คารม พลพรกลาง หารือเรื่องพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการส่งเสริมอาชีพที่มีความมั่นคงและสร้างรายได้ เช่น อัยการ ผู้พิพากษา และอาชีพอื่น ๆ ที่มีความเกียรติยศ และเรียกร้องให้ปรับปรุงระบบการศึกษาให้ดีขึ้น รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการหลอกลวงและฟ้องร้องของบริษัทเอกชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ที่รัฐสภากำลังพิจารณา ผมขออนุญาต ที่จะมีสิทธิอภิปราย ร่วมอภิปรายแสดงเหตุผลในชั้นรับหลักการ เป็นการยากเหมือนกัน ที่มาอธิบายหลังท่านสมาชิกรัฐสภา ซึ่งเป็นทั้งครู เป็นทั้งดอกเตอร์ เป็นพี่ชายที่เป็นครู และเกี่ยวกับการศึกษา ผมในฐานะเป็นนักกฎหมาย ผมก็จะขออนุญาตแสดงในมุมมอง ของผม ว่าการศึกษาที่มันเป็นอยู่ปัจจุบันนี้ประเทศเราที่ชนบทมันห่อเหี่ยว คนมากองอยู่ ในเมือง มาอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ โรงเรียนที่มันเล็กลง แล้วทุกวันนี้โรงเรียนในต่างจังหวัด อย่างบ้านผมจังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอสุวรรณภูมิเขาก็เอาไปทำเป็นศูนย์พักคอยเสียส่วนใหญ่ เพราะไม่มีคนเรียน ปัญหาเหล่านี้ถ้าจะเรียกว่ากฎหมายการศึกษา ฉบับปี ๒๕๔๒ หรือว่า ย้อนไปก่อนหน้านั้นสำเร็จก็ไม่ใช่ ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ในฐานะ ที่เป็นคนบ้านนอกแล้วก็ผ่านโรงเรียนวัด โรงเรียนเล็ก ๆ แต่ว่ามามองเห็นประเทศในปัจจุบันนี้ ผมถือว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ไม่เลวร้ายอย่างในมาตรา ๖ ของกฎหมายฉบับนี้ ได้เขียน ครอบคลุมถึงจิตสำนึกของคนที่ผ่านระบบการศึกษา แม้ว่าบางอย่างมันจะต้องปรับปรุง เราส่งเสริมให้เป็นข้าราชการ ข้าราชการก็ต้องรับเงินเดือน ก็ต้องรับงบประมาณของแผ่นดิน ไม่ได้ส่งเสริมให้เป็นคนประกอบธุรกิจ เป็นนักธุรกิจ เป็นสตาร์ตอัป (Startup) เป็นคนที่สร้างเงินให้กับประเทศ ประเทศมันถึงมีภาระเงินเดือน อยู่ทุกวันนี้ ผมขนาดเป็นทนายความมาถึง ๒๐-๓๐ ปี เวลาไปเจออาจารย์ที่สอนอยู่มัธยม โรงเรียนเดิม ๆ ยังถามว่าทำไมไม่เป็นอัยการ เป็นผู้พิพากษา จริง ๆ ๒ อาชีพนี้เป็นอาชีพ ที่มีเกียรติ มีความมั่นคง แต่มันสะท้อนวัฒนธรรมของสังคมไทย ๑. ต้องมีเงินเดือน ๒. ต้องเป็นเจ้าขุนมูลนาย ประเทศเราถึงเป็นอย่างนี้ เราไม่ได้รังเกียจข้าราชการ แต่ว่า มันต้องเป็นประเทศที่ประกอบด้วยคนสร้างบ้านเมือง คือคนสร้างรายได้แล้วคนสร้างภาษี นี่เป็นประเด็นที่ผมเห็นว่าที่อยากจะพูดสะท้อน เพื่อให้กรรมาธิการ ซึ่งผมไม่ได้เป็น แต่ว่าอยากจะสะท้อนไป
อีกประเด็นหนึ่งครับ มันเป็นไปได้อย่างไร ประเทศเรากฎหมายการศึกษา แล้วก็คนไทยแท้ ๆ มาถึงยุคนี้มียุคกลุ่มคนขอเปลี่ยนไปอยู่ประเทศอื่น สะท้อนการศึกษา เลยครับ ประเทศเรานี้มีแต่ประเทศอื่นเขาอยากมาอยู่ มันบอกถึงอะไรครับ บอกถึงการศึกษา ที่ล้มเหลว มาตรา ๖ พูดมาตราเดียวก็พูดได้เป็นวันแล้วครับ ๗ นาทีไม่พอ แต่ผม มีวินัย ผมจบได้ภายใน ๗ นาที แต่ผมอยากจะเรียนว่านี่คือความล้มเหลวของจิตสำนึก ต่อบ้านเมือง ประเภทที่บ้านติดกันเอาขยะบ้านตัวเองไปทิ้งหน้าบ้าน แต่ไม่มองคนรอบนอก ไม่มองคนอื่น ตัวเองได้ ความเห็นแก่ตัวมันต้องถูกปรับปรุงโดยระบบการศึกษา ท่านจะเห็น คนที่เรียนไม่จบสูง แต่ทำไมอัตราการฆ่าตัวตายของคนที่เรียนสูง ๆ หรือคนที่กำลังเรียน มีสูงกว่าคนที่ปกติทั่วไป ยกเว้นเฉพาะในยุคโควิด (COVID) ที่อาจจะแปรผันมากขึ้น
ผมจึงขอกราบเรียนว่าจำเป็นต้องปรับปรุง แต่ผมก็เห็นว่ากฎหมายการศึกษา ปี ๒๕๔๒ มีส่วนดีหลายส่วน โดยเฉพาะในระบบการศึกษาที่วางไว้ ๓ ระบบ เป็นการศึกษา ในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย พอท่านมาเขียนไว้ในฉบับปัจจุบัน ในมาตรา ๔๗ เป็นการศึกษาเพื่อตามคุณวุฒิ การศึกษาเพื่อพัฒนาตนเอง การศึกษา ตลอดชีวิต ผมเห็นว่าในกฎหมายปี ๒๕๔๒ เขียนไว้ดี จึงสอดคล้องกับท่าน ขออนุญาต เอ่ยนามสมาชิกรัฐสภา ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ว่ามาตรฐานของปี ๒๕๔๒ นี้สูง เมื่อมาแก้แล้ว ท่านต้องสูงให้ ท่านต้องเอาสิ่งที่ดี มีคำถามไปยังกรรมาธิการเหมือนกันว่าเขียนอย่างนี้ มันได้ประโยชน์หรือมันต่างกันอะไรกับสิ่งที่มันมีมาในปี ๒๕๔๒
สุดท้ายครับ ผมยังมองเห็นว่าโรงเรียน นักเรียนสำคัญกว่า ผมจบโรงเรียน บ้านตากแดดสุธรรมประชาสรรค์ ที่ตำบลหัวโทน อำเภอสุวรรณภูมิ สมัยก่อนคึกคักมาก มีคนเยอะ ทุกวันนี้คนลดน้อยถอยลงไป เพราะคนที่นี่มาทำงานที่อื่นแล้วไม่กลับบ้าน นักเรียนก็น้อยลง น้อยลงก็อัตราการเงินสนับสนุนก็ต้องดูจากจำนวนหัวของโรงเรียน มันก็เลยเกิดลักษณะที่โรงเรียนเล็กเขาไม่เรียน เขาต้องเรียนโรงเรียนใหญ่
สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธาน ในเวลาที่ท่านให้นี้ ปี ๒๕๖๑ สำนักงาน เขตพื้นฐานการศึกษาประถมศึกษาของจังหวัดร้อยเอ็ด ๓ เขตถูกบริษัทเอกชนฟ้องเกี่ยวกับ วัสดุอุปกรณ์การศึกษา เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่จะใช้ ซึ่งอยู่ในมาตรา อยู่ในกฎหมายฉบับนี้ก็มี แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ว่า งบประมาณที่ใส่ไว้ในเทคโนโลยีการศึกษามีคน ไปหลอกเขาว่าจะมีงบประมาณจากส่วนราชการไปให้เขา ให้ ผอ. โรงเรียนเซ็นรับ สุดท้าย ไม่มีงบประมาณมา สุดท้ายบริษัทเอกชนก็ฟ้องเขา ในอีสาน ๒,๐๐๐ กว่าคดี ผมช่วยเขาอยู่ ประมาณ ๑๘๙ คดี ทำสัญญายอมที่ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดจบทุกเรื่อง ทั้งที่เขาไม่ได้เกี่ยวข้อง เลยครับ เขาอยากได้เพียงวัสดุอุปกรณ์การศึกษามาใส่โรงเรียนเขาเท่านั้นเอง อันนี้สะท้อน เรื่องบประมาณ โรงเรียนทุกที่ไม่มีการซ่อมแซม เก่าไปหมดแล้ว รวมทั้งเรื่องวัสดุ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่างบประมาณก็เป็นส่วนหนึ่ง หนี้สินครูก็คือส่วนหนึ่ง ความเป็นครู ในจิตสำนึกของบุคลากรการศึกษาที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้ก็ส่วนหนึ่ง จึงขอเรียนฝากไปยัง กรรมาธิการที่จะมีการปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณท่านประธานครับ