อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ว่าไม่ตอบโจทย์ปัญหาการศึกษาที่แท้จริง และถูกจำกัดด้วยกรอบคิดที่แคบ โดยเฉพาะมาตรา 8 ที่กำหนดพฤติกรรมเด็กอย่างละเอียด ซึ่งขัดกับหลักการจัดการศึกษาที่ควรเน้นพัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงข้อกำหนดเรื่องครูต้องมีอารมณ์ดีว่าไม่เป็นจริงในทางปฏิบัติ และกังวลว่าร่างกฎหมายดังกล่าวไม่คำนึงถึงความหลากหลายของเด็กและเยาวชนในด้านต่าง ๆ รวมถึงภาระงานเอกสารที่เบี่ยงเบนครูจากบทบาทหลักในการสอน จึงเรียกร้องให้ทบทวนกลับไปใช้ พ.ร.บ. ปี 2542 ที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพทางวิชาการและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากกว่า
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มต้นการอภิปรายของผม โดยฉายภาพ ๆ นี้ให้ท่านประธานดูครับ
(เจ้าหน้าที่ทำการเปิดคลิปภาพและเสียง)
นี่เป็นภาพที่มาจากสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ในตลอดหลายเดือน ที่ผ่านมาในแวดวงการศึกษา มีแต่ข่าวครูกล้อนผมนักเรียน นักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ครูตบเด็กอนุบาลคว่ำ ผอ. โรงเรียนอยู่ดี ๆ ชักปืนมาขู่หน้าเสาธง หรือล่าสุด เด็ก ม. ๖ ปล้นชิงร้านทอง ภาพข่าวต่าง ๆ เหล่านี้มีปรากฏให้เห็นทุกวัน จนกระทั่งเรียกว่าเป็นนิวนอร์มอล (New Normal) เหมือนกับข่าวโควิด (COVID) ไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้กำลังตอกย้ำให้เห็น ว่าถึงเวลาแล้วจริง ๆ ที่เราจะต้องยกเครื่องระบบการศึกษาของไทย ดังนั้นผมถึงเห็นด้วยกับ ญัตตินี้ที่เสนอให้มีการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติขึ้น ทีนี้พอผมเห็นด้วยก็เกิดเป็น ความคาดหวังครับ หวังว่า พ.ร.บ. ตัวใหม่นี้จะเป็นเหมือนอัศวินม้าขาวที่จะมากอบกู้ระบบ การศึกษาไทย แต่พอไปเปิดดูแต่ละมาตรา ทั้งหมด ๑๑๐ มาตรา ผมบอกท่านประธาน ยืนยันกับท่านประธานตรงนี้เลยว่า ต่อให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านสภา ปัญหาครูตบเด็กคว่ำ ปัญหาเด็กถูกกล้อนผม ปัญหาเด็ก ม. ๖ ต้องไปปล้นชิงทอง ก็ไม่แก้ไปด้วย พ.ร.บ. ฉบับนี้ อย่าไปพูดถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยครับ เพราะว่ามืดมิดตั้งแต่ปากถ้ำ ที่ผมบอกว่ามืดมิด เพราะมันถูกครอบด้วยกะลาทั้งหมด ๓ ชั้น ๓ ชั้นที่ว่ามีอะไร ผมจะไล่เรียงให้ท่านประธาน ฟังนะครับ ชั้นที่ ๑ คือครอบเด็ก ชั้นที่ ๒ คือครอบครู แล้วก็ชั้นที่ ๓ คือครอบระบบ
ในส่วนของชั้นแรกที่บอกว่าครอบเด็กเป็นอย่างไร ผมชี้ชัด ๆ ให้เห็น ในมาตราหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าเป็นปัญหามากคือมาตรา ๘ ในมาตรา ๘ นี้กำลังเปลี่ยนโรงเรียนให้ กลายเป็นโรงงาน โรงงานที่ว่าคือโรงงานผลิตเสื้อโหล กะใช้เสื้อตัวเดียวให้ใช้กันทั้งประเทศ ที่ผมบอกอย่างนั้น เพราะว่าในมาตรา ๘ แบ่งซอยยิบย่อยเลยครับ เป็นช่วงอายุต่าง ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ ๑๘ ปีขึ้นไป ในแต่ละช่วงนี้กำหนดให้เด็กต้องเป็น ต้องทำ อย่างโน้น อย่างนี้เยอะมาก ผมลองนับดูใน พ.ร.บ. ฉบับนี้มีคำว่า ต้อง ทั้งหมด ๑๖๓ คำ มากกว่า ฉบับที่แล้ว ๓ เท่าครับท่านประธาน ตรงนี้ผมถึงบอกว่ามันผิดหลักการ เพราะไปกำหนดไว้ ๓ หน้ากระดาษ ว่าเด็กต้องทำอะไรบ้าง ทั้งที่จริง ๆ แล้วควรจะพูดแค่บรรทัดเดียวเลยว่า การจัดการเรียนการสอนควรคำนึงถึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน เพื่อให้เด็กค้นหาตัวเอง ให้เจอ แค่นี้ครับ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่ามันขัดกับหลักการ
เหตุผลที่ ๒ ที่ผมบอกว่าครอบเด็ก นั่นก็คือกำหนดมาตรฐานไว้เกินเบอร์ ไปมาก ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ท่านเขียนว่าเด็กตั้งแต่ช่วงอายุ ๖ ขวบ ต้องเริ่มที่จะ หาลู่ทางในการประกอบอาชีพ ท่านประธานครับ ลูกผมอายุ ๖ ขวบ ตอนนี้เรียนออนไลน์ (Online) เครียดอยู่ที่บ้าน เมื่อวานนี้ผมประชุมสภาอยู่ โทรศัพท์มาร้องไห้ ผมต้อง เดินออกไปปลอบเป็นชั่วโมงว่าให้ยอมเรียนออนไลน์ (Online) นั่นคือวุฒิภาวะของเด็ก ๖ ขวบครับ แค่จะให้เรียนหนังสือยังยากแล้วเลย จะบอกว่าให้คิดหาลู่ทางในการประกอบ อาชีพ มันปฏิบัติได้ไหม มันเหมาะสมตรงไหนช่วยเอาปากกาวงทีครับ แล้วเหตุผลที่ ๒ ที่ผมบอกว่าตรงนี้ครอบเด็ก นั่นก็คือใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่คำนึงถึงอัตลักษณ์ความหลากหลาย ของบุคคลเลย เมื่อ ๒ วันก่อน ผมแล้วก็เพื่อน ส.ส. จากหลายพรรค เชิญน้อง ๆ เยาวชน กลุ่มผู้พิการ กลุ่มแอลจีบีที (LGBT) มานั่งพูดคุยกัน ทุกคนพูดเหมือนกันครับว่ากฎหมาย ที่ออกมาทุกวันนี้ทำให้ชีวิตของเขาที่ท้าทายอยู่แล้วยิ่งยากลำบากไปมากขึ้น ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านประธานดูนะครับ มาตราเดิมนี้ (๒) บอกว่าเด็กต้องฝึกการพูด ถามว่าผู้พิการ ผู้ที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ทางการใช้เสียง เขาจะเอาตรงไหนไปฝึกพูดกับท่านครับ หรือในมาตรานี้หรือในฉบับนี้ทั้งฉบับ มีตรงไหนบ้างไหมที่พูดถึงความหลากหลายและ ความเสมอภาคทางเพศ ไม่มีครับ นี่คือครอบที่ ๑ ที่ผมบอกว่าครอบเด็ก
ครอบที่ ๒ ครอบเด็กไม่พอครับ ไปครอบครูด้วย มีหลายจุดมาก แต่เวลาผม น้อยมากนะครับ ผมยกตัวอย่างให้ดูในมาตรา ๓๗ ท่านบอกว่าครูต้องมีอุปนิสัยเป็นระเบียบ เรียบร้อย มีวินัยและอารมณ์ดี อ่านถึงตรงนี้ต้องเกาศีรษะครับท่านประธาน เพราะว่า ผมสงสัยว่าจะไปบังคับให้คนเราอารมณ์ดีตลอดเวลาได้อย่างไร ครูก็เป็นคนนะครับ เป็นมนุษย์ โกรธได้ ร้องไห้เป็น โมโหได้ โกรธได้ ถ้าครูเพิ่งอกหักมา สูญเสียคนรักมา ตอนเช้า ให้เข้าห้องสอน ให้ยิ้มตลอดเวลาหรือครับ ไม่ใช่ครับ ตรงนี้ไม่ใช่บอกว่าให้ครูอารมณ์ดี แต่ต้องบอกว่า ให้ครูมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ หมายความว่าเมื่อคุณโกรธ เมื่อคุณโมโห ต้องรู้จักบริหารจัดการความโกรธนั้น แล้วสิ่งนี้จะถูกถ่ายทอดให้กับเด็ก แล้วจะเป็นการ แก้ปัญหาความรุนแรงต่าง ๆ ที่ผมฉายภาพให้เห็นตอนต้น ท่านประธานครับ ผมไม่แปลกใจ ว่าทำไม พ.ร.บ. ออกมาหน้าตาแบบนี้ กรรมการที่เขียนกฎหมายฉบับนี้เป็นกรรมการอิสระ เพื่อปฏิรูปการศึกษา ด้วยความเคารพนะครับ แต่ในกรรมการ ๒๐ กว่าคนนี้มีคนที่เป็นครู ที่สอนหนังสือจริง ๆ อยู่แค่คนเดียว ผมไล่ดูชื่อแต่ละคน นั่นคือ ๒ ครอบนะครับ
ครอบชั้นที่ ๓ นี่ใบใหญ่เลยครับ คือครอบระบบครับท่านประธาน ครอบระบบที่ว่าคือครอบด้วยอะไร คือครอบด้วยงานเอกสารครับ ตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๗๗ บอกว่าสถานศึกษาต้องมีหน้าที่บันทึกข้อมูลบุคคลของนักเรียน ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงบันทึกรายรับรายจ่าย ผมถามว่าสุดท้ายตรงนี้เป็นหน้าที่ใคร ก็ไม่พ้นนะครับ เป็นหน้าที่ของครู เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีบอกว่าจะคืนครูสู่ห้องเรียน แต่ผมคิดว่า ด้วยภาระงานต่าง ๆ ที่สุดท้ายแล้วก็กลับไปกองที่ครู ได้คืนครูสู่โต๊ะคอมครับ เพราะฉะนั้น ครูคงไม่ได้สอนหนังสือหรอกครับ วัน ๆ ก็ยุ่งอยู่กับเอกสารงานประเมิน อย่าไปพูดเลยครับ เรื่องจะคำนึงถึงสวัสดิภาพของเด็กหรือพัฒนาการของเด็ก
นี่คือครอบทั้ง ๓ ชั้น ที่ผมบอกว่าเป็นปัญหาของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ และถ้าเรา ทลายกะลาทั้ง ๓ ชั้นนี้ไม่ได้ อย่าไปพูดเลยครับว่าจะไปแก้ระบบการศึกษาไทย ทุกวันนี้ เด็กเรียนออนไลน์ (Online) อยู่บ้าน เมื่อสักครู่ผู้ที่ชมอภิปรายอยู่ในนี้บอกว่าเรียนออนไลน์ (Online) อยู่บ้านเครียดจนจะฆ่าตัวตายอยู่แล้ว ถามว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปช่วยตรงไหนได้บ้าง ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นอย่างนี้นะครับท่านประธาน ผมพูดอย่างนี้ครับว่าถ้าจะใช้ ร่างฉบับนี้แบบนี้ สู้กลับไปใช้ พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๒ สมัยที่ท่านประธานเป็นนายกรัฐมนตรี ยังจะดีเสียกว่า เพราะใน พ.ร.บ. ฉบับนั้นอย่างน้อยก็พูดถึงเสรีภาพของเด็ก เสรีภาพ ทางวิชาการ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่มีเลยนะครับใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านสภา จะได้รับการแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ ก็ขอฝากเป็นข้อสังเกตแบบนี้ ขอบพระคุณครับ