มีการคิดคำนวณหลักเกณฑ์ออกมาแล้ว แบ่งเป็นค่าสูญเสียการจับสัตว์น้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องออกไปทำประมงไกลขึ้นอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ชดเชยในระยะเวลาก่อสร้างก็คือ ๓ ปี ทางนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ตอบกระทู้ของคุณรังสิมันต์ โรม เมื่อเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๕ ยืนยันว่าขณะนี้พร้อมที่จะจ่ายเงินเยียวยาให้กับชาวประมงระยองตามที่ คณะทำงานพิจารณาหลักเกณฑ์คิดคำนวณแล้ว แต่สุดท้ายทางผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทยไม่สนใจหลักเกณฑ์ดังกล่าวปัดตก โดยตัดสินใจจ่ายเงินเพียง ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อราย จ่ายแบบครั้งเดียวจบ นี่คืออะไรครับ ผมยังสงสัยว่าผู้ว่า กนอ. นี้ ใหญ่กว่านายกรัฐมนตรีแล้วหรือ ถ้าเปรียบเทียบกันมาตรฐานระยะเวลาเท่ากันคือ การก่อสร้าง ๓ ปี แล้วก็ฟื้นตัวอีก ๒ ปี ในด้านซ้ายท่าเรือแหลมฉบังเฉลี่ยวันละ ๑,๐๐๐ บาท ทุกกรณี ท่าเรือมาบตาพุดโดยคณะทำงานหลักเกณฑ์ของจังหวัดระยองเฉลี่ยวันละ ๕๐๐-๑,๐๐๐ บาท ส่วนการจ่ายจริงเฉลี่ยอยู่วันละ ๕๔.๗๙ บาท หนักไปกว่านั้นในเอกสาร การรับเงินเยียวยาท่านยังไปจำกัดสิทธิพี่น้องประชาชนห้ามเรียกร้อง ฟ้องร้อง หรือใช้สิทธิ ทางศาลใด ๆ ต่อการสูญเสียพื้นที่ทำกินอีก ผมขออนุญาตสรุปครับ คนระยองไม่เคยคิดขวาง การพัฒนา และยินยอมพร้อมให้ความร่วมมือมาโดยตลอด แต่อยากให้ EEC ทบทวน การดำเนินงานของท่านในประเด็นที่ผมกล่าวมา อยากให้ท่านรับฟังเสียงจากผู้แทน ของประชาชน ที่วันนี้ผมนำปัญหาความเดือดร้อนมาชี้แจงต่อท่านโดยตรงทำให้มันดีครับ เห็นอกเห็นใจกันบ้าง และผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะนำเรื่องที่ผมอภิปรายนี้ไปทบทวน และเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการของท่าน ขอบพระคุณท่านประธานครับ