เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล อภิปรายร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ โดยชื่นชมรัฐมนตรีที่รับฟังความคิดเห็นและผลักดันให้ครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง พร้อมเสนอให้กรรมาธิการพิจารณาความชัดเจนเรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารสถานศึกษา และเสนอแนวทางถ่ายโอนการดูแลโรงเรียนขนาดเล็กในชนบทไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแทนการยุบรวม เพื่อส่งเสริมการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ผมขอใช้สิทธิอภิปรายต่อร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กว่าที่จะนำเข้าสู่การพิจารณา ในชั้นรับหลักการของรัฐสภาแห่งนี้ ก็มีการนำเสนอร่างก่อน ๆ หน้านี้เพื่อให้ประชาชน ได้แสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ดำเนินการมาเป็นระยะเวลาพอสมควร แล้วก็เป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการปฏิรูปการศึกษา ในยุคของรัฐบาล คสช. แน่นอนครับ ก็ควรจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งก็นับเป็นโชคดี ที่ร่างก่อน ๆ หน้านี้ทางกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐบาล ไม่ได้นำเข้ามาพิจารณาในชั้นของ รัฐสภา เพราะถ้านำเข้ามานั้นก็คงจะถูกการต่อต้านจากทั้งบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ และต้องถือโอกาสนี้ชื่นชม แล้วก็ต้องขอบคุณท่านตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ท่านเปิดใจรับฟังปัญหาของบรรดาบุคลากรทางการศึกษา แล้วก็ ได้นำเอาปัญหาเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไข แล้วก็บรรจุไว้ในร่างฉบับนี้หลายข้อ
ต้องขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ประเด็นสำคัญที่มีการแสดง ความคิดเห็นไม่เห็นด้วยในร่างฉบับก่อน ๆ ที่ผมกราบเรียนว่าได้นำมาแก้ไข อย่างเช่น ในเรื่องของการเรียกร้องให้กำหนดวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งก็มีความจำเป็นครับ เพราะเนื่องจากว่าครูผู้สอนเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อนักเรียน ตั้งแต่ชั้นก่อนวัยเรียน จนกระทั่งโตขึ้น การที่จะทำให้บุคคลเหล่านี้หล่อหลอมให้เป็นคนดี เป็นคนที่มีความรู้ ก็จำเป็นต้องมีคุณครูที่มีความรู้ความสามารถ ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานวิชาชีพครู จึงมีความจำเป็น
ประการต่อมา เรื่องของการที่มีการแสดงความคิดเห็นคัดค้าน การใช้คำว่า ใบรับรองการประกอบวิชาชีพครู ในร่างก่อน ๆ หน้านี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน บรรดาบุคลากร ครูบอกว่าอยากให้คงคำว่า ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไว้ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ก่อนที่จะนำมาเสนอต่อสภาแห่งนี้ ซึ่งทั้ง ๒ ประการนี้ได้รับการตอบสนองโดยการบรรจุไว้ ในบทบัญญัติของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติฉบับนี้ อันนี้ต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณ แทนบรรดาบุคลากรครูนะครับ แต่ประการหนึ่งที่ผมยังเห็นว่ามีการพูดถึงกันเยอะมาก แล้วก็ยังแก้ไขออกมายังไม่สมบูรณ์นัก ก็คือในเรื่องของการที่กำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษา เดิมก่อนหน้านี้พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง บอกว่าจะเปลี่ยนจากคำว่า ผอ. เป็นครูใหญ่ ซึ่งก็จะ ย้อนยุค ก็ไม่ได้นำมาใช้ก็ถือว่าถูกต้องแล้ว แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงต่อมาให้ใช้คำว่า หัวหน้าสถานศึกษา ซึ่งในบทบัญญัติของร่างฉบับนี้ ในมาตรา ๔๑ สรุปว่ามีการเขียนว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและรองผู้บริหารสถานศึกษา อาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่นตามที่กฎหมาย ได้บัญญัติไว้ก็ได้ ซึ่งถือว่าก็มีการแก้ไขได้ดีขึ้นพอสมควร แต่ก็คงยังจะต้องไปพิจารณาต่อ ในชั้นกรรมาธิการ เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น และในมาตรา ๔๐ ที่บอกว่า รองผู้บริหารสถานศึกษาที่ทำหน้าที่ช่วยงานบริหารหรือธุรการ อาจแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ใช่ ครูก็ได้ ตรงนี้ล่ะครับที่ผมคิดว่าอาจจะเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดความไม่ชัดเจน ดังนั้นเรื่องนี้ จะต้องมีการพูดคุยในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า คำว่า รองผู้บริหาร สถานศึกษา ซึ่งจะแต่งตั้งมาก็ได้ ควรจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งผมเองนั้นไม่เห็นด้วยนัก
โดยในภาพรวมทั้งเรื่องของพระราชบัญญัติฉบับนี้ เรื่องหลักสูตรและเรื่อง การประเมินผล มีการใช้คำว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในการ ร่างหลักสูตรและการสนับสนุนการศึกษาอยู่มากพอสมควร แต่ผมอยากเสนอให้ทาง กระทรวงศึกษาธิการได้ลองพิจารณาคิดออกนอกกรอบบ้าง เพราะเนื่องจากว่าหลายครั้ง ที่ผ่านมาในการแก้ปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น ในเรื่องของการควบรวม ยุบรวมสถานศึกษา ขนาดเล็กในชนบท ปรากฏว่าวันนี้เราจะเห็นซากปรักหักพัง แล้วก็ความเสื่อมโทรม ของโรงเรียนที่ถูกยุบไปแล้ว เป็นสัญลักษณ์อยู่ในหมู่บ้าน ในตำบล ซึ่งไม่เกิดประโยชน์เลย ผมอยากลองให้ท่านรัฐมนตรี แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการลองพิจารณาใหม่นะครับว่า ถ้าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาโดยตรง มากกว่าการให้ การสนับสนุน เช่น แทนที่จะยุบรวมโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านั้น เปลี่ยนเป็นถ่ายโอนให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. อบต. ๑ แห่ง ดูแลโรงเรียนเล็ก ๆ ที่กำลังจะ ถูกยุบรวม โรงเรียนเดียวมีนักเรียน ๒๐ คน ๓๐ คน ผมเชื่อว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เหล่านั้นสามารถที่จะดูแลได้เป็นอย่างดี เพราะท้องถิ่น ๑ แห่ง มีโรงเรียนเล็ก ๆ ไว้ดูแล แค่โรงเรียนเดียว ด้วยงบประมาณ ด้วยบุคลากร และด้วยการสนับสนุนที่ความพร้อมนี้ สามารถทำให้การศึกษาของเด็กที่เป็นลูกหลานของเขาเองดีขึ้นได้ ฉะนั้นจะดีกว่าการที่ท่าน จะพยายามที่จะปิดโรงเรียน ยุบโรงเรียน แล้วเอาบุคลากรไปรวมกับอีกโรงเรียนหนึ่ง เอาเด็กนักเรียนในชนบทเหล่านั้นต้องนั่งรถโรงเรียนไปแต่เช้า ไปเรียนโรงเรียนในสถานที่ แล้วก็อีกตำบลหนึ่ง ผมคิดว่าถ้าลองเปิดใจแล้วก็เปิดโลกทัศน์เอาความคิดใหม่ ๆ เข้ามา โอนสถานศึกษาเหล่านั้นให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเขาไปดูแลบ้าง ผมเชื่อว่า จะเกิดประโยชน์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นก็คงจะต้องมีการพิจารณาต่อในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งผม ก็จะเสนอคำแปรญัตติในส่วนของร่างฉบับนี้ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ