ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงต่อรัฐสภาถึงสถานการณ์วิกฤตที่ซ้อนทับกัน ทั้งการระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งทางการเมือง และภัยอุทกภัย ย้ำความจำเป็นในการบริหารจัดการอย่างรอบด้านทั้งการผ่อนคลายมาตรการเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ การรักษาความสงบผ่านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และการรักษาสมดุลระหว่างการเปลี่ยนแปลงกับคุณค่าทางสังคม โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ภายใต้กรอบกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อความมั่นคงและอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภา ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ เนื่องด้วยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๓ ว่าบัดนี้มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควร จะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกรัฐสภาตามมาตรา ๑๖๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีข้อเท็จจริงดังนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ โรคระบาดโควิด ๒๐๑๙ (COVID 2019) ซึ่งวันนี้ก็มีสถิติผู้ป่วยติดเชื้อ ตลอดจนมีผู้เสียชีวิต เพิ่มขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกหลายภูมิภาค ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ได้มีการตรวจสอบ พบในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ควบคุมของรัฐ แต่เราสามารถควบคุมได้ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ และขณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ก็ได้มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการที่ห้าม หรือควบคุมการเดินทางเข้าประเทศของนักเดินทางจากต่างประเทศที่ประสงค์จะเข้ามา ลงทุนทางด้านธุรกิจ ตรวจกิจการ หรือลงทุนใหม่ ลักษณะเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การท่องเที่ยว การแข่งขันกีฬา หรือการใช้บริการสาธารณสุขในประเทศไทย ซึ่งเป็นรายได้ ที่สำคัญของประเทศไทยด้วยนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อจะช่วยแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่หนักหนา สาหัสอยู่แล้ว รัฐบาลก็กำลังหามาตรการในการผ่อนปรนมาตรการดังกล่าวเพื่อให้มีผล ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน แต่ขณะเดียวกันเราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าได้มี สถานการณ์การชุมนุมเกิดขึ้นในทางการเมืองตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั้งในกรุงเทพมหานคร แล้วก็ พื้นที่ในต่างจังหวัด ซึ่งมีลักษณะในการแออัดประชิดตัวอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหา ทางด้านสุขภาพต่อไป และในช่วงเวลานี้เราทุกคนทราบดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดา สมาชิกต่าง ๆ ก็ทราบดีอยู่แล้วว่าวันนี้ได้มีปัญหาเรื่องอุทกภัยซึ่งก็แสนสาหัสเช่นเดียวกัน ประชาชนเราเดือดร้อนอยู่เป็นจำนวนมาก ในสถานการณ์เช่นนี้นั้นเราก็ต้องระมัดระวังว่า เราจะเดินหน้าในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรต่อไป ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ ได้อย่างไร เดินหน้าเศรษฐกิจไปด้วยกันได้อย่างไร หลายอย่างก็มีความก้าวหน้าดีขึ้น ตามลำดับ ซึ่งก็คงได้รับการชี้แจงในลำดับต่อไปนะครับ วันนี้เราต้องสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในประเทศของเราแล้วก็ต่างประเทศด้วย เพราะทุกคนก็ติดตามรับฟัง ติดตามข้อมูล ของแต่ละประเทศได้ตามสื่อต่าง ๆ ทั่วไปนะครับ
สำหรับจากสถานการณ์ชุมนุมที่มีต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ เราก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมคงไม่กล่าวในที่นี้ แล้วก็ไม่สมควร จะเกิดขึ้น ในส่วนของการชุมนุมนั้นก็ได้มีการชุมนุมพักค้างคืนบ้าง หรือมีกำหนดเวลาอยู่บ้าง ซึ่งอันนี้ก็ส่อให้เห็นถึงว่าอาจจะมีความยืดเยื้อกัน รัฐบาลเกรงว่าจะเป็นความผิดตาม พระราชบัญญัติชุมนุมสาธารณะ ปี ๒๕๕๘ แล้วอาจจะมีผู้ฉวยโอกาสเข้ามาแทรกซึม ทำให้เกิดความวุ่นวายได้ ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเหล่านี้เราเคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ ของประเทศมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อน พ.ศ. ๒๕๕๗ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็อาศัยอำนาจ ตามมาตรา ๕ มาตรา ๑๑ นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการ แผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ แล้วได้มีการประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๔.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป แล้วก็มีมติให้คณะรัฐมนตรีรับทราบเห็นชอบ มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าวนั้นเป็นเวลา ๓๐ วัน จนถึงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ แต่ต่อมารัฐบาลก็ได้ดูถึงสถานการณ์ ดูความเหมาะสม ก็ได้มีการประกาศยกเลิก สถานการณ์นี้ไปแล้ว จากสถานการณ์ดังกล่าวในเรื่องของการชุมนุมนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ รัฐบาล พยายามจะดูแลสถานการณ์ให้ได้ดีที่สุด มีการใช้กฎหมายทุกประการในลักษณะ ที่เป็นการอะลุ่มอล่วยผ่อนผันมาโดยตลอด ไม่ว่าจะในเรื่องของการที่จะห้ามปราม พยายามเตือน พยายามหยุดยั้ง พยายามจะชี้แจง ข้อกฎหมายต่าง ๆ แล้วก็ตาม การชุมนุมก็ยังคงมีการขยายตัวต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เราได้ พยายามที่จะหยุดยั้งการชุมนุมที่แม้ว่าจะมีเสรีภาพได้รับการคุ้มครองอยู่แล้วตามมาตรา ๔๔ วรรคแรก ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่การใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐจะต้องเข้า ควบคุมการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ก็เป็นข้อยกเว้นในการใช้สิทธิเสรีภาพดังกล่าว ตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง ที่กำหนดให้ทำได้ ซึ่งวันนี้เราก็ยังเห็นอยู่ว่าก็มีการชุมนุมอยู่ เกือบทุกวัน มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ดิจิทัล (Digital) เข้ามาเพื่อให้มีการชุมนุม ดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือในเรื่องของ ๓ ข้อเรียกร้องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมก็ทราบดี ขณะเดียวกันก็มีข้อเรียกร้องให้ปล่อยผู้ที่ถูกควบคุมตัว การยกเลิกประกาศ สถานการณ์ฉุกเฉิน การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งหลายเรื่องนั้นอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการอยู่แล้ว ซึ่งทุกท่านก็ทราบดีอยู่เช่นเดียวกัน ในปัจจุบันศาลได้เป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมตัวหลายราย หลายครั้งถึงแม้ว่าการชุมนุม นั้นจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่บางแห่งก็ยังมีความรุนแรงเกิดขึ้นอยู่ ปฏิบัติในสิ่งที่ ไม่สมควร เพราะฉะนั้นผมก็เป็นห่วงตรงนี้ รัฐบาลก็มีความเห็นชอบร่วมกันจนกระทั่งทำให้ เกิดการประชุมในวันนี้ แล้วเราไม่อยากให้เกิดการปะทะกัน ไม่อยากให้เกิดการจลาจล ในบ้านเมือง รัฐบาลมีหน้าที่ในการที่จะต้องรักษาสิทธิของคนไทยทุกคนทั้งประเทศ ซึ่งมี ๗๐ ล้านคน สิ่งที่ผมมั่นใจในวันนี้ก็คือคนไทยทุกคน ไม่ว่าเราจะมีมุมมองด้านการเมือง อย่างไร แบบไหน แต่ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนยังคงรักชาติ รักวัฒนธรรม รักรากเหง้า และคุณค่า ของความเป็นไทย แต่ขณะเดียวกันเราก็รู้ว่าเราต้องการอนาคตที่ดีสำหรับประชาชน และประเทศ ๒ เรื่องนี้เราก็ยังดำเนินการอยู่มาอย่างต่อเนื่องนะครับ เรื่องรักในรากเหง้า ของความเป็นไทย เรื่องของความต้องการอนาคตที่ดีสำหรับลูกหลานเยาวชนไทย รัฐบาล ก็พยายามทำอย่างเต็มที่ เป็น ๒ เรื่องที่น่าจะเดินไปด้วยกันได้ เราต้องหาหนทางแก้ไข ที่นำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีขึ้นอย่างมีหลักการ มีเหตุผล มีความถูกต้องตามกฎหมาย ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เราจะต้องไม่ทำลายอดีต ที่มีคุณค่าของเรา ซึ่งแบบนั้นเราจะได้สังคมที่แข็งแรง สังคมที่มีรากเหง้าที่หยั่งรากลึกเข้าไป ในหัวใจของคนไทยทุกคน สังคมมีรากเหง้าที่ดี จะหยั่งรากลึกและมีความเจริญก้าวหน้า อย่างยั่งยืนต่อไป
ผมเองในนามของคณะรัฐบาล ในนามของนายกรัฐมนตรี รู้ว่าทุกอย่างอาจจะ ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของโลกปัจจุบัน โลกแห่งเทคโนโลยี โลกแห่งดิจิทัล (Digital) แต่เราต้องยอมรับว่าในประเทศไทยของเรา คนจำนวนหลายล้านหลายสิบล้านคน ก็ไม่อยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่เกิดความวุ่นวาย สับสนอลหม่าน ทุกคนก็มี ความเชื่อของตัวเอง เขาเห็น เขาเชื่อมาตลอดชีวิตของเขา เพราะฉะนั้นเราจะต้องมี ความสมดุลระหว่างความต้องการของแต่ละคน ความต้องการของคนอื่น ๆ ในสังคมด้วยได้ อย่างสร้างสรรค์ วันนี้ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะใช้โอกาส ใช้เวลาร่วมกัน ๒ วัน ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เพื่อปรึกษาหารือกันท่ามกลางสภาวการณ์ที่จะมีการหยิบยก เรื่องสำคัญหลายเรื่องขึ้นมาพูดคุยกันในสังคม ในสภา เราทุกคนในที่นี้ควรจะต้องรวบรวม สติปัญญาทั้งหมดที่เรามี ความคิด ความสามารถ และหัวใจของพวกเราทุกคน รวมทั้ง เลือดรักชาติทุกหยดในตัวของพวกเรา ร่วมกันคิดและทำในสิ่งที่สร้างสรรค์ที่จะเป็นประโยชน์ สำหรับประเทศชาติ ทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้อย่างแข็งแรงยิ่งขึ้นและมั่นคงยั่งยืน โดยทำ ในสิ่งที่ถูกต้องที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนคนไทยทุกคนในระยะยาว เพื่อจะนำพา ประเทศให้พร้อมกับอนาคตที่ดี แต่ก็ปกป้องอดีตอันมีคุณค่าไว้ด้วย คณะรัฐมนตรีเห็นว่า กรณีที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นสมควรฟัง ความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ โดยการเปิดอภิปรายทั่วไปในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๕ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน หากสมาชิกรัฐสภามีข้อเสนอใดที่สามารถ ปฏิบัติได้เป็นประโยชน์ แล้วก็ไม่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่แทรกซ้อนติดตามมา รัฐบาล จะขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง แล้วจะรับไปพิจารณาดำเนินการต่อไป ส่วนตัวผมเองนั้นเชื่อว่าพื้นฐานสังคมไทยนั้นคือการเป็นห่วงเป็นใยซึ่งกันและกัน เมื่อเราทำ แบบนั้นได้ การเป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวประเทศไทย แม้ว่าเราจะมี เรื่องที่ไม่เห็นด้วยกันบ้าง แต่เราก็ยังจะรักกันได้ตลอดไปนะครับ ขอขอบคุณครับ