ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องการรวมประมวลกฎหมายยาเสพติดเข้าเป็นกฎหมายเดียว เพื่อความยุติธรรมและความเสมอภาค โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด เช่น การปลดล็อกกัญชาและพืชกระท่อม และส่งเสริมและป้องกันการใช้พืชเหล่านี้ในทางที่ไม่ถูกต้อง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมดีใจมากครับ ที่ได้มีร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. .... และร่างประมวล กฎหมายยาเสพติดเข้าสู่รัฐสภาในวันนี้ เหตุเพราะว่าเดิมทีนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ยาเสพติดและสิ่งเสพติดให้โทษมีอยู่หลากหลายมาก การปฏิบัติก็หลากหลาย องค์กร หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายก็หลากหลาย ทำให้เกิดความไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรมกับ ผู้ต้องโทษ กับผู้ที่ถูกกล่าวหา
ท่านประธานครับ เดิมทีนั้นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของยาเสพติด และยาเสพติดให้โทษมีอยู่ประมาณ ๒๔ ฉบับ เป็นพระราชบัญญัติ ๑๙ ฉบับ เป็นพระราชกำหนด ๑ ฉบับ เป็นคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ๑ ฉบับ รวมทั้งหมด ๒๔ ฉบับ ผมกราบเรียนว่าเป็นแนวคิดที่ดีมากที่จะรวบรวมบูรณาการให้เหลือเพียงกฎหมาย ฉบับเดียว เพราะเมื่อเหลือฉบับเดียวนั้นจะมีผู้บังคับใช้กฎหมายและส่งเสริมการใช้กฎหมาย อย่างเป็นเอกภาพ ไม่เลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าเรื่องนี้ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และผมเชื่อเหลือเกินว่ารัฐสภาแห่งนี้ก็คงเห็นด้วยกับ กฎหมายฉบับนี้เช่นเดียวกัน เพราะถ้ามันอยู่หลากหลาย หลายหน่วยงานจะหาความยุติธรรม ความเสมอภาคไม่ได้
ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามผมกราบเรียนว่าในภาวะแนวโน้มที่รัฐ จะอะลุ่มอล่วยเรื่องของยาเสพติดให้โทษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชสมุนไพรที่เป็นยาเสพติดประเภท ๕ ไม่ว่ากัญชาหรือพืชกระท่อมที่สภาแห่งนี้กำลังคิด กำลังพิจารณาว่าควรจะให้ไปในรูปแบบใด ผมกราบเรียนท่านประธานว่าแนวโน้มน่าจะปลดล็อกทั้งเรื่องกัญชาและพืชกระท่อม เพราะว่าพืชทั้ง ๒ ตัวนี้เป็นพืชที่อยู่ในประเทศไทยเรามายาวนาน มีทั้งคุณและโทษ ที่แล้วมา ทางรัฐถือว่าพืชทั้ง ๒ ประเภทนี้เป็นสิ่งต้องห้าม เป็นพืชที่เป็นยาเสพติดให้โทษ ใครปลูก ใครเสพ ใครนำไปใช้มีความผิดตามกฎหมาย โดนลงโทษ แต่ขณะนี้แนวโน้มว่าเราจะปลดล็อกทั้ง ๒ พืช ทั้งกัญชาและพืชกระท่อม เพราะทั้งกัญชา และพืชกระท่อมมีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย มีทั้งคุณและทั้งโทษ เป็นเรื่องปกติครับสรรพสิ่ง ในโลกนี้ไม่มีบวกอย่างเดียว แล้วก็ไม่มีลบอย่างเดียว ไม่มีมุมสว่างอย่างเดียว แล้วก็ไม่มีมุมมืด อย่างเดียว มีทั้ง ๒ ด้าน เหรียญ ๒ ด้านเสมอควบคู่กันไป ตรงนี้ละครับที่ผมเองกริ่งเกรงว่า ในเมื่อเราปลดล็อกกัญชา ในเมื่อเราปลดล็อกพืชกระท่อม เราก็มีมาตรการ ๒ เรื่อง คือ ส่งเสริมและป้องกันกำจัด ในเรื่องการส่งเสริมนี่ผมไม่ติดใจ เพราะว่าส่งเสริมเพื่อที่จะใช้ ในทางการแพทย์ ส่งเสริมที่จะใช้ในทางวิทยาศาสตร์ ในการทดลอง และในเรื่องของ อุตสาหกรรม ก็เป็นเรื่องปกติ แต่ว่าถ้าเราเรียนรู้จากต่างประเทศที่เขาได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องของพืชที่เป็นยาเสพติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกัญชา ท่านประธานจะเห็นว่า ในบางประเทศนั้นเขากำหนดให้ภาครัฐเท่านั้นที่เป็นคนควบคุมดูแลเพื่อใช้ประโยชน์ในทาง การแพทย์ วิทยาศาสตร์ และทางอุตสาหกรรม แต่เขาไม่อนุญาตให้เอกชนมาดำเนินการ เพราะเขาเชื่อว่ายาเสพติดเหล่านี้เปรียบเสมือนปืนมีทั้งคุณและโทษ ถ้าใช้เพื่อป้องกัน และรักษาตัวเองก็เป็นประโยชน์ไป แต่ถ้าเกิดใช้ผิดประเภท ไปเข่นฆ่าศัตรูหรือคนอื่น ก็จะมีโทษ หลาย ๆ ประเทศให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของการส่งเสริมและในเรื่องของ การป้องกันกำจัด ตรงนี้ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในเมื่อเราออกกฎหมาย ฉบับนี้แล้ว และแนวโน้มความเชื่อในเรื่องยาเสพติดของประเทศไทยเรา เราควรจะทำ อย่างไร ในเมื่อเราปลดล็อกให้พืช ๒ ชนิดนี้ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท ๕ ให้ถูกต้อง ตามกฎหมาย แต่ว่าเมื่อถูกต้องตามกฎหมายแล้วก็มีอยู่ ๒ เรื่องคือเรื่องของการส่งเสริม และป้องกันกำจัดไม่ให้แพร่ไปในทางที่ไม่ถูกต้อง ในทางลบที่เป็นโทษกับเยาวชน กับพี่น้องประชาชน เราจะทำอย่างไร ผมกราบเรียนว่าเป็นการบ้านข้อใหญ่ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ขนาดวันนี้เราถือว่าพืชทั้ง ๒ ตัวเป็นยาเสพติด ใครไปปลูก ใครไปเสพ ใครไปครอบครอง ผิดกฎหมาย ท่านประธานจะเห็นว่ายังทะลักกันเต็มหมดเลย แต่ถ้าเราทำให้ถูกต้อง ตามกฎหมายแล้วถ้าเราไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีผมกราบเรียนว่าอันตรายมาก ก็ขอฝาก ท่านประธานด้วยความเคารพว่าต้องดูแลให้รอบคอบ เรามีกฎหมาย ถ้าใช้กฎหมายไม่ถูกต้อง ก็จะเป็นโทษอย่างมหันต์เช่นเดียวกัน ขอบพระคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ