รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔

ผ่องศรี แซ่จึง หารือเรื่องพระราชบัญญัติที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับเด็ก โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของทักษะศตวรรษที่ 21 ที่จำเป็นสำหรับเด็กที่จะอยู่รอดและประสบความสำเร็จในโลกยุคใหม่ และเรียกร้องการสนับสนุนให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาให้พระราชบัญญัติการศึกษาตอบโจทย์ปัญหาของเด็กไทย

นางผ่องศรี แซ่จึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศรีสะเกษ

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ผ่องศรี แซ่จึง จังหวัดศรีสะเกษ เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ขออนุญาตมีส่วนร่วมในการอภิปราย พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านสมาชิกหลายท่าน ได้อภิปรายไป ดิฉันคิดว่าครอบคลุมได้แง่มุมต่าง ๆ น่าจะเป็นข้อมูลที่จะทำให้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาศึกษาอย่างถ่องแท้ว่าเป็นพระราชบัญญัติที่สำคัญมาก ดิฉันจะขออภิปรายในส่วน ของผู้ที่มีส่วนได้เสียในพระราชบัญญัติฉบับนี้นะคะท่านประธาน เด็กเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสีย ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ จากเดิมที่ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกประกาศว่าคนที่จะอยู่ ในโลกศตวรรษที่ ๒๑ นั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่เรียกว่าทักษะศตวรรษที่ ๒๑ แต่เมื่อเกิด การทำลายล้างของเทคโนโลยี หรือที่เรียกว่า เทคโนโลยีดิสรัปชัน (Disruption) และ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) นั้น คนที่จะมีชีวิตอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ จึงไม่เพียงแต่จะต้องมีทักษะศตวรรษที่ ๒๑ เท่านั้น หากจะต้องมีคุณลักษณะสำคัญเพิ่ม ได้แก่ ต้องอึด ต้องฮึด ต้องสู้อย่างยิ่ง ล้มแล้วต้อง ลุกให้ได้ จิตใจต้องหนักแน่นมั่นคง มีความฉลาดทางอารมณ์ เรียนรู้ตลอดเวลา และสามารถ ปรับเปลี่ยนตัวเองได้ครั้งแล้วครั้งเล่า เท่านั้นยังไม่พอนะคะท่านประธาน ยังจะต้องมี ความสามารถที่จะรู้เท่าทันเทคโนโลยี จัดการชีวิตตนเองได้และพร้อมช่วยเหลือดูแลคนอื่น ที่ตกอยู่ในภาวะทุกข์ลำบากเหมือนกัน นี่คือความท้าทายไม่ใช่แต่ของประเทศไทย ของโลก มนุษย์ด้วยว่าเราจะสร้างคนรุ่นใหม่ได้อย่างไร ทีนี้ทักษะศตวรรษที่ ๒๑ นั้นคืออะไรบ้าง คือ ความรอบรู้ขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ต้องอ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็น ทักษะการเรียนรู้ ต้องคิด วิเคราะห์ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการร่วมมือทำงานกับคนอื่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะไอซีที (ICT) ต้องด้านทักษะสารสนเทศ ด้านสื่อ ด้านเทคโนโลยี และที่สำคัญอันหนึ่ง ที่สุดก็คือทักษะชีวิตและการงานค่ะท่านประธาน อันนี้ต้องได้แก่ ต้องยืดหยุ่น ต้องกล้าคิด กล้าคิดริเริ่มความเป็นผู้นำ เป็นผู้ตาม ทักษะสังคม อารมณ์ สมรรถนะในการสร้างมิตรภาพ เป็นต้น คุณลักษณะเช่นนี้ ความรอบรู้เช่นนี้รวมแล้วเรียกว่าทักษะศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่งสังเคราะห์ขึ้นจากการประเมินสถานการณ์ในโลกยุคใหม่ที่สุดแปรปรวน คาดการณ์ไม่ได้ แล้วเต็มไปด้วยโจทย์ท้าทายใหม่ ๆ

ทีนี้เรามาดูเด็กไทยเรา วันนี้เราต้องยอมรับว่าชีวิตเด็กไทยอ่อนแอกว่าที่เรา คิดมาก วัยรุ่นหญิงทุก ๑,๐๐๐ คนจะกลายเป็นแม่วัยใส ๕๑ คน ในจำนวนนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ให้กำเนิดทารกที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ กล่าวได้ว่าเด็กที่เกิดใหม่ปีละประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ คนนี้ ก็เริ่มต้นจุดบกพร่องหลายหมื่นคนแล้ว ทารกที่ได้รับน้ำนมแม่อย่างเดียว ๖ เดือน มีเพียง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ เด็กปฐมวัยทั้งประเทศมีการพัฒนาล่าช้าประมาณ ๑ ใน ๓ ไม่น้อยนะคะ ท่านประธาน โดยเฉพาะด้านภาษา ช่วง ๑-๓ ปี มีพัฒนาโดยรวมไม่สมวัย ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ช่วง ๔-๕ ปี มีพัฒนาการที่ไม่สมวัย ๔๒ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน มีเด็กปฐมวัยเพียง ๓๔ เปอร์เซ็นต์ที่มีหนังสืออ่านที่บ้าน ๓ เล่ม แต่ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ของเด็กเล่นอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์ ครึ่งหนึ่งเล่นวันละ ๑ ชั่วโมง และ ๘ เปอร์เซ็นต์เล่นอย่างน้อยวันละ ๓ ชั่วโมง เด็กประถม ๖-๑๒ ปี มีไอคิว (IQ) ต่ำกว่าเกณฑ์ มีอีคิว (EQ) ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งจำเป็น จะต้องแก้ไขถึง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ เด็กมัธยมตอนต้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) วันละ ๓-๕ ชั่วโมง และ ๕ เปอร์เซ็นต์เล่นมากกว่า ๑๐ ชั่วโมงค่ะท่านประธาน และมีการพนันในการเล่นเกม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ รับคนแปลกหน้าเป็นเพื่อน ๓๙ เปอร์เซ็นต์ เยาวชนอายุ ๑๕-๑๙ ปี จำนวน ๒.๗ ล้านคนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดค่ะท่านประธาน มีประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คนเข้ารับการบำบัด คะแนนในโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียน มาตรฐานสากลหรือพิซา (PISA) ประเมินการจัดวิเคราะห์ของเด็กวัย ๑๕ ปีของนักเรียน ๗๙ ประเทศทั่วโลก เด็กไทยอยู่อันดับไหนคะท่านประธาน ในปี ๒๕๖๑ เด็กไทยตกการอ่าน ตกไปอยู่อันดับที่ ๖๘ คณิตศาสตร์อยู่อันดับที่ ๕๙ และวิทยาศาสตร์อยู่อันดับที่ ๕๕ แรงงาน ของธนาคารโลกยังชี้ว่าเด็กไทยมีอัตราการขาดเรียนสูง และไม่คิดว่า ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็น ส่วนหนึ่งของโรงเรียน เด็กวัยรุ่นไทย ๑๐-๑๙ ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงถึง ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓ ล้านกว่าคนจากวัยรุ่นทั้งหมด ๘ ล้านคน และผู้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แล้ว ๑๘ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธาน มากกว่า ๑ ล้านคน น่าตกใจไหมคะ สถิติข้างต้นก็อนุมานได้ว่าเด็กเราน่าเป็นห่วงค่ะ เขาจะรับผิดชอบชีวิตเขาได้อย่างไร พระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้จะตอบโจทย์นี้ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามดิฉันเชื่อว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้จะต้องออกมาแน่นอน แต่สิ่งที่ดิฉันคาดหวังก็คือว่าทำอย่างไรเมื่อออก มาแล้วจะมีผลในการบังคับใช้ และท่านจะติดตามประเมินผลได้ไหมว่ามันเกิดประโยชน์ มันตอบโจทย์ต่าง ๆ เหล่านี้หรือไม่ เพราะว่าสิ่งที่เราคาดหวังก็คือเด็กต้องอยู่ในสังคมที่ แปรปรวนเหมือนพายุที่มันโถมทับเข้ามาในโลกเรานี้อย่างรุนแรงและไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไร โดยเฉพาะมีข่าวว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) จะมาอีกระลอกที่ ๕ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะฉะนั้นดิฉันกำลังคิดว่าพระราชบัญญัตินี้เหมาะกับสถานการณ์นี้แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะ (๘) มีคำว่า ต้อง ต้อง ต้อง ทุกวงเล็บเลยค่ะ คำว่า ต้อง นี้มันรุนแรงนะคะท่านประธาน ดิฉัน เป็นกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและแก้ปัญหายาเสพติด เราได้เชิญองค์กรหนึ่งเข้ามา ให้ความรู้ก็คือสถาบันอาร์แอลจี (RLG) เขามาให้ความรู้ในเรื่องของอีเอฟ (EF) อยากพูดถึง อีเอฟ (EF) นิดหนึ่งเพื่อฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าในการเชิญคนมาให้ ข้อมูลเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติดนั้นปรากฏว่ากระทรวงศึกษาธิการได้ให้ข้อมูลเรื่องนี้ยังไม่ เพียงพอ อีเอฟ (EF) ย่อมาจากคำว่า เอกซ์คูทีฟฟังก์ชัน (Executive Function) ก็คือ การทำงานของสมอง เป็นการทำงานของสมอง คือความสามารถของสมองขั้นสูงที่กำกับ ความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมเพื่อไปสู่จุดมุ่งหมายที่ตั้งใจไว้ ท่านประธานคะ ขอนิดหนึ่ง มีตัวอย่างจังหวัดเชียงรายเขาทำเรื่องนี้สำเร็จค่ะท่านประธาน อำเภอพญาเม็งราย เด็กหน้าใหม่ ที่เสพยาไม่มีเลยค่ะท่านประธาน เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเราทึ่งมาก และครึ่งหนึ่ง ของจังหวัดเชียงรายได้นำเรื่องนี้ไปใช้ แล้วก็ทั่วประเทศมีเครือข่าย อยากฝากไว้ว่า พระราชบัญญัตินี้ถ้าจะให้ตอบโจทย์นั่นคือจะต้องให้เด็กเขาเป็นไปตามที่ดิฉันได้พูดไป เมื่อสักครู่นี้ คือต้องอึด ต้องฮึด ต้องสู้ ล้มแล้วต้องลุกขึ้นมาได้ในภาวะที่โลกผันผวนเช่นนี้ ฝากกรรมาธิการทุกท่านได้โปรดพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วย ขอบพระคุณค่ะ