มณเฑียร ยันไม่โกรธสื่อ แม่ถูกบิดเบือน-ชี้สื่อช่วงสงครามทำฉันไม่เชื่อใคร

รัฐสภา · ครั้งที่ ๘ · ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖

มณเฑียร บุญตัน หารือถึงความน่าเชื่อถือของสื่อและกระบวนการกำกับดูแลวิชาชีพสื่อ โดยตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของกลไกควบคุมพฤติกรรมสื่อและข้อกังวลต่อความหลากหลายของความคิดเห็น พร้อมย้ำความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกสถานะของผู้ถูกกระทำและผู้กระทำ

นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในวงการสื่อมวลชนแต่ก็ทำงานเกี่ยวข้อง กับเรื่องสื่อมาโดยตลอด นับเนื่องย้อนกลับไปจนถึงหลังจากที่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มีผลบังคับใช้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสรรหากรรมการ กสช. ในขณะนั้น มีอันต้องลาออก จากกรรมการสรรหา ซึ่งในคราวนั้นไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนั้นก็มีส่วนในการยกร่าง และร่วมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสื่อมาโดยตลอด ผมเกิดในปีที่สงคราม เวียดนามเริ่ม แล้วผมเองก็เติบโตมาในยุคที่เราถูกคาดหวังให้มีความเชื่อเกี่ยวกับความดี ความชั่วแบบขาวกับดำ ตอนผมเป็นเด็ก ๆ ได้เสพสื่อที่ผลิตซ้ำโดยอำนาจรัฐในขณะนั้น ผ่านกรมประชาสัมพันธ์ ในยุคที่เรามีสงครามประชาชนนั้นสื่อของรัฐเรียกกองกำลัง ของฝ่ายตรงข้ามว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ สื่อของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยซึ่งผมเผอิญมีเครื่องวิทยุรับได้ชื่อวิทยุ เสียงประชาชนแห่งประเทศไทยเรียกกองกำลังนั้นว่ากองกำลังอาวุธประชาชน ตอนนั้น ผมอายุไม่ถึง ๑๐ ขวบงงเลยครับ ผมไม่รู้ว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงโกหก ผมไม่รู้ว่าใครโกหก แต่ผมรู้ ว่ามันต้องมีการโกหกอย่างแน่นอน ผมก็เลยไม่ค่อยจะมีความไว้วางใจแหล่งข่าวใด ๆ มาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงปัจจุบันครับ หลังจากนั้นผมก็เป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์และเป็นเหยื่อ ของสื่อ ที่พูดนี่ไม่ได้มีเจตนาร้ายนะครับ เพราะว่าผมก็ได้รับประโยชน์จากสื่อด้วย พี่น้องสื่อ หลายท่านก็เป็นเพื่อนกันรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีครับ ผมเคยถูกกล่าวหาว่ามีทรัพย์สินถึง ๑๔๓ ล้านบาท ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ อดีตข้าราชการสอนหนังสืออย่างผมเงินเดือนไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ บาท มีเงินประจำตำแหน่งเป็นรองคณบดี แล้วยังไม่มีตำแหน่งวิชาการเนื่องจากว่า หน่วยงานเพิ่งจัดตั้งอีก ๕,๐๐๐ บาท พอมาเป็น ส.ว. บอกว่ามีทรัพย์สิน ๑๔๓ ล้านบาท เป็นความเท็จครับ ผมยังถูกคอลัมนิสต์ (Columnist) อาวุโสซึ่งผมจำชื่อท่านไม่ได้แล้ว ท่านใช้นามปากกาด้อยค่าว่ากระบวนการสรรหา ส.ว. ในขณะนั้นไม่รู้เอาอะไรมาคิด เอาคนตาบอดมาเป็น ส.ว. ได้อย่างไร ถามว่าผมเป็นคนปุถุชนธรรมดามีความรู้สึก รัก โลภ โกรธ หลง ผมก็รู้สึกเจ็บปวดครับท่านประธาน แต่ผมก็ใช้เวลา ๑๐ กว่าปีมานี้พิสูจน์ โดยการกระทำ โดยพฤติกรรม โดยผลงานในสิ่งที่ผมทำมาโดยตลอด ผมคิดว่าถ้าคอลัมนิสต์ (Columnist) อาวุโสท่านนั้นมาเขียนคอลัมน์ในวันนี้ท่านคงไม่เขียนแบบเดิม หวังว่าอย่างนั้น แต่ในปี ๒๕๕๑ ผมก็ได้รับการยอมรับจากพี่น้องสื่อมวลชนครับ ท่านได้กรุณาให้ผมได้เป็น คนดีศรีสภา ผมก็รู้สึกขอบคุณ ผมก็ไม่ได้เป็นคนดิบคนดีอะไรมากมาย ผมก็แค่ทำหน้าที่ครับ ผมจึงไม่คิดว่าความดีความเลวของปัจเจกบุคคลนั้นเป็นเครื่องชี้วัดความดีความเลวของ วิชาชีพแต่ประการใด ผมคิดว่าบางท่านก็ไม่รู้ บางท่านก็ไม่ใส่ใจ บางท่านก็จงใจใช้ปากกา หรือความคิดเห็นของท่านเป็นเครื่องมือในการทำลายล้าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากกล่าวซ้ำสิ่งที่หลายท่านพูดไปแล้ว ผมคิดว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญก็ดี หรือกฎหมายที่เสนอเข้ามาเป็นร่างก็ดีผมไม่แน่ใจว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้วมันจะเป็นกลไก ที่สามารถควบคุม กำกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของปัจเจกบุคคลได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ เหมือนกันว่าโครงสร้างของคณะกรรมการที่เสนอเข้ามานั้นที่กำหนดคุณสมบัติในลักษณะใด ลักษณะหนึ่งมันจะเป็นตัวชี้วัดความหลากหลายความเห็นต่างในสังคมและมันจะสร้าง มาตรฐานในสิ่งที่เราเรียกว่ามาตรฐานวิชาชีพได้จริงหรือไม่ ผมไม่แน่ใจว่าในวันนี้ผู้ถูกกระทำ และผู้กระทำซึ่งอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องของว่าอะไรเป็นจริยธรรม อะไรเป็น สิทธิมนุษยชน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านอาจารย์ผู้เป็นที่เคารพของบุคคลมากหน้าหลายตา ในสังคมไทยได้กล่าวไว้ว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนนั้นใครไม่เป็นผู้ถูกกระทำก็ย่อมไม่รู้จัก อันนี้ มันจริงนะครับ เพราะผมรู้สึกว่าตัวผมเองถูกกระทำมาโดยตลอด ผมจึงเป็นคนยอมรับ เคารพในหลักสิทธิมนุษยชน ในวันนี้เราอาจจะคิดว่าเราใช้กลไกนี้เพื่อรักษาความดี ความงาม ความจริงเพื่อรักษาความถูกต้อง เพราะเราอยู่ในฝ่ายเป็นผู้กระทำ แต่ในวันหนึ่งถ้าผู้กระทำ ไม่ใช่เราแล้วเราตกเป็นผู้ถูกกระทำบ้างเราจะรู้สึกอย่างไร ผมไม่ใช่เป็นคนเอ็กซ์ตรีม (Extreme) ไม่ใช่เป็นคนสุดโต่งนะครับ แล้วพร้อมที่จะเห็นชอบร่างฉบับนี้แม้ว่าผมจะ ไม่ได้เห็นด้วยในหลักการ ในเนื้อหาเท่าไร เช่นเดียวกับที่ผมเห็นด้วยในขั้นรับหลักการของ ร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ามา คือผมต้องการให้มีการถกเถียง ผมต้องการให้มีการพิจารณา จากบุคคลหลายฝ่าย เพื่อให้มีคำตอบที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่ผมก็อยากจะให้รัฐบาลลองคิดให้ดีนะครับว่า มันเป็นเวลาที่เหมาะสม มันเป็นสิ่งที่จะสร้างหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชนได้จริงไหม และมันเป็นกลไกที่จะส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชนได้จริงหรือเปล่า บอกตรง ๆ ว่าผมไม่มั่นใจครับ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่า เอาเข้าจริง ๆ แล้วสังคมไทยเรา เราหลุดพ้นจากการเสพติดอำนาจนิยมแล้วหรือยัง ผมไม่ได้พูดถึงอำนาจนิยมในความหมายที่หลายท่านพูดนะครับ ผมหมายถึงว่า ผู้ใดมีอำนาจก็มักจะใช้อำนาจในทางที่ตัวเองก็เคยเป็นเหยื่อ ไม่ว่าจะโดยที่มาหรือโดย พฤติกรรม พฤติการณ์ เรายังคงเวียนว่ายตายเกิด ชิงกันเป็นผู้ใช้อำนาจในการจำกัดผู้อื่น อยู่ตลอดเวลา เมื่อใดที่เราก้าวล่วงพ้นสิ่งนี้ไป เมื่อใดที่เรายอมรับว่าที่มา พฤติกรรม หรือพฤติการณ์นั้นล้วนแล้วแต่ประกอบกันขึ้น และตราบใดที่เรายังไม่อาจยอมรับ ความแตกต่างได้ ตราบใดที่เรายังคิดว่าเราถูกที่สุด เมื่อใดที่เราเป็นผู้ถูกกระทำ เราก็อาจจะ มีความรู้สึกว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรม แค่นี้แหละครับท่านประธานครับ ผมไม่ได้เห็นว่า เป็นร่างกฎหมายที่เลวร้ายอะไร เพียงแต่ผมอยากจะให้ลองฉุกคิดดูนะครับ เพราะว่า มันมักจะมีมิติ มีแง่มุมที่เมื่อเป็นผู้กระทำ กับเมื่อเป็นผู้ถูกกระทำนั้น จะสะท้อนความรู้สึก ที่แตกต่างอยู่เสมอครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ