อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ หารือเกี่ยวกับความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาสัตยาบันในรัฐสภา โดยเน้นย้ำความสำคัญของการเข้าร่วมความตกลงแมค (MAC) เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจัดอยู่ในบัญชีดำของสหภาพยุโรป และผลักดันความร่วมมือภาษีในระดับสากล พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงภาระงานที่อาจตามมาจากการจัดทำข้อมูล รวมถึงเสนอให้ทบทวนการรวมภาษีบางประเภท โดยเฉพาะภาษีย่อยที่สร้างภาระสูงแต่รายได้ต่ำ ควรแยกไว้นอกร่างความตกลง รวมทั้งเรียกร้องให้กรมสรรพากรประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการลงทุนของชาวต่างชาติที่อาจหลบเลี่ยงภาษี และเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบคอบ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เมื่อผมได้เห็น เรื่องด่วนที่ ๓ ความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษีเข้าสู่ การให้สัตยาบันของรัฐสภาในวันนี้ ก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นการทำการบ้านที่ค่อนข้างหนัก กว่าปกติ เนื่องจากเป็นการตอบโจทย์ใหญ่ ๆ อยู่ ๒ ข้อ
ข้อแรก คือจะต้องอภิปรายให้ประชาชนที่กำลังติดตามการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ในวันนี้สามารถเห็นภาพได้อย่างง่าย ๆ และในเวลาเดียวกันก็จำเป็นที่จะต้องมี ข้อมูลเชิงลึก ได้รายละเอียดมากพอที่จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติให้เกิด ประโยชน์ได้ ดังนั้นขออนุญาตเริ่มการอภิปรายของผมด้วยภาพนี้ครับ ภาพนี้ถ่ายเมื่อวานนี้ เป็นภาพของประชาชนคนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร ถ้ามีที่ดินเกินปริมาณ ตามที่กฎหมายกำหนดก็ต้องไปต่อแถวเข้าคิว ๒-๓ ชั่วโมง เพื่อที่จะชำระภาษีที่ดินตามที่ กฎหมายระบุภายในเมื่อวานนี้ แล้วก็ท้องถิ่นบางแห่งมีการเลื่อนนะครับ แต่ในเวลาเดียวกัน มีคนไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่กำลังอยู่ในต่างประเทศ แล้วก็ใช้เงินที่เกิดจากการเลี่ยงภาษี จับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุข ดังนั้นเงินจากการเลี่ยงภาษีจึงเป็นปัญหาสำคัญและเป็นต้นตอ หลักของความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม แล้วไม่ใช่ประเทศไทยเท่านั้นที่กำลัง เผชิญปัญหานี้ ทั่วโลกก็กำลังเผชิญอยู่ ดังนั้นเมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วองค์การเพื่อความร่วมมือ ทางด้านเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าโออีซีดี (OECD) ได้ริเริ่ม ให้มีความตกลงเข้าสู่สภาในวันนี้ หรือชื่อเล่น ๆ ว่าความตกลงแมค (MAC) ทีนี้วันนี้คนที่ เข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกมีทั้งหมดแล้ว ๑๓๖ ประเทศ ก็เกิดคำถามแรกว่าแล้วประเทศไทย ไปอยู่ที่ไหนมา ๒๐ กว่าปี ทำไมเราถึงไม่เข้า สาเหตุเป็นเพราะประเทศไทยเราเลือกใช้กลไก อีกกลไกหนึ่ง นั่นคือกลไกทวิภาคีในการที่จะเลือกเซ็นสัญญาอนุสัญญาภาษีซ้อนกับ แต่ละประเทศ จนปัจจุบันมี ๖๑ ประเทศ เกณฑ์ในการเลือกประเทศว่าจะเซ็นกับใคร เราก็เลือกประเทศที่เรามีกิจกรรมทางภาษีกับประเทศนั้นในสัดส่วนที่สูง หรือเลือกเซ็นกับ ประเทศที่เซ็นแล้วจะมีประโยชน์ในเชิงบริหารจัดการภาษีต่อประเทศไทย
ทีนี้คำถามถัดไปก็คงต้องถามว่าแล้วทำไมเพิ่งจะมาเซ็นตอนนี้ ทำไมเราถึง ต้องเข้าร่วมเป็นภาคีของแมค (MAC) ตอนนี้ มันก็มีเหตุอยู่ครับ เมื่อ ๔ ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปหรืออียู (EU) ได้จัดทำบัญชีกลุ่มประเทศขึ้นมาบัญชีหนึ่ง ซึ่งเป็นบัญชีที่รวบรวม กลุ่มประเทศที่ยังไม่ให้ความร่วมมือด้านบริหารภาษีที่ดีพอ ซึ่งในกลุ่มบัญชีนั้นแบ่งประเทศ ออกเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มแรก เรียกว่าแบลคลิสต์ (Blacklist) หรือบัญชีดำ และกลุ่มที่ ๒ อยู่ใน ภาคผนวกแนบท้ายก็คือเกรย์ลิสต์ (Gray list) หรือบัญชีสีเทา ซึ่งประเทศไทยได้ถูกบรรจุ เข้าไปอยู่ในบัญชีสีเทานี้ กลุ่มประเทศที่อยู่ในบัญชีสีเทาถ้าหากไม่ทำอะไรเลย ไม่มีพัฒนาการ ในการร่วมมือทางด้านการบริหารภาษีที่ดีก็อาจจะถูกโยกย้ายเข้าไปอยู่ในบัญชีสีดำ ในเวลา เดียวกันถ้ากลุ่มบัญชีสีเทามีพัฒนาการที่ดี รวมถึงการเข้าร่วมในความตกลงแมค (MAC) ฉบับนี้ การออกจากบัญชีสีเทาก็จะเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อการค้า การลงทุนของประเทศ ดังนั้นในส่วนของกระผม กระผมไม่ได้ติดใจกับการที่กรมสรรพากรจะเข้าร่วมความตกลง ฉบับนี้ แต่กระผมเองมีข้อสังเกตสำคัญอยู่ ๔ ประการที่เปรียบเสมือนบันได ๔ ขั้น ในการที่ ประเทศไทยจะก้าวย่างเข้าสู่ข้อตกลงแมค (MAC) อย่างสมบูรณ์ ดังต่อไปนี้
ขั้นแรกคือมิติของประเทศ แน่นอนการลงนามในครั้งนี้เป็นการที่ กรมสรรพากรลงนามครั้งเดียวได้มา ๑๓๖ ประเทศหรือมากกว่าในอนาคต สิ่งที่ได้มาแน่ ๆ นั่นก็คือการให้ความช่วยเหลือในการติดตามภาษี เอกสาร รวมไปถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็น ๓ ขอบข่ายของความตกลงแมค (MAC) แต่ของแถมที่ได้มานั่นก็คือภาระที่จะต้องจัดทำ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทั้ง ๓ อย่าง ถ้ามีการร้องขอจากร้อยกว่าประเทศนี้ เพื่อที่จะให้เห็นภาพ ง่าย ๆ ครับ กระผมขออนุญาตเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทย เอาเฉพาะแค่ กลุ่มโออีซีดี (OECD) ซึ่งมีอยู่ ๓๗ ประเทศ เรามีจีดีพี (GDP) ที่น้อยกว่ากลุ่มโออีซีดี (OECD) ถึง ๑๐๔ เท่า แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการลงนามครั้งนี้เซ็นปากกาครั้งเดียวเป็นการเซ็น เพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสาร ข้อมูล ๑ หน้ากระดาษ แต่ในเวลาเดียวกันได้ของแถมมาก็คือภาระ ในการที่จะต้องจัดทำเอกสารอีก ๑๐๔ หน้ากระดาษถ้ามีการร้องขอ ดังนั้นในประเด็นนี้ กระผมถึงอยากให้กรมสรรพากรพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่เป็นการ ขี่ช้างจับตั๊กแตนเพียงตัวสองตัวหรือไม่ นี่เป็นบันไดขั้นแรกครับ
บันไดขั้นที่ ๒ คือเรื่องของประเภท ประเภทที่ว่าคือประเภทของภาษี ที่ในความตกลงฉบับดั้งเดิมรวบรวมไว้หลายกลุ่มภาษีมาก ดังนั้นในการที่จะเข้าสู่ข้อตกลงนี้ เราต้องพิจารณาให้รอบคอบเช่นกันว่าจะไม่รวมภาษีประเภทไหนบ้างที่ดูเหมือนจะเป็นภาระ มากกว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ในการที่จะดูเรื่องนี้กระผมต้องให้ลึกลงไปถึง ฐานข้อมูลภาษีทั้งหมดของประเทศไทยว่าประเทศไทยเราเก็บภาษีจากประเภทอะไรบ้าง ก็มีอยู่ ๓ กลุ่มครับที่กระผมอยากจะขอตั้งข้อสังเกตให้ไม่รวมเข้าไปในสัญญาฉบับนี้ กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่กระผมเรียกว่าภาษียิบย่อยที่รวม ๆ กันแล้วมีไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของภาษี ในประเทศไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภาษีที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง ภาษีมรดก แต่ภาษีเหล่านี้ เป็นจำนวนมากมายมหาศาลของประเทศที่พัฒนาแล้ว อันนี้กลุ่มที่ ๑ ที่ไม่อยากให้รวม
กลุ่มที่ ๒ คือภาษีมูลค่าเพิ่ม จริงอยู่ครับภาษีมูลค่าเพิ่มของประเทศไทย คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ ๔๐ ของมูลค่าภาษีทั้งหมดในประเทศ แต่ธรรมชาติของเศรษฐกิจ ในประเทศไทยเราเป็นประเทศที่เน้นการผลิต ดังนั้นเมื่อไปเทียบกับประเทศมหาอำนาจ หลาย ๆ ที่ที่เป็นประเทศที่เน้นการบริโภค มูลค่าของภาษีขายหรือภาษีมูลค่าเพิ่มของเรา จึงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก นั่นคือกลุ่มที่ ๒
กลุ่มที่ ๓ ความตกลงฉบับนี้ให้รวมประกันสังคมเข้าไปด้วย ซึ่งประกันสังคมนี้ ประเทศไทยเราถือว่าจัดเก็บได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เพราะเราเลือกใช้วิธีการหักเก็บ ณ ที่จ่าย ดังนั้นนี่จึงเป็นกลุ่มประเภทของภาษี ๓ ประเภทที่กระผมมีข้อเสนอไม่ให้รวมเข้าไป ซึ่งก็ต้องขอชื่นชมกรมสรรพากรนะครับ ที่ในหน้าสุดท้ายแนบท้ายความตกลงนี้ได้มีการ สงวนสิทธิภาษีกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้เอาไว้แล้ว แต่ที่กระผมหยิบยกขึ้นมาพูดอีกครั้งหนึ่งในวันนี้ ก็เพราะว่ากระผมเชื่อเหลือเกินว่าหลังจากวันนี้ไปไม่ว่าจะเป็นโออีซีดี (OECD) หรืออียู (EU) เองก็คงจะมีความพยายามที่จะให้เรายกเลิกการสงวนสิทธินี้แล้วรวมเข้าไปใน ความตกลง ก็ขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้เพื่ออนาคตอยากจะให้กรมสรรพากรได้ยืนหยัด ในข้อตกลงเหล่านี้ นี่คือบันไดขั้นที่ ๒
บันไดขั้นที่ ๓ ซึ่งเป็นขั้นที่สำคัญและมีความละเอียดอ่อนสูงมาก เป็นที่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าในปัจจุบันเรามีคนต่างประเทศที่หลบเลี่ยงภาษีแล้วก็นำเงิน ที่เกิดจากการหลบเลี่ยงภาษีนั้นเข้ามาลงทุนในสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน บริษัทต่าง ๆ ถึงแม้ว่าเราจะต้องการหรือไม่ต้องการ ก็ตาม แต่เมื่อเราลงนามในบันทึกข้อตกลงนี้แล้วคนต่าง ๆ เหล่านี้ที่เอาเงินเข้ามาลงทุน ก็จะเกิดความกลัวแล้วก็จะถอนการลงทุนออกไป แน่นอนปรากฏการณ์การถอนสมอ แบบกะทันหันนี้อาจจะดีกับประเทศไทยในอนาคต แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะส่งผลกระทบ ทางเศรษฐกิจต่อประเทศไทย รายงานไอเอ็มเอฟ (IMF) บางฉบับได้เคยประเมินไว้ว่า เงินที่เกิดจากการเลี่ยงภาษีคิดเป็นมูลค่าถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของการลงทุนในภาคส่วนธุรกิจ การเงินในบางประเทศ ดังนั้นในบันไดขั้นนี้กระผมอยากจะขอตั้งข้อสังเกตกับกรมสรรพากร ให้มีการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นและเตรียมมาตรการรองรับไว้ อย่างรัดกุม เพื่อที่จะไม่เกิดผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจไทย
บันไดขั้นสุดท้ายนั่นก็คือประมวลกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีโดยตรงก็คือ กฎหมายประมวลรัษฎากร ดังนั้นต้องมีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายในประเทศให้ไม่ขัด หรือแย้ง และมีความสอดคล้องกับข้อตกลงดังกล่าวนี้ ตัวอย่างเช่นในมาตรา ๑๐ ของ ประมวลรัษฎากร ที่กำหนดห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรเปิดเผยข้อมูลทางด้านภาษี ให้กับบุคคลภายนอก ดังนั้นเมื่อเราบรรลุข้อตกลงนี้ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขประมวลรัษฎากรฉบับดังกล่าว
ท่านประธานครับ ทั้งหมดที่กระผมพูดมาก็เป็นบันได ๔ ขั้นที่กระผม อยากจะขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกรมสรรพากร ในการที่จะพิจารณาข้อสังเกตต่าง ๆ เหล่านี้อย่างละเอียด รอบคอบ เพื่อที่จะก้าวย่างเข้าสู่ ความตกลงแมค (MAC) อย่างสมบูรณ์ ให้เกิดประโยชน์กับชาติและประชาชนอย่างแท้จริง ขอบพระคุณครับ