ประเสริฐ จันทรรวงทอง วิพากษ์วิจารณ์ท่าทีของรัฐบาลที่โทษผู้ชุมนุมเพียงฝ่ายเดียว พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดอภิปรายสร้างสรรค์เพื่อหาทางออกร่วมจากต้นตอปัญหาที่แท้จริง โดยเสนอข้อเรียกร้องสามประการ ได้แก่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมถึงการยุติการคุกคามประชาชน นักเรียน และนักศึกษา พร้อมทั้งวิจารณ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ที่ถูกออกแบบเพื่อสนับสนุนการสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะบทบาทของ ส.ว. ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี และกระบวนการยกร่างที่ไม่เป็นธรรม รวมถึงการเลื่อนการเลือกตั้งเกินกำหนดโดย สนช. ซึ่งส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศและงบประมาณอย่างรุนแรง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ที่เคารพครับ ก่อนอื่นกระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนได้ท่านประธานว่าการเปิดประชุม วิสามัญรัฐสภาในครั้งนี้เป็นความตั้งใจของพรรคเพื่อไทย แล้วก็พรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้นได้เข้าชื่อร่วมกันต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๓ เพราะเหตุว่ามีปัญหาเร่งด่วนที่รัฐสภานั้นจะต้องหาทางออก และแน่นอนครับ เป็นปัญหาเดียวกับที่รัฐบาลได้แจ้งมายังท่านประธาน เพื่อเปิดการประชุม รัฐสภาในวันนี้ กระผมขอเรียนว่ามุมมองที่เกิดขึ้นของพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น มีความแตกต่างจากมุมมองของรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง โดยท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากการชุมนุมซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา และพี่น้องประชาชน โดยมุ่งเป้าโจมตีไปที่ผู้ชุมนุมเป็นหลัก กระผมผิดหวังมากกับคำขอเหตุผลในการเปิดอภิปราย ในครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่ารัฐบาลนั้นมองว่าตนเองไม่มีความผิด แต่โยนความผิดไปให้ ฝ่ายผู้ชุมนุมฝ่ายเดียว ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลนั้นไม่เคยดำเนินการในเรื่องนี้แต่อย่างใด ไม่เคยมี แนวคิดที่จะเจรจากับนักศึกษาและกลุ่มผู้ชุมนุม ไม่เคยทำอะไรที่แสดงออกให้เห็นถึง การแก้ปัญหาแต่อย่างใด เพราะฉะนั้นการประชุมรัฐสภาในวันนี้ กระผมหวังว่าจะไม่ทำให้ เกิดความขัดแย้งหรือความแตกแยกเพิ่มมากขึ้น และขอให้การประชุมรัฐสภาแห่งนี้ เป็นการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อรัฐบาลตั้งโจทย์ปัญหา ผิดพลาดโดยการโยนความผิดให้กับผู้ชุมนุม การแก้ไขปัญหานั้นก็ได้ผิดพลาดไปด้วย เหมือนกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กระทำต่อผู้ชุมนุมในเรื่องของการปราบปรามในเรื่องต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการประชุมรัฐสภาในวันนี้จะเป็นการพิจารณาถึงเรื่องปัญหาที่เกิดขึ้น และเสนอ ทางออกของปัญหา ทั้งนี้ รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีนั้นควรจะรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา ผมจะขออภิปรายในหัวข้อที่ ๓ ของคำขอ เปิดอภิปราย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แจ้งต่อท่านประธานรัฐสภามาว่าที่ไปที่มาและต้นตอ ของปัญหา เราต้องเริ่มพิจารณาจากปัญหาข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมก่อน หลัก ๆ มีอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ให้เป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริง
เรื่องที่ ๒ คือยุบสภาและมีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
เรื่องที่ ๓ คือการหยุดคุกคามนักเรียน นักศึกษา และพี่น้องประชาชน
ท่านประธานครับ เรื่องแรก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นตอ ของปัญหาที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะเหตุว่าท่านมีส่วนโดยตรง ในการจัดทำ มีส่วนโดยตรงในการกำหนดเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ปัญหาทั้งหมดนั้นจึงมาจาก ท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ในอดีตนั้นท่านเป็นหัวหน้า คสช. และต่อมาท่านดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหาจึงเกิดการเรียกร้องให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำใหม่ พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านนั้นได้มองปัญหานี้แต่ต้น ตั้งแต่ รัฐธรรมนูญนี้ประกาศบังคับใช้ แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคฝ่ายค้านได้รับนั้นก็คือ การเยาะเย้ยถากถางในเรื่องต่าง ๆ ว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ อีกทั้งผู้ร่าง และผู้อยู่เบื้องหลังการร่างนั้นได้กำหนดเงื่อนไขที่ยากในการแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้เสียงของสมาชิกวุฒิสภาไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ ในการรับหลักการในวาระที่หนึ่ง และวาระที่สาม ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องประเด็นเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐบาลเองกลับไม่สนใจในข้อเรียกร้องดังกล่าว เพราะว่ารัฐบาลนั้น คาดการณ์ผิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมนั้นไม่สามารถรวมตัวกันได้หรือจุดไฟติดได้ จึงไม่ให้ราคากับ ผู้ชุมนุม แต่เมื่อการชุมนุมได้ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ ตามกรุงเทพฯ หลายจุด และตาม ต่างจังหวัดหลายจังหวัด เมื่อมีจำนวนมากขึ้น รัฐบาลนั้นเกรงว่าภัยจะมาถึงตัวจึงทำแบบ เสียมิได้ ได้มอบหมายให้ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญประกบกับ ร่างของฝ่ายค้าน ทั้ง ๆ ที่แทนที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเสนอโดยคณะรัฐมนตรี เพื่อเห็นความจริงใจของการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและตัวนายกรัฐมนตรีเอง และแทนที่ปัญหาเรื่องนี้ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะจบในการประชุมรัฐสภาคราวที่แล้ว ปรากฏว่าในวาระรับหลักการ ส.ส. พรรครัฐบาลและสมาชิกวุฒิสภานั้นกลับทำให้โอกาส เหล่านั้นเสียไป ด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญก่อนรับหลักการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่ในวันนั้นมีพี่น้องประชาชนได้มารอความหวัง เป็นจำนวนมาก อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นได้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ท่านประธานครับ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก่อนรับหลักการนั้น นอกจากจะเสียเวลา เสียงบประมาณ และไม่เกิดประโยชน์อย่างใดทั้งสิ้น เพราะเป็นการรวบรวมเอาความเห็นของสมาชิก ของกรรมาธิการแต่ละท่านเข้ามา และผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็มิได้ ชี้ไปในทิศทางใดว่าจะให้รัฐสภานั้นมีความเห็นอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตได้กราบเรียนว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นคือผู้สร้างปัญหาโดยตรง ขออนุญาตย้อนหลังไปตั้งแต่มีการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ท่านนายกรัฐมนตรีเองมีการนิรโทษกรรมตัวเองและคณะที่ก่อการทั้งสิ้น และได้กำหนดกรอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ซึ่งขัดกับหลักการของประชาธิปไตย และประสงค์จะมีการสืบทอดอำนาจของตัวเองต่อ สิ่งที่ยืนยันคำนี้ก็คือว่าเมื่อครั้งที่ท่านเป็นหัวหน้า คสช. มีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ ยกร่างโดยอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เมื่อยกร่างเสร็จได้นำเสนอต่อ สปช. สปช. นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้งเอง แต่ สมช. กลับลงมติคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ โดยไม่มีเหตุผลแต่อย่างใด จนเป็นที่มาของคำว่า เขาอยากอยู่ยาว ครับท่านประธาน เสียเวลาทั้งงบประมาณแผ่นดินโดยเปล่าประโยชน์ ต่อมามีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และที่สำคัญ ในการยกร่างฉบับนายมีชัยนั้นมีเนื้อหาสาระที่ เปลี่ยนแปลงไปจากร่างเดิมอย่างมาก สนช. ซึ่ง พลเอก ประยุทธ์แต่งตั้ง ยังได้เสนอ คำถามพ่วง คำถามพ่วงที่ว่าให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยท่านนายกรัฐมนตรีนั้น สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานครับ การที่ให้ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรีได้ ภายใน ๕ ปีนั้น มีเจตนาที่จะต้องการเลือกนายกรัฐมนตรีให้ได้ ๒ สมัยหรือ ๘ ปี ซึ่งหมายถึงการสืบทอดอำนาจอย่างน่าละอายใจและเห็นแก่ตัวที่สุด การเลือก ส.ว. นั้น รัฐธรรมนูญให้กำหนดให้คณะกรรมการสรรหา ส.ว. นั้นมีความเป็นกลาง ให้ทำหน้าที่ ในการพิจารณากลั่นกรองกฎหมาย แต่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับตั้ง พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ คสช. อีกหลายท่านเป็นผู้คัดสรรสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่ว่าไม่มีความเป็นกลางแต่อย่างใด มีการปกปิดคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการ กระบวนการจัดสรรที่มาของ ส.ว. นั้นก็ไม่เป็นที่เปิดเผย จนในที่สุดสังคม เรียกร้อง ท่านนายกรัฐมนตรีถึงเปิดเผยหลังจากที่มีการสรรหา ส.ว. เรียบร้อยแล้ว ท่านประธานที่เคารพ นอกจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่ทำเพื่อ พลเอก ประยุทธ์ ในการสืบทอดอำนาจ ยังมีการดำเนินการเรื่องอื่น ๆ เพื่อสืบทอดอำนาจอีกหลายด้าน ผมจะยกตัวอย่างเพื่อชี้ให้เห็นในบางประการ
เรื่องแรก ก็คือในเรื่องของการตรากฎหมายเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ซึ่ง สนช. นี้ นายกรัฐมนตรีเองได้เป็นผู้แต่งตั้ง ได้ยืดเวลาการบังคับใช้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกไปอีก ๙๐ วัน โดยไม่มี เหตุผล ส่งผลให้การเลือกตั้งนั้นได้เกินกว่าที่กำหนดไว้ กระทบต่อการทำงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ และกระทบต่อกิจการมากมายอีกหลายอย่างอันเป็นประโยชน์ของประเทศชาติ ก่อนหน้านี้ พลเอก ประยุทธ์เองได้เลื่อนการเลือกตั้งมาแล้ว ๕ ครั้ง เมื่อตอนยึดอำนาจ มาใหม่ ๆ เคยประกาศว่าจะมีการเลือกตั้งในปลายปี ๒๕๕๘ หรืออย่างช้าต้นปี ๒๕๕๙ รับปากแม้กระทั่งองค์การสหประชาชาติ