สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2563 โดยย้ำว่าผู้ชุมนุมไม่มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จและพยายามหลีกเลี่ยงล่วงหน้า แต่เกิดความสับสนจากความผิดพลาดในการจัดเส้นทางของเจ้าหน้าที่ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงและสร้างความไม่สงบในสังคม พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการไม่แจ้งล่วงหน้า การขาดการเตรียมพื้นที่อย่างเหมาะสม และข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยในขบวนเสด็จ จึงเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้อง ทบทวนการใช้เหตุการณ์เพื่อปลุกปั่นความขัดแย้ง และยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วดิฉันได้เตรียม สไลด์ (Slide) ที่มีทั้งรูปภาพ คลิป (Clip) และแผนที่ต่าง ๆ แต่ไม่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ ในการประกอบการอภิปรายนะคะ อย่างไรก็ตามประชาชนที่ติดตามอยู่ทางบ้านสามารถ รับชมได้ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ (Facebook Fanpage) พรรคก้าวไกลไปพร้อม ๆ กัน ได้เลยค่ะ ตอนนี้เลยนะคะ ท่านประธานคะ การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งมากจากคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมมีการกระทำที่กระทบต่อขบวนเสด็จพระราชดำเนิน มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า การกระทำที่มีความรุนแรงนั้นกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยในชีวิต หรือทรัพย์สินของรัฐ หรือบุคคล ถึงแม้ตอนนี้จะมีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรงไปแล้ว แต่ดิฉันก็เห็นว่าเราควรจะอภิปรายถึงกรณีนี้ เพราะนี่เป็นหนึ่งในข้อ ที่ถูกนำมากล่าวอ้างในการขอเปิดอภิปรายทั่วไปในวันนี้ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มที่รัฐบาลจะนำกรณีนี้มาสุมไฟแห่งความเกลียดชังกันในหมู่ประชาชน ดังนั้นหากเราไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จะไม่สามารถนำไปสู่การคลี่คลายปัญหา ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้เลยค่ะ ท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันจะนำเรียนในสภาต่อไปนี้ คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จพระราชดำเนิน และมีความพยายามเลี่ยงเส้นทางเสด็จ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดในการจัดเส้นทางขบวนเสด็จจนยากต่อการถวาย การอารักขาของเจ้าหน้าที่ และความผิดพลาดนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบค่ะ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันกล่าวว่าผู้ชุมนุมไม่ได้มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ และมีความพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ กระทบขบวนเสด็จนั้น เริ่มต้นมาจากช่วงเวลาที่มีการประกาศการชุมนุมของกลุ่มประชาชน และนักศึกษา วันที่ ๑๙ กันยายน ผู้ชุมนุมประกาศว่าจะมีการชุมนุมในวันที่ ๑๔ ตุลาคม โดยยังไม่ได้แจ้งสถานที่ วันที่ ๒ ตุลาคม ประกาศแจ้งสถานที่ชุมนุมโดยนัดหมายที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วันที่ ๙ ตุลาคม ราชกิจจานุเบกษาประกาศหมายกำหนดการ พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตั้งเปรียญ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา เส้นทางเสด็จ พระราชดำเนินจากพระที่นั่งอัมพรสถานไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และในวันเดียวกันนั้น ราชกิจจานุเบกษาก็ได้ประกาศหมายกำหนดการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ซึ่งมีสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีเสด็จ พระราชดำเนินแทนพระองค์ไปถวายผ้าพระกฐินที่วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร และวัดอรุณราชวรารามราชวรวิหาร แต่ในราชกิจจานุเบกษาไม่ได้แจ้งเส้นทางเสด็จว่า เริ่มต้น ณ ที่ใด เพียงแต่แจ้งจุดหมายปลายทางว่าเป็นวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร วันที่ ๑๐ ตุลาคม แกนนำบางส่วนที่นัดหมายชุมนุมประกาศผ่านเพจ (Page) แนวร่วม ธรรมศาสตร์และการชุมนุมว่าไม่มีเจตนาจะขัดขวางขบวนเสด็จ และจะไม่ขัดขวาง ขบวนเสด็จ และย้ำว่าขอให้ฝ่ายรัฐอย่าสร้างสถานการณ์ วันที่ ๑๔ ตุลาคม ราชกิจจานุเบกษาประกาศหมายกำหนดการฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เปลี่ยนกำหนดเวลาจากเดิม ที่มีการเสด็จไปวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา เป็นเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา จากลำดับเวลาดังกล่าวจะเห็นได้ว่าประชาชนและนักศึกษาประกาศชุมนุมที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยไม่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่าน แต่ภายหลังเมื่อทราบแล้วก็มีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงขบวนค่ะ ในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๓ ข้อเท็จจริงคือกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนขบวนออกจากพื้นที่ถนนราชดำเนินไปยังทำเนียบรัฐบาล ผ่านทางถนนนครสวรรค์ตั้งแต่เวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา เพื่อเลี่ยงไม่ให้การชุมนุมกระทบ กับขบวนเสด็จ โดยผู้ชุมนุมออกนอกพื้นที่ถนนราชดำเนินก่อนเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ดิฉันอยากชวนมาตั้งคำถามต่อว่าแล้วเหตุการณ์ที่เราเห็นกันตามหน้าข่าวซึ่งเป็นเหตุการณ์ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ดิฉันเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเกิดจาก เจ้าหน้าที่ ความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดจากเจ้าหน้าที่ในการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ และเป็น ข้อบกพร่องของเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ในการถวายความปลอดภัย ดิฉันอยากขอไล่เรียง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น ตั้งแต่เวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา หัวขบวนผู้ชุมนุมเคลื่อนออกมาจาก ถนนราชดำเนินผ่านมาถึงถนนนครสวรรค์เพื่อไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่ไม่สามารถไปต่อได้ เนื่องจากติดแนวกั้นแบริเออร์ (Barrier) รถบัส และรั้วลวดหนาม ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมติดอยู่ใน บริเวณถนนนครสวรรค์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง โดยผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ตรงนั้นไม่ได้มี การฝ่าแนวกั้นของตำรวจไปยังถนนพิษณุโลกแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม มีผู้ชุมนุมบางส่วน ได้เดินทางไปรอยังพื้นที่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล ไม่ได้มากับขบวนใหญ่ ก่อนที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลัก จะไปถึงทำให้บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ และสามแยกนางเลิ้งซึ่งอยู่ใกล้ทำเนียบรัฐบาล มีผู้ชุมนุมจำนวนหนึ่ง และมีตำรวจอยู่ในพื้นที่อยู่ก่อนแล้วค่ะ เหตุการณ์ในช่วงเวลานั้น มีการบันทึกไว้ได้โดยเฟซบุ๊กไลฟ์ (Facebook Live) ของสำนักข่าวหลาย ๆ สำนัก ดิฉันจะขอไล่เรียงเวลาตามที่เห็นจากในคลิป (Clip) ที่ปรากฏจากที่สำนักงานข่าวไลฟ์ (Live) เวลา ๑๗.๑๔ นาฬิกา บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชน และสื่อมวลชนอยู่ที่นั่นจำนวนหนึ่ง โดยในบริเวณนั้นมีผู้บัญชาการตำรวจนครบาลยืนอยู่ด้วย แต่ทาง ผบช.น. และเจ้าหน้าที่ตำรวจภายใต้การบังคับบัญชาของ ผบช.น. ไม่มีการแจ้งให้ ประชาชนและสื่อมวลชนทราบว่าขบวนเสด็จกำลังจะผ่านมาในถนนพิษณุโลกในช่วงเวลานั้น เวลา ๑๗.๑๗ นาฬิกา สภาพแวดล้อมในบริเวณดังกล่าวไม่มีอะไรที่บอกหรือบ่งชี้ ให้ประชาชนทราบได้เลยว่าจะมีขบวนเสด็จ เห็นได้จากรถตู้ตำรวจที่จอดขวางอยู่เต็ม สะพานชมัยมรุเชฐ ขาตั้งกล้องของสื่อมวลชนยังวางอยู่เต็มถนน ประชาชนและผู้สื่อข่าว ไม่ทราบเลยว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านตรงจุดนั้น ไม่มีการเคลียร์ (Clear) เส้นทางล่วงหน้า เวลา ๑๗.๒๐ นาฬิกา ตำรวจตั้งแถวเรียงหน้ากระดานตรงนั้นโดยที่ไม่ได้แจ้งว่าจะทำอะไร เวลา ๑๗.๒๑ นาฬิกา ตำรวจที่ตั้งแถวอยู่หลีกทางให้รถตำรวจผ่าน แต่ก็ไม่ได้แจ้งให้ทราบ ล่วงหน้าว่ามีขบวนเสด็จตามหลัง นักข่าวยังไลฟ์ (Live) ตามปกติ เมื่อรถตำรวจวิ่งผ่านไป เจ้าหน้าที่ตำรวจก็กลับมาตั้งแถวขวางถนนทันที ผู้สื่อข่าวและประชาชนทั่วไปก็ยังเข้าใจว่า นี่คือรถตำรวจทั่ว ๆ ไป ไม่ใช่รถนำขบวนแต่อย่างใด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้เดินหน้ามา ทางสะพานชมัยมรุเชฐในขณะที่ประชาชนยังยืนกระจายตัวกันอยู่เลย เมื่อประชาชนเห็น เจ้าหน้าที่ตำรวจเดินเข้ามาโดยไม่แจ้งว่าจะทำอะไร จึงมีประชาชนบางส่วนเดินเข้ามาขวาง เพราะเข้าใจว่าตำรวจจะใช้กำลังกับผู้ชุมนุม คำถามคือจนถึงตอนนั้นแล้วทำไมตำรวจ ยังไม่แจ้งว่าขอเคลียร์ (Clear) เส้นทางเพื่อให้ขบวนเสด็จพระราชดำเนินผ่าน เวลา ๑๗.๒๕ นาฬิกา หลังจากเกิดความชุลมุนบริเวณนั้น รถยนต์พระที่นั่งได้เคลื่อนที่ ผ่านมาจากแนวด้านหลังของตำรวจ นาทีนั้นเองค่ะ ผู้ชุมนุมและผู้สื่อข่าวเพิ่งทราบว่า นี่คือขบวนเสด็จ ก่อนหน้านั้นไม่มีการแจ้งเลยค่ะ ย้ำอีกครั้งว่าผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนอยู่ตรงนั้น หลังจากผ่านสะพานชมัยมรุเชฐ รถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนที่มาถึงแยกนางเลิ้ง บริเวณแยกนางเลิ้งมีประชาชนอยู่หลายกลุ่ม กลุ่มแรกก็คือกลุ่มผู้ชุมนุมหลักซึ่งติดอยู่บน ถนนนครสวรรค์ ก็ห่างจากแยกนางเลิ้งไปหลายร้อยเมตร ยังไม่ได้เข้ามาตรงสามแยกนางเลิ้ง ก็คือติดแบริเออร์ (Barrier) รถบัส และรั้วลวดหนามค่ะ ถัดมามีกลุ่มคนสวมเสื้อสีเหลืองอยู่ แนวด้านหลังตำรวจ ยืนในลักษณะคล้องแขนกันเป็นกำแพงแล้วก็หันหน้าไปทางถนน นครสวรรค์ ไม่ได้หันหน้ามาทางขบวนเสด็จ ก็คือไม่ได้มารอรับเสด็จ มารอกีดขวางผู้ชุมนุม นั่นเองในบริเวณสามแยกนางเลิ้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่มีการแจ้งให้ประชาชนทราบเช่นกัน ก็มีจำนวนผู้ชุมนุมอีกเล็กน้อยที่ปักหลักรอขบวนใหญ่จากถนนนครสวรรค์ซึ่งอยู่บริเวณ สามแยกนั้น แล้วก็ไม่ได้มีการปิดถนนพิษณุโลกแต่อย่างใด รถยนต์พระที่นั่งมาถึงสามแยก นางเลิ้งโดยที่ผู้ชุมนุมไม่ทราบว่าจะมีขบวนเสด็จเช่นกัน ประชาชนเสื้อเหลืองส่วนหนึ่ง ก็ไม่ทราบเพราะว่าหันหน้าไปทางถนนนครสวรรค์ และในตอนนั้นเองก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ มาถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งเพิ่งวิ่งฝ่าผู้ชุมนุมออกมา หลังจากรถยนต์พระที่นั่งเคลื่อนผ่านมาแล้ว นอกจากนั้นในระหว่างที่ขบวนเสด็จผ่าน ยังมีประชาชนและสื่อมวลชนยืนอยู่บนสะพานลอยเหนือถนนพิษณุโลกที่ขบวนเสด็จผ่าน จะเห็นได้ว่าไม่มีการเตรียมเส้นทางไว้ล่วงหน้าเลย คนยืนอยู่บนสะพานลอยเต็มไปหมดค่ะ ดิฉันมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ข้อ จากที่กล่าวมาทั้งหมด
ข้อแรก การเสด็จพระราชดำเนินในครั้งนี้ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่แจ้งผู้ชุมนุม หรือแจ้งประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ว่าจะมีการเสด็จ ตำรวจยืนเยอะแยะไปหมดแต่ไม่แจ้ง คุยกันเองแต่ว่าไม่ยอมเคลียร์ (Clear) เส้นทาง
ข้อ ๒ ขบวนเสด็จพระราชดำเนินที่ผ่านไปในพื้นที่ในเวลานั้น คือขบวนเสด็จ ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ซึ่งเสด็จพร้อมสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งขบวนเสด็จแทนพระองค์นี้ต้องมีการถวายการอารักขา ด้วยความปลอดภัยในระดับสูงสุด ทำไมเส้นทางนั้นถึงไม่มีการเตรียมพื้นที่ล่วงหน้า ตามหลักปฏิบัติในการถวายความปลอดภัย
ข้อ ๓ เรื่องการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ ซึ่งมีจุดหมายปลายทางคือ วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ดิฉันอยากตั้งคำถามกับเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่ในการเลือก เส้นทางว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางหลักหรือไม่ และมีเส้นทางสำรองหรือไม่ ตามแผน ถวายความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกการจราจรโดยทั่วไปต้องมีแผนสำรองเสมอ ในวันเดียวกันนั้นที่มีหมายกำหนดการเสด็จพระที่นั่งอัมพรสถานไปยังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อันนั้นมีเส้นทางสำรองนะคะ ดิฉันจึงอยากถามว่าการจัดเส้นทางไปยัง วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร มีเส้นทางสำรองหรือไม่ ถ้ามี ทำไมเจ้าหน้าที่ที่ถวาย การอารักขาจึงตัดสินใจเลือกมายังเส้นทางถนนพิษณุโลก นำขบวนเสด็จมาในพื้นที่ที่อาจ ได้รับความไม่สะดวกและเสี่ยงต่อความปลอดภัย แทนที่จะถวายความอารักขาอย่างใกล้ชิดได้ในเส้นทางอื่น ซึ่งมีตัวเลือกอีกมากมายนะคะ ทั้งถนนศรีอยุธยาและถนนหลานหลวง ในเมื่อเจ้าหน้าที่ทราบว่าเส้นทางนี้ไม่สะดวก ทำไม จึงนำขบวนเสด็จมายังเส้นทางนี้ โดยปกติหากมีปัญหาเกิดขึ้นในขบวนเสด็จ จะต้องมีรายงาน ชี้แจงจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร แผนถวายความปลอดภัยในครั้งนั้นกำหนด รายละเอียดในการปฏิบัติไว้อย่างไร เพราะตามหลักปฏิบัติจะต้องมีการตรวจสอบ ความเรียบร้อยในเส้นทางก่อนเวลาเสด็จไม่น้อยกว่า ๒ ชั่วโมง ถ้าพบปัญหาที่อาจจะกระทบ ต่อขบวนเสด็จก็สามารถประสานงานเพื่อเปลี่ยนแปลงเส้นทางได้ ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ที่ผ่านมา กองบัญชาการตำรวจนครบาลเพิ่งจะมีการแถลงข่าวว่าจะมีการถวายความปลอดภัย ขบวนเสด็จขั้นสูงสุด ดิฉันจึงอยากถามกลับไปยังเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ถวายความปลอดภัยว่า ทำไมจึงจัดขบวนเสด็จมายังเส้นทางนี้ นี่คือการถวายความปลอดภัยขั้นสูงสุดแล้วหรือ ท่านประธานคะ ผลสืบเนื่องจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการจัดเส้นทางขบวนเสด็จ ในครั้งนี้คือมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และมีการดำเนินคดีกับประชาชน ๓ ราย ในความผิดฐานประทุษร้ายต่อพระองค์ หรือเสรีภาพของพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๐ และจากญัตติ ที่ขอเปิดอภิปรายในวันนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีแจ้งว่ามีปัญหาอยู่ ๓ ข้อ ดิฉันเห็นว่ารัฐบาล จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปกปิดความผิดพลาดของตนเองในการจัดเส้นทางเสด็จ และการถวายความปลอดภัย สิ่งที่เกิดขึ้นในอีกวันถัดมาหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว มีการสั่งย้ายนายตำรวจ ๓ นาย เป็นการเร่งด่วน ได้แก่ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการตำรวจนครบาล ๑ และผู้บังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน จริง ๆ แล้ว ความผิดพลาดในครั้งนี้เกิดตั้งแต่การจัดเส้นทางขบวนเสด็จ ดิฉันเห็นว่าผู้ที่ควรมีหน้าที่ รับผิดชอบคือผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และตัว ท่านนายกรัฐมนตรีเองด้วยค่ะ เมื่อการจัดเส้นทางเสด็จและการถวายความปลอดภัย มีข้อผิดพลาด นายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ แล้วความบกพร่องในครั้งนี้ รัฐบาลก็ไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงแต่อย่างใด กลับมุ่งประณาม และใส่ความผู้ชุมนุม ซึ่งนั่นเป็นปัญหาปลายเหตุค่ะ นอกจากนี้เรายังเห็นความพยายาม นำกรณีขบวนเสด็จมาบิดเบือนความจริง ใช้กรณีนี้ปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังกัน เผชิญหน้ากัน และในวันหนึ่งอาจนำไปสู่การฆ่ากันได้ ดิฉันไม่อยากให้เหตุการณ์ดำเนินไปถึง จุดนั้นค่ะ พรรคก้าวไกลจะยื่นญัตติด่วนขอให้ตั้ง กมธ. วิสามัญเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ข้อบกพร่องในการกำหนดเส้นทางและการถวายความปลอดภัยในภายหลัง ท่านประธานคะ เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาเมื่อ ๔๔ ปีที่แล้ว ก่อนมีเหตุการณ์วันที่ ๖ ตุลาคม มีการนำภาพที่นักศึกษาชมรมศิลปะการแสดงของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดแสดงละคร ที่ลานโพธิ์ จำลองเหตุการณ์การฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้าที่จังหวัดนครปฐม มาขึ้นหน้า ๑ หนังสือพิมพ์ และปลุกปั่นให้ประชาชนเกลียดชังนักศึกษา