วิษณุ เครืองาม ชี้แจงรับความเห็นและข้อกังวลของสมาชิกรัฐสภาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะนำข้อเสนอไปดำเนินการเพื่อป้องกัน แก้ไข และปราบปรามปัญหาที่กฎหมายยังไม่ครอบคลุม รวมถึงเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมย้ำเหตุผลที่ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่ใช้กับหน่วยงานรัฐสภา ศาล อัยการ และรัฐวิสาหกิจ เนื่องจากความพร้อมและลักษณะเฉพาะของแต่ละองค์กร ขณะเดียวกันเสนอแนวทางออกพระราชกฤษฎีกาเป็นรายกรณีในอนาคต และผลักดันการรับรองราชกิจจานุเบกษาในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมความทันสมัย รวมถึงพิจารณาภาระที่อาจเกิดกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมขอบคุณสมาชิกและย้ำความร่วมมือในการผลักดันกฎหมายต่อเนื่องจากรัฐบาลชุดก่อน โดยเน้นการปรับปรุงแก้ไขอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้การประเมินต่อเนื่องและการผ่อนปรนกรณีหน่วยงานไม่สามารถปฏิบัติได้ เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเท่าเทียม
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ รัฐบาลต้องขอขอบพระคุณในความคิดเห็นของท่านสมาชิกรัฐสภา ถ้าหากว่าได้ฟังมาตั้งแต่ต้น ตั้งแต่คนแรก จนกระทั่งถึงท่านสุดท้ายก็จะเห็นว่าท่านได้แสดง ความปรารถนาดี ห่วงใยว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายนี้ได้จริง ถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ ห่วงใยว่า เสียดายที่ได้ดำเนินการออกกฎหมายนี้ช้ากว่าความต้องการของโลก และสังคมในปัจจุบัน ตลอดจนความห่วงใยอื่น ๆ หลายอย่าง หลายเรื่องครับ ความห่วงใยของท่านจะคลี่คลาย ได้ด้วยสติปัญญาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ของท่านในชั้นคณะกรรมาธิการ แต่หลายเรื่องความห่วงใยของท่านอาจจะไม่สามารถปรากฏในร่างกฎหมายนี้ได้ ก็เป็นหน้าที่ ของรัฐบาลที่จะต้องรับเอาความห่วงใยนี้ไปจัดการป้องกัน แก้ไข และปราบปราม เช่น ความห่วงใยของคุณประเสริฐในเรื่องของการรั่วไหลของข้อมูล ความห่วงใยของคุณจิรายุ ในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูล สิ่งเหล่านี้อาจจะเขียนในกฎหมายยาก แต่รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานที่จะป้องกัน หรือแม้แต่เมื่อมีการล่วงละเมิดกระทำผิด รัฐบาลก็จะต้องมีหน่วยงานและบุคลากรที่จะปราบปราม ซึ่งอำนาจมันมีอยู่แล้วในกฎหมาย ต่าง ๆ ก็ขอรับความห่วงใยและความกังวลนี้ของท่านไป
ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องการปฏิบัติงานโดยผ่านทางระบบ อิเล็กทรอนิกส์นั้น คุณูปการต้องยกให้กับภาคเอกชน เขานำมาก่อนภาครัฐ เขาทำมาก่อน ภาครัฐ เขาเสี่ยงมาก่อนภาครัฐ เขาลงทุนมาก่อนภาครัฐ แล้วก็เพราะเหตุอย่างนี้เอง ในที่สุด เขาก็ประสบความสำเร็จมาก่อนภาครัฐ คือการปฏิบัติงานของเขาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย คล่องตัว รัฐไปเรียนรู้จากการทำงานของภาคเอกชน โดยเฉพาะก็คือธนาคารต่าง ๆ บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ภายหลังก็เอามาปฏิบัติตามบ้าง โดยได้ริเริ่มในภาครัฐที่เป็นกึ่งรัฐ กึ่งเอกชนก่อน นั่นก็คือรัฐวิสาหกิจ จนกระทั่งเดี๋ยวนี้รัฐวิสาหกิจก็ได้ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในการยื่นคำร้อง คำขอ คำอนุญาต คำอนุมัติ การเสียเงิน การจ่ายค่าธรรมเนียมล่วงหน้าก่อน ภาคราชการไปแล้ว ด้วยเหตุนี้เองในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงบอกว่าไม่ใช้กับนอกจาก จะพูดถึงหน่วยงานทางรัฐสภา หน่วยงานทางศาลอัยการ ยังไม่ใช้บังคับกับรัฐวิสาหกิจที่เป็น บริษัทหรือบริษัทมหาชนด้วย ผมสอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องว่าพวกเหล่านี้เป็นรัฐวิสาหกิจ ก็เป็นภาครัฐ ทำไมจึงไม่ใช้บังคับ คำตอบก็คือว่าเขาปฏิบัติไปก่อนหน้านี้แล้ว และเขาก็ มีระเบียบวิธีของเขาโดยที่ไม่ต้องมายึดโยงผูกกับกฎหมายนี้แต่ประการใด อันนั้นก็ต้อง ปล่อยไป ส่วนเหตุผลที่ไม่ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐสภา หน่วยงานทางศาล หน่วยงานทาง อัยการ หน่วยงานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อันนั้นอาศัยอีกเหตุผลหนึ่ง คือไม่ใช่เหตุผลว่า หน่วยงานเหล่านั้นได้ปฏิบัติหรือใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ไปเรียบร้อยดีงามแล้ว แต่แม้เขาจะ ยังไม่ใช้เราก็ยังคิดว่าไม่สามารถที่จะไปเกณฑ์เอาเขาเข้ามาอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ทันทีทันใดใน ขณะนี้ได้ ท่านประธานครับ ขณะที่จัดทำร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หลายเดือนมาแล้ว การ รับฟังความคิดเห็นในเวลานั้นเมื่อหลายเดือนมาแล้ว หน่วยงานทางรัฐสภาของ ท่านประธาน หน่วยงานทางศาล หน่วยงานทางอัยการเขายังไม่ได้แสดงความพร้อม แม้แสดง ความกระตือรือร้น ยินดีและเต็มใจ แต่เขายังไม่สามารถที่จะแสดงความพร้อมได้ว่า ในแต่ละ หน่วยงานนั้น ความที่มันมีงานประเภทต่าง ๆ อยู่มากมาย การยื่นคำร้อง คำขอ คำอนุญาต คำอนุมัติ มันไม่ใช่เป็นกรณีอย่างเดียวกับที่เอกชนติดต่อกับเขต หรืออำเภอ หรือเทศบาล แต่มันเป็นเรื่องที่มีความลึกลับซับซ้อนละเอียดอ่อนมากมายหลายอย่าง เพราะฉะนั้นในที่สุด จึงคิดว่าในกฎหมายนี้จะไม่ให้นำมาใช้บังคับกับหน่วยงานเหล่านั้น จนกว่าจะมีความพร้อม จึงจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกาให้ ซึ่งก็เป็นการดีไปอย่างหนึ่ง เพราะว่าในการออก พระราชกฤษฎีกาหรือกฎหมายลูกนั้น เราสามารถกำหนดรายละเอียดสำหรับแต่ละ หน่วยงานได้ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าถ้าจะต้องใช้กับหน่วยงานทางรัฐสภาก็อาจจะไปเขียน ในพระราชกฤษฎีกาได้ว่า ถ้าเป็นการยื่นคำร้องขอแปรญัตติอย่างที่ท่านเลิศรัตน์ได้ ยกตัวอย่างนั้น ให้สามารถยื่นโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ แต่ถ้าเป็นการเข้าชื่อเสนอร่าง พระราชบัญญัติอาจจะต้องมาแสดงตนปรากฏตัว ไม่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างนี้เป็น ตัวอย่าง หรือในกรณีหน่วยงานทางศาลนั้นก็สามารถจำแนกในพระราชกฤษฎีกาได้ว่าถ้ายื่น คำฟ้องจะต้องมาแสดงตนปรากฏตัว แต่ถ้าหากว่าเป็นการยื่นคำขอบางอย่างก็อาจจะยื่นโดย ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ อย่างนี้เราสามารถออกพระราชกฤษฎีกาเป็นรายฉบับเกี่ยวกับ ศาล เกี่ยวกับอัยการ เกี่ยวกับรัฐสภา และมันจะละเอียดกี่มาตราก็ได้ แต่ไม่สามารถจะเอา ทั้งหมดมาเขียนในพระราชบัญญัติได้ ในชั้นนี้จึงได้ยกเว้นไว้ก่อน แต่ไม่ใช่ยกเว้นถาวร ตลอดไป เป็นการรอที่จะออกพระราชกฤษฎีกา ซึ่งก็คือกฎหมายลูก ซึ่งแต่ละหน่วยงานอาจจะมีความ แตกต่างกันออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากนี้หลายเรื่องที่ท่านสมาชิกได้ ตั้งข้อสังเกตและฝากเอาไว้ เช่น ขอให้ลงอะไรต่อมิอะไรในราชกิจจานุเบกษาให้มันถูกต้อง ครบถ้วน อย่างที่ท่านวิรัช พันธุมะผล ได้ยกตัวอย่าง รัฐบาลขอรับไปดำเนินการครับ แล้วก็ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ได้รับรองอย่างเป็นทางการว่าต่อไปนี้เราจะมีราชกิจจานุเบกษา ฉบับอิเล็กทรอนิกส์ได้ นอกจากฉบับที่เป็นเอกสาร ซึ่งก็ออกมาตรงเวลาบ้าง ไม่ตรงเวลาบ้าง มาเป็นเวลาช้านานแล้ว ต่อไปก็สามารถทำเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ คือออนไลน์ (Online) ก็ได้ แต่ใครอยากที่จะได้เป็นเอกสารก็มายื่นคำร้องเสียเงินเล็กน้อย ทางราชการก็ต้อง ออกเป็นเอกสารให้ อย่างนี้มันก็จะเกิดขึ้น หรือปัญหาที่ท่านห่วงใยเกี่ยวกับเรื่ององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น เรื่องอย่างนี้ก็ได้คิดไว้แล้วครับว่าคงเป็นภาระจริง แต่เราเคยทดลอง กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาแล้ว ในกรณีที่มีการออกกฎหมายเรื่องที่เกี่ยวกับ การอำนวยความสะดวก ตอนนั้นก็ได้วิตกกังวลอย่างเดียวกันครับว่า ที่จะให้กรม หรือกระทรวงอำนวยความสะดวกนั้น เขาคงมีสถานะการเงินพอ แต่ที่จะให้ท้องถิ่นอำนวย ความสะดวกด้วยนั้น บางแห่งหรือบางท้องถิ่นอาจจะไม่สามารถมีงบประมาณ หรือมี ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ แต่หลังจากรอไปแล้วระยะหนึ่งก็เข้าสู่ระบบ ก็สามารถดำเนินการได้ โดยเรียบร้อย ถ้ายังฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามอยู่อีก นั่นก็เป็นการละเลย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ต้องไป จัดการกันอย่างอื่น ในกรณีเรื่องการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์นี้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ได้คิดกันกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และคณะกรรมการกระจายอำนาจ ตลอดจนหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องว่า เราคงจะต้องตั้งหน่วยงานขึ้นดูแล หรือที่เรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่า มอนิเตอร์ (Monitor) ซึ่งในกฎหมายนี้ก็เขียนไว้ ตั้งใจว่าต่อไปจะให้ สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นคนไปดูแล ถ้าพบปัญหารายงานมายังรัฐบาล เป็นหน้าที่ที่รัฐบาล จะต้องช่วยเหลือ ซึ่งจะต้องรายงานรัฐบาลทุก ๖๐ วัน ถ้าจำเป็นที่จะต้องใช้เงินก็จะต้องจัด งบประมาณให้ ถ้าหากว่าจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยี สติปัญญา ก็ต้องจัดผู้เชี่ยวชาญให้ หรือบางท้องถิ่นอาจจะต้องพึ่งพาท้องถิ่นอื่นที่อยู่ข้างเคียงไปพลางก่อน เหล่านี้เป็นสิ่งที่คิดไว้ แต่ถือว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดทำระบบอย่างนี้เมื่อเอกชนเขาร้องขอ เอกชนนั้นก็ไม่ได้บังคับ ว่าจะต้องติดต่อโดยระบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกรายเสมอไป เป็นทางเลือก ถ้าเอกชนคนใด สะดวกว่าการขออนุญาตตัวจะต้องไปปรากฏตัว ก็ต้องทำอย่างนั้น แต่ถ้าหากคิดว่าตัว อยู่บ้านสะดวกกว่า ก็สามารถจะติดต่อโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ อย่างนี้เป็นทางเลือก อย่างที่ท่านสมาชิกสภาได้อภิปรายมาแล้ว
ในนามของรัฐบาลผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน อีกครั้งหนึ่งครับ สำหรับคำแนะนำดี ๆ หลายเรื่องเราไม่ได้คิดมาก่อน แล้วท่านได้แสดง ประสบการณ์ของท่านให้เห็น แล้วก็ต้องขอบพระคุณอย่างมาก เท่าที่ได้จับใจความได้ว่า ท่านสนับสนุนที่จะให้มีกฎหมายนี้ออกมา แล้วรัฐบาลเองก็ขอรับว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่เป็น ความคิดริเริ่มอะไรของรัฐบาลนี้โดยแท้ทั้งหมดหรอก เป็นสิ่งที่ภาคเอกชนและรัฐบาลในอดีต หลายชุดได้เพียรพยายามทำมาแล้ว ของอย่างนี้มันไม่ใช่เรื่องว่าใครช้าใครเร็ว แต่มันเป็นเรื่อง ที่ต้องทดลองแล้วค่อยทำและค่อยไป แม้กฎหมายนี้ออกมาแล้วก็คงจะไม่เกิดความสะดวก ขึ้นมาทั้งหมด ก็ต้องแก้ไขคลี่คลายปัญหานี้ต่อไป ในกฎหมายนี้ถึงได้เขียนเอาไว้ว่าจะต้อง มีหน่วยงานที่ประเมินแล้วรายงานรัฐบาลทุก ๖๐ วัน เพื่อจัดการแก้ไข แล้วถ้าหน่วยงานใดยัง ปฏิบัติไม่ได้จริง ๆ ก็ไม่ได้ไปรีดนาทาเร้นบังคับหรอกครับ เราก็จะมีการออกพระราชกฤษฎีกา ยกเว้นให้ แต่ต้องบอกเหตุผลว่าทำไม จะเรียกว่าเป็นการรับสารภาพผิดของหน่วยงานนั้น ก็ได้ แต่ในที่สุดก็จะต้องพยายามแก้ปัญหาเพื่อวันหนึ่งที่จะก้าวไปสู่ยุคดิจิทัล (Digital) และทุกคนจะสามารถเข้าสู่ระบบนี้ได้โดยเท่าเทียมกัน ขอบพระคุณครับ