รวี เล็กอุทัย ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเงินรับรอการตรวจสอบกว่า 32 ล้านบาทในกองทุนพัฒนาน้ำบาดาลที่ขาดระบบตรวจสอบที่ชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงเพื่อความโปร่งใสและป้องกันการทุจริต รวมทั้งท้วงติงการขาดทุนจากการโอนสินทรัพย์ที่พุ่งสูงถึง 616 ล้านบาทในปี 2564 และเรียกร้องให้ชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นอย่างละเอียด พร้อมเสนอให้พัฒนาแหล่งน้ำบาดาลและกระจายงบประมาณอย่างทั่วถึงใน 27 แอ่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับภัยแล้งและปัญหาขาดแคลนน้ำ โดยย้ำการบริหารกองทุนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ปัญหาประชาชนอย่างทั่วถึง
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ตามที่ผมได้อ่านรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนพัฒนา น้ำบาดาล สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๔ ผมมีข้อสงสัยและข้อสังเกต ในรายงานฉบับนี้อยู่บางประเด็นครับ จึงอยากขอร่วมอภิปรายซักถามกับทางกองทุน ในประเด็นดังต่อไปนี้ ขอ Slide ขึ้นด้วยครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
สำหรับประเด็นแรก ผมมีข้อกังวลต่อ เงินรับรอการตรวจสอบ โดยในหมายเหตุที่ ๑๓ ครับท่านประธาน เมื่อพิจารณาจะพบว่า ทั้งในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ จะมียอดรับรอการตรวจสอบทั้ง ๒ ปีซึ่งรวมกันแล้ว เป็นเงินกว่า ๓๒ ล้านบาท โดยเป็นเงินที่รับชำระโอนค่าใช้น้ำและค่าอนุรักษ์น้ำบาดาล จากผู้ประกอบการโอนมายังบัญชีธนาคารพาณิชย์ของหน่วยจัดเก็บรายได้ครับ แต่ปัญหา ที่เกิดขึ้นปรากฏว่ามีเงินคงค้างอยู่ใน ๔ บัญชี ซึ่งมีอีกกี่บัญชีก็ไม่อาจทราบได้ อีกทั้ง ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่ายอดเงินที่เข้าบัญชีมานั้นเป็นเงินของผู้ใดบ้าง ซึ่งถึงแม้ว่า ในเอกสารจะระบุด้วยเจตนาที่ดีว่ามีการนำส่งเงินก้อนนี้เป็นรายได้ของแผ่นดิน แต่ผล ที่เกิดขึ้นทำให้มีข้อกังวลว่าทำไมถึงไม่มีการวางระบบหรือการตรวจสอบการเข้ามา ของเงินรายได้นี้อย่างเป็นระบบเพื่อให้ตรวจสอบได้ง่าย เพราะเรื่องการรับเงิน จ่ายเงิน หรือการเข้าออกของเงินนั้นควรจะต้องมีเอกสารหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อความโปร่งใส และป้องกันการทุจริต นอกจากนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ดังนั้น ผมจึงคิดว่าทางกองทุนควรจะต้องให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ เกิดปัญหาเช่นนี้อีก รวมถึงเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ครับ
ในประเด็นถัดไป ผมมีข้อสงสัยต่อการขาดทุนจากการโอนสินทรัพย์ ตามหมายเหตุที่ ๒๔ ของเอกสารรายงานเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายอื่นของกองทุน ในประเด็น ของการขาดทุนจากการโอนสินทรัพย์ก็เป็นประเด็นที่คล้ายคลึงกันกับที่ทางเพื่อนสมาชิก บางท่านได้อภิปรายไป การโอนสินทรัพย์นี้มียอดถึง ๖๑๖ ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๓ ที่อยู่ ๔๐ ล้านบาทนั้นแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ จึงอยากขอความรู้ว่า การโอนสินทรัพย์ในปี ๒๕๖๓ และปี ๒๕๖๔ นั้นทำไมถึงมีความแตกต่างกันมากถึงขนาดนี้
ส่วนต่อมาที่อยากให้ชี้แจงนั่นก็คือสินทรัพย์ที่โอนไปนั้นคืออะไรบ้าง ทำไม ถึงต้องมีการโอน และมีความจำเป็นอย่างไร เพราะจำนวนเงินที่ขาดทุนในส่วนนี้มีปริมาณ ที่สูง และสูงกว่าหมวดค่าใช้จ่ายจากการอุดหนุนและการบริจาค ซึ่งเป็นการนำเงินไปจัดทำ โครงการในปี ๒๕๖๔ ดังนั้นจึงเป็นที่น่าสงสัยว่าโอนสินทรัพย์นี้เป็นการโอนสินทรัพย์อะไร ทำไมถึงต้องโอน และหากโอนแล้วทำให้เกิดขาดการขาดทุนมากในระดับที่มากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทขณะนี้ ยังควรมีความจำเป็นที่จะต้องโอนอยู่จริงหรือไม่ครับ
ท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอแนะต่อการบริหารจัดการโครงการ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้น้ำของทั้งประเทศ อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีในบริบทปัจจุบัน ที่สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยและของทั้งโลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่ส่งผลต่อพี่น้องประชาชนต้องประสบพบเจอกับปัญหาภัยแล้ง และ El Nino ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตโดยตรงของประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกร ซึ่งในภาพรวมของประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำกว่า ๑๕๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี ซึ่งนำไปใช้ใน ๔ ส่วน ก็คือ เพื่อการเกษตร เพื่ออุปโภคบริโภค และการท่องเที่ยว เพื่ออุตสาหกรรม และเพื่อรักษาระบบนิเวศ ในขณะที่ประเทศไทยเรามีน้ำบาดาลสะสมอยู่ที่ประมาณ ๑.๑๓ ล้านล้านลูกบาศก์เมตร โดยทุกปีเราสามารถพัฒนาขึ้นมาใช้ประโยชน์ได้ราว ๔๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ตามรายงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขอ Slide ถัดไปครับ ผมมีกรณีตัวอย่าง อยากจะขอนำเสนอ ยกตัวอย่างกรณีของที่บ้านผมหรือจังหวัดอุตรดิตถ์ ตามข้อมูล ของสำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ ในภาพรวมนั้นจังหวัดอุตรดิตถ์ มีความต้องการใช้น้ำอยู่ที่ประมาณ ๒๕๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และกว่า ๙๒ เปอร์เซ็นต์ อยู่ในภาคของการเกษตร ซึ่งพื้นที่เกษตรกรรมในเขตชลประทานนั้นมีความต้องการใช้น้ำ ๓๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และนอกเขตชลประทานอีก ๒๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึง เพื่อการอุปโภคและบริโภค และการท่องเที่ยว ๒๐ ล้านลูกบาศก์เมตร จึงเห็นได้ชัดว่า พ่อแม่พี่น้องในจังหวัดอุตรดิตถ์เวลานี้นั้นยังประสบปัญหาข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งน้ำ เพื่อใช้ในการเกษตรและอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง ผมจึงมีความเห็นว่า การเพิ่มและพัฒนาแหล่งน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องนี้ นั่นก็คือการพัฒนา แหล่งน้ำบาดาลจะเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ดังนั้นการจัดทำ โครงการที่เกิดขึ้นของกองทุนควรมีการกระจายความช่วยเหลือให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ใน ๒๗ แอ่งน้ำบาดาลที่มีอยู่ ไม่ควรกระจุกอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น ที่ผมกล่าวแบบนี้ เนื่องจากว่าเมื่อดูตามรายชื่อของโครงการต่าง ๆ ในปี ๒๕๖๔ ที่ชี้แจงอยู่ในหมายเหตุที่ ๒๓ ของเอกสารรายงานนั้น พบว่าโครงการส่วนใหญ่จะอยู่ในจังหวัดหรือพื้นที่เดิม ๆ เพียงเท่านั้นเอง แต่ปัญหาความขาดแคลน ความต้องการใช้น้ำของพี่น้องประชาชนนั้นเกิดขึ้นทั่วประเทศครับ ท่านประธาน ผมจึงอยากขอฝากเรื่องนี้ให้ทางกองทุนช่วยพิจารณากระจายงบประมาณ ให้เหมาะสมไปยังพื้นที่อื่น ๆ ด้วยครับ
และโดยสรุปครับ ผมต้องการเห็นการบริหารงานของกองทุนมีประสิทธิภาพ และมีความรัดกุมมากกว่านี้ ควรมุ่งเน้นให้เกิดความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ เพราะการใช้จ่ายเงินที่เกิดขึ้นนั้นมาจากพี่น้องประชาชน ซึ่งควรจะต้องนำไปดำเนินการ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและครอบคลุม ไม่กระจุกอยู่เพียงแค่ในพื้นที่บางแห่ง รวมไปถึง ควรมีการดำเนินโครงการที่มุ่งสู่การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง และตรงความต้องการของทุกพื้นที่ด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ