รัฐสภา · ครั้งที่ ๗ · ๑๗ กันยายน ๒๕๖๔

ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ หารือเรื่องการพัฒนาการศึกษา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครูในการสร้างทุนมนุษย์ที่มีความอ่อนไหวและมีความเข้มแข็ง โดยเสนอโมเดล (Model) ของครูพันวัน และเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาและการเรียนการสอน เพื่อให้ครูสามารถฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังนำเสนอในมุมมองของครู ผู้บริหาร และประชาชน เพื่อให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ สมาชิกวุฒิสภาในนามสมาชิกรัฐสภา วันนั้นต้องถือว่าเป็นวันสำคัญที่เราได้ ร่วมกันอภิปรายในการเสนอร่าง พ.ร.บ. ในวันนี้ก็ต้องบอกว่าผมจะนำเสนอในมุมมองของ ๒ มองมุม มุมมองที่ ๑ ในมุมมองที่ผมเคยเป็นอดีตครูและอดีตผู้บริหารสถานศึกษา มุมมองที่ ๒ ผมจะมองในนามของความเป็นประชาชน และผู้ปกครองนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ผมมองว่าวันนี้เรามีครู ๗๐๐,๐๐๐ คน กำลังฒนาทุนมนุษย์ของประเทศโดยประมาณ ๑๖ ล้านคน และจะต้องมีการส่งเสริมในการเรียนรู้อีกไม่ต่ำกว่า ๓๐ กว่าล้านคน ผมถือว่าวันนี้ เป็นวันที่มีความสำคัญมาก การบูรณาการการศึกษาในมาตรา ๘ ที่แบ่งเป็นช่วง ๆ ผมก็มอง ว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าเราบูรณาการกับในกลุ่มที่ ๓ ของบุคลากร ผมอยากจะนำเสนอในเรื่องของ การพัฒนาหรือการผลิตครูที่จะแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่ม จะเป็นกลุ่มครูปฐมวัย ครูการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ครูอาชีวศึกษา ครูอุดมศึกษา และครูการศึกษาภาคพิเศษ ผมมองว่าถ้าการศึกษา ที่เรามองและเราบอกว่าถ้ารากฐานวันนี้เรามาดูว่าปฐมวัยเขาอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ เขาอยู่กับ คุณปู่คุณย่า แต่สิ่งหนึ่งซึ่งปฐมวัยนั้นเป็นรากฐานที่กำลังจะสร้างทุนมนุษย์ของประเทศที่มี ความอ่อนไหวและมีความเข้มแข็ง อันที่ ๒ ขั้นพื้นฐานนั้นเราอยากจะได้เด็กที่มีทักษะทาง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เราอยากจะได้คนที่ไปเป็นนักนวัตกรรมผ่านการเรียน อาชีวศึกษา เราอยากจะได้ทุนมนุษย์ที่คิดเป็น สร้างนวัตกรรมเป็น สร้างเงินสร้างรายได้ เป็นทุนมนุษย์เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศในอุดมศึกษา และเราอยากจะได้ผู้ที่ด้อยโอกาสหรือ การศึกษาพิเศษที่จะลดการเหลื่อมล้ำให้เขากลับมายืนเท่ากับคนปกติ ผมอยากเสนอโมเดล (Model) ของครูพันวัน วันนี้การศึกษาไม่ได้เกิดจากการที่เขาเข้าสู่ระบบ เขามีการศึกษาตั้งแต่ เขาอยู่ในครรภ์ ๒๗๐ วัน จากการที่เขาเกิดมาจากในครรภ์แล้ว ๒๗๐ วัน เขาจะมีพัฒนาการ ที่เร็วมากภายใน ๖ เดือน และสิ่งเหล่านี้เขาจะเรียนรู้เร็วมากภายใน ๓ ปี เราก็พบว่า ใน พ.ร.บ. เหล่านี้แบ่งเป็นช่วง จริง ๆ แล้วเราไม่ได้มองถึงในครรภ์ แต่ผมกำลังบอกว่า ความจำเป็นและความที่จะต้องสร้างครูปฐมวัยหรือการอยู่ในครรภ์ของคุณพ่อคุณแม่เป็นสิ่งที่ มีความจำเป็นและเป็นโอกาสสำคัญที่สุด ผมมองครับ สไลด์ (Slide) นี้ผมเอามาจาก สภาการศึกษา ท่านประธานครับ เด็กในช่วง ๓ ปีนี้ ถ้าประเทศญี่ปุ่นเขาบอกว่าก่อนถึง อนุบาลก็สายเสียแล้ว เราก็จะบอกว่าถ้าเด็กไทยในยุคใหม่ที่อยากให้ทันโลกเขาไม่กลัวนวัตกรรม เขาอยากจะทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกใบนี้เราจะสร้างอย่างไร ผมก็บอกว่าถ้าตรงนี้เราสร้าง มันสมองเขาในช่วงนี้เขามีการพัฒนาการและการเรียนรู้ที่สูงมากและเร็วมาก แต่ในทางตรงข้าม ถ้าในช่วงนี้เราใส่อะไรผิดหรือการสร้างการเรียนการสอนที่ผิด มันก็ทำให้สิ่งเหล่านี้ พัฒนาไปได้ช้า และจะมีปัญหาต่อไปเป็นช่วง ๆ ในการศึกษาต่อไป เราถึงบอกว่าเด็กกลุ่มนี้ ผู้ปกครองคนเลี้ยงดูเขาเป็นครูและมีความสำคัญ และอยากจะเห็นว่าเด็กเกิดมาจะต้องมี อีพอร์ตโพลิโอ (e-Portfolio) การเป็นคนไทยทุกคน เขาจะต้องได้รับการเรียนรู้ตั้งแต่ การลืมตาและจนถึงวันตาย ผมก็บอกว่าถ้าผมอยากนำเสนอในโมเดล (Model) จาก คณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา เราได้เสนอการผลิตครูใหม่ทั้งระบบ การศึกษาไม่ใช่ มาเปลี่ยนแค่ พ.ร.บ. การศึกษาไม่ได้มาเปลี่ยนกระบวนการที่เป็นอุดมศึกษา อาชีวศึกษา การศึกษาวันนี้ต้องเริ่มต้นเปลี่ยนทั้งหมดเพื่อคนไทยใน ๒๑ ปี การศึกษาต้องเปลี่ยน ระบบการศึกษาและการเรียนการสอน ตัวเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดคือครู เราก็บอกว่า เราอยากที่จะสร้างศูนย์ฝึกอบรมครูปฐมวัย ไม่ใช่เขาเรียนจบปริญญาตรีแล้วเขาก็สอนไป ๓๐ ปี เราจะให้ศูนย์ทำเทรนนิง (Trending) อัปสกิล (Upskill) รีสกิล (Reskill) การเทรนเทคโนโลยี (Trend Technology) ใหม่เข้าไปสอน ๒. เราอยากจะมีโมเดล (Model) หรือการผลิตครู ปฐมวัยที่ถูกต้อง ๓. เราก็บอกว่าเราอยากจะมีคู่มือที่จะอบรมพี่เลี้ยง คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ย่าตายายเพราะเป็นครูเหมือนกัน ทำอย่างไรให้คนเหล่านี้ได้มีการฝึกอบรม ได้ความรู้และไปสอนลูกหลานก่อนเข้าเรียน หรือสามารถจะเรียนรู้ได้ที่บ้าน การเสนอ ในรูปแบบนี้ก็จะทำให้เด็กรับรู้ มีพลานามัยที่แข็งแรง การสื่อสารที่ดีขึ้น รูปแบบที่ ๒ ขั้นพื้นฐาน ครูขั้นพื้นฐานเรามองว่าถ้าเด็กไทยที่เรียนชั้นประถมและมัธยมต้น ถ้าไม่ได้ฝึกให้ เขาเป็นนักคิด ไม่ได้ฝึกให้เขากล้าที่จะคิดในสิ่งที่ผิด และไม่ได้ฝึกให้เขามีพื้นฐานที่เป็นเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และความรับผิดชอบ ผมก็บอกว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างโมเดล (Model) ต่อการพัฒนา ครูประถมศึกษา มัธยมศึกษาใหม่ การที่เราอยากจะสร้างครูประถมศึกษา มัธยมศึกษาใหม่ ไม่ใช่เปลี่ยนหลักสูตร ท่านประธาน การเปลี่ยนหลักสูตรนี้มันทำที่กลางน้ำ ต้นน้ำ จะต้อง กระบวนการผลิตครูใหม่ แล้วเราบอกว่าครูเหล่านี้ทำอย่างไร ต้องกระบวนการเรียนรู้ ทำกิจกรรมการเรียนรู้ เพราะเด็กประถมศึกษาเขารู้ค้นพบตัวเองแล้วว่าเขาจะมีอาชีพอะไร แล้วเขาค้นพบตัวเองแล้ววันข้างหน้านี้ เขาจะทำธุรกิจอะไร และเขาพบความสามารถพิเศษ ของเขาเหมือนกันว่าเขามีความพิเศษอะไร สิ่งเหล่านี้ผมก็ถึงว่าครูในระดับประถมศึกษา จะต้องถูกกระบวนการเปลี่ยนและต้องใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นพื้นฐาน รวมถึงการที่จะ ให้เขารู้จักชุมชน สังคม ท้องถิ่น และวัฒนธรรม ในระบบอาชีวศึกษา ผมไม่ได้ลงว่า อาชีวศึกษาจะทำอย่างไรแต่ผมรู้ว่าอาชีวศึกษานั้นจะต้องทำครูอยู่ ๒ แบบ แบบที่ ๑ ต้องเอา ช่างมาเป็นครูครับ ไม่เอาครูไปเป็นช่าง เราต้องให้มีโอกาสคนที่ไปทำงานภาคอุตสาหกรรม กลับมาเป็นครู อันที่ ๒ เราต้องเอาคนที่อยากจะเป็นช่างมาเรียน เราก็บอกว่าขอเสนอโมเดล (Model) ว่าเราเสนอโมเดล (Model) การจัดโรงเรียนเตรียมอาชีวศึกษา เอาเด็ก ม. ๓ ที่อยากจะเป็นครูช่างเข้ามาเรียน ๓ ปี แล้วก็ต่อไปเป็น ปวช. ปวส. และจบปริญญา เป็นทุนและปิด เราจะต้องสร้างทุนอาชีวศึกษาระบบปิดที่คนอยากจะมาเป็นประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วทำต่อเนื่องกัน ๑๐ ปี แล้วเราก็บอกว่าครูไทยสายช่างนี้จะเป็นครูที่จะต้องสร้าง นวัตกรรม ครูทำงานเป็นถึงจะสอนเด็กทำงานเป็น ครูคิดเป็น ส่งเสริมการสร้างสิ่งประดิษฐ์ เป็นก็ถึงจะสอนให้ลูกศิษย์ทำงานเป็น ครูอีกกลุ่มหนึ่งคือครูอุดมศึกษา ครูอุดมศึกษานี้ เราถือว่าจะต้องสร้าง เพราะเราอยากจะสร้างเด็กไทยที่ไม่กลัวที่ใดในโลกนี้ เราอยากจะ สร้างเด็กไทยที่เป็นทุนมนุษย์เปลี่ยนแปลงประเทศ เราจะต้องสร้างเด็กไทยที่สามารถ จะหิ้วกระเป๋าไปทำงานที่ใดก็ได้ในโลกใบนี้และเป็นผู้นำในอาเซียน (ASEAN) แล้วเขา จะต้องมีอยู่ ๓ เรื่อง ท่านประธาน ๑. เขาจะมีความเป็นพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ ๒. เขาจะต้องมีไมด์เซต (Mindset) ที่มองโลกทันยุค ทันสมัย อันที่ ๓ เขาจะต้องมีทักษะทั้งสังคมและทักษะอนาคต เราจำเป็นที่จะต้องสร้างครูที่จะต้องมอง และสามารถจะเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ สุดท้ายที่ผมอยากจะเห็น วันนี้เรามีครูศึกษาพิเศษ ๑ : ๙๑๐ คน แต่เด็กที่ด้อยโอกาสเหล่านี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ บางโรงเรียนนั้นไม่มีครูที่จบด้านนี้ ผมอยากจะเห็นว่าถ้ากระบวนการเพิ่มทุนให้ครูเหล่านี้กลับมาเป็นครู เด็กเหล่านี้เขามี อัจฉริยะครับท่านประธาน เขาสามารถที่จะสร้างอัจฉริยะในตัวเขาได้ และเขาอยากจะอยู่กับ คนปกติ แล้วก็เขาจะมีความสุข สุดท้ายครับท่านประธาน ผมอยากจะเห็นว่าถ้าปัจจัย ความสำเร็จของการปฏิรูปการศึกษา ผมก็ให้ความสำคัญไปที่บุคลากรทางการศึกษาที่มี คุณภาพ อันที่ ๒ คือถ้าปัจจัยความสำเร็จต่อการพัฒนาประเทศ ผมให้คำว่า การศึกษา การศึกษา การศึกษา และทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงของประเทศนั้น จะทำให้ประเทศนั้นเกิด การแข่งขันและมีความสำเร็จในอนาคตครับท่านประธาน ขอบคุณครับ