เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือประเด็นปัญหายาเสพติดที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้คนล้นคุกและเกิดข้อสังเกตถึงความล้มเหลวของนโยบายเดิม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขผ่านการปรับโครงสร้างคณะกรรมการ ป.ป.ส. การเพิ่มความชัดเจนในร่างกฎหมายอาญาเพื่อส่งเสริมการใช้โทษทางเลือกแทนการจำคุก และการผลักดันนโยบายฮาร์มรีดักชันด้วยการจัดพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้เสพ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการเลิกตีตราผู้เสพยาและมองพวกเขาในฐานะผู้ป่วยที่ต้องการการฟื้นฟู พร้อมเรียกร้องให้มีระบบงานที่มีประสิทธิภาพรองรับการพิจารณาวัตถุออกฤทธิ์อย่างเป็นระบบหลังการยุบเลิกคณะกรรมการเฉพาะด้าน
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ๑๘๒ มาตรา ร่างพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย ยาเสพติด พ.ศ. .... ๒๔ มาตรา ร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑๐ มาตรา ไม่ใช่ของใหม่ เป็นของที่ทาง สนช. เองเคยพิจารณาไปแล้ว พิจารณา จนจบในการพิจารณา เพียงแต่ว่ามีปัญหาช่วงโค้งสุดท้ายกฎหมายเข้ามาเยอะจนไม่สามารถส่ง เข้าสภาได้ทัน เพราะฉะนั้นในรายละเอียดก็จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกฤษฎีกาก็ไม่ได้ ยึดร่างของ สนช. เป็นหลัก แต่ว่ายึดร่างที่มาจากกฤษฎีกาคือร่างเดิมแล้วไปปรับแก้ คือแก้บ้าง ไม่แก้บ้าง ยกตัวอย่างเช่นการประชุมของ ป.ป.ส. ก็แก้ แต่เดิมเขียนให้ประชุม อย่างน้อยปีละ ๔ ครั้ง ก็ไม่มีในร่างนี้ ซึ่งตรงนี้ถามว่าสาเหตุมาจากอะไร มาจากคณะกรรมการ ป.ป.ส. มีองค์คณะที่ใหญ่โตมาก เทอะทะ แล้วก็มีการประชุม ส่วนใหญ่จะเป็นวาระเรื่องเพื่อทราบ ไม่มีเวลาที่จะพิจารณาในเรื่องของนโยบาย ตรงนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่เคยมีข้อเสนอว่าน่าจะแยกเป็น คณะกรรมการนโยบายและคณะกรรมการบริหารออกจากกัน ซึ่งในสมัยหนึ่งพรรคเพื่อไทย ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็เคยมีความคิดตั้งศูนย์พลังแผ่นดินเพื่อต่อสู้ยาเสพติดมาแล้ว ซึ่งตรงนี้ ก็เป็นที่มาที่ไปของปัญหานี้
ท่านประธานครับ ทุกวันนี้เรามีปัญหาอะไร เรามีปัญหาเรื่องของการจับกุม ยาเสพติด เรามีปัญหาเรื่องคนล้นคุก ตัวเลขโชว์ชัดเจนเลยครับในเรื่องของปริมาณที่จับกุม กระผมเทียบระหว่างปี ๒๕๕๙ กับปี ๒๕๖๒ ยาบ้าจาก ๙๔ ล้านเม็ด เพิ่มเป็น ๕๑๘ ล้านเม็ด ยาไอซ์หรือจริง ๆ ก็คือยาบ้านั่นละ แต่ว่าเป็นเพียวเมทแอมเฟตามีน (Pure Methamphetamine) คือเป็นยาบ้าที่บริสุทธิ์ไม่มีส่วนผสมอื่น เพิ่มจาก ๑,๑๖๐ กิโลกรัม เป็น ๑๖,๒๘๔ กิโลกรัม เพิ่มมากกว่า ๑๐ เท่า เฮโรอีนเพิ่มจาก ๑๔๗ กิโลกรัม เป็น ๙๔๑.๘ กิโลกรัม ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ได้มาจากการรายงานที่มีการประชุมของไอปา (AIPA) ซึ่งประเทศไทยก็ได้นำเสนอข้อมูลนี้ ในส่วนของผู้ต้องหาราชทัณฑ์วันนี้ ณ วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๓ เรามีตัวเลขของผู้ต้องหาอยู่ที่ ๓๗๙,๒๒๔ คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ตรงนี้ถามว่า แล้วกรมราชทัณฑ์ซึ่งมีผู้ต้องหา ผู้ต้องโทษ นักโทษอยู่มากกว่า ๓ เท่า เขาจะทำอย่างไร ที่จะคืนคนดีสู่สังคม ทำไม่ได้ และข้อสำคัญก็คือว่าเมื่อนำนักโทษไปรวมกันอยู่ในเรือนจำ หรืออยู่ในคุกแล้วก็ไม่ได้แยกแยะประเภท เอาไปขังรวมกันก็เป็นการเรียนรู้จากผู้ที่ ก่ออาชญากรรมในคดีอื่น ก็ไปดูเส้นสายว่าจะได้เงินมาจากการค้ายาบ้าอย่างไร ซึ่งตรงนี้ เป็นปัญหาจากคนล้นคุก ซึ่งคนล้นคุกที่พูดก็ยังมีปัญหาว่า ณ วันนี้นักโทษที่นอนเพียงคนละ ๐.๗๐ ตารางเมตร นอนตะแคงทั่วไปก็ยังนอนตะแคงไม่ได้ ต้องนอนตะแคงแบบ ๙๐ องศาด้วย อันนี้คือปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่ว่ามาโยงกับเรื่องของการจับกุมยาบ้าปริมาณมหาศาล ในปี ๒๕๕๑-๒๕๕๖ ยาบ้าเม็ดละ ๒๕๐-๓๐๐ บาท ในวันนี้เป็นอย่างไรครับ ๓ เม็ดต่อบาท เพราะฉะนั้นปริมาณของยาบ้าเชื่อว่ามันจะมีปริมาณมหาศาล เพราะว่าเราไปเปรียบเทียบ ดีมานด์ (Demand) ซัปพลาย (Supply) ตรงนี้ก็คือปัญหาที่เราจะต้องแก้ เพราะฉะนั้น ในร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้ แล้วก็ฉบับอื่นอีก ๒ ฉบับ ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมาย ที่เป็นแพคเกจ (Package) ซึ่งจะถือว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกันจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ปัญหานี้ก็คงจะต้องใช้การพิจารณาเรื่องโทษของผู้ป่วย ในอดีตเราถือว่าผู้เสพคือผู้ป่วย ซิงเกิล คอนเวนชัน ออน นาร์โคติก ดรักส์ ๑๙๖๑ แอส อะเมนเดด บาย เดอะ ๑๙๗๒ โปรโตคอล อะเมนดิง เดอะ ซิงเกิล คอนเวนชัน ออน นาร์โคติก ดรักส์ ๑๙๖๑ (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961, as amended by the 1972 Protocol Amending the Single Convention on Narcotic Drugs, 1961) ถือว่าผู้เสพคือผู้ป่วย แล้วก็มีการแก้ไข พ.ร.บ. ฟื้นฟู ปี ๒๕๕๔ หลักการของ พ.ร.บ. ฟื้นฟู คืออะไร หลักการ ก็คือแบ่งเป็น ๓ ประเภท คือ ๑. ผู้เสพ ๒. ผู้เสพและผู้ครอบครอง ๓. ผู้เสพและผู้ครอบครอง และผู้ค้า ๔. ผู้เสพและผู้ค้า ทั้ง ๔ กลุ่มนี้เป็นผู้เสพทั้งสิ้นเขาก็เลยถือว่าผู้เสพนั้นคือผู้ป่วย ถ้าหากว่าเข้ากระบวนการฟื้นฟูแล้วก็สามารถที่จะนิรโทษ ผ่านไปแล้วก็นิรโทษได้ ถือว่า เขาสามารถแก้ไขตรงนี้ได้ เพราะว่าศูนย์บำบัดรักษาและฟื้นฟูสามารถที่จะรักษา เยียวยา แล้วก็ฟื้นฟูสภาพของผู้ที่เข้าค่ายตรงนั้น ซึ่งในร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับนี้ไม่มี แต่ว่าแยกกันออกไป เจตนารมณ์นี้ยังอยู่ก็คือสมัครใจบำบัด เพราะเห็นว่าการบังคับบำบัด เดิมถ้าหากว่าไม่ได้สมัครใจ เหมือนกับที่กระทรวงมหาดไทยต้องการก็คือว่ากำหนดเป้าหมาย ว่าจะเข้าค่ายจำนวนเท่าไร แล้วก็มีปัญหาว่าต้องหาตัวเลขให้ได้ตามจำนวนที่ตั้งเป้าเอาไว้ ตรงนี้ก็ไปกว้านหาใครที่เสพยา ซึ่งมันหาได้ทั่ว ๆ ไปอยู่แล้วเพื่อมาเข้าค่าย เพราะฉะนั้น ประสิทธิภาพและประสิทธิผลจึงไม่ได้ตามที่ต้องการ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในเรื่องของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือว่าในการประมวล กฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ ที่เขียนไว้ในร่างมาตรา ๑๖๒ ของร่างประมวล ในวรรคแรก เขียนไว้ค่อนข้างดี ก็คือว่าให้เป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาในกรณีของผู้ค้า ผู้เสพ ให้จัดทำ กิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ หรือใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออุปกรณ์อื่น ติดตามตัว หรืออีเอ็ม (EM) เพื่อตรวจสอบและจำกัดการเดินทาง ให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเยียวยาให้แก่ผู้เสียหาย ให้ฟื้นฟูหรือเยียวยาความเสียหายที่เกิดกับทรัพยากรธรรมชาติ หรือสิ่งแวดล้อม หรือให้ทำทัณฑ์บน และอื่น ๆ ซึ่งก็จะมีเรื่องของการใช้ดุลพินิจของ ผู้พิพากษาในคดีที่ไม่ร้ายแรงจนเกินไป ก็ไม่มีขั้นต่ำของโทษ มีแต่เพดานของโทษขั้นสูง ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นดุลพินิจของผู้พิพากษาที่จะตัดสินลงโทษเป็นราย ๆ ไป ซึ่งจะเกิดคุณูปการ จะแก้ปัญหาคนล้นคุกได้ เพียงแต่ว่าขั้นตอนที่จะเข้ามาสู่กระบวนการในการพิจารณา พิพากษาคดีของผู้พิพากษาต้องเขียนให้มันทำได้ง่ายขึ้น อันนี้คือประเด็นแรกที่อยากจะฝาก เอาไว้
ในประเด็นที่ ๒ เรามีคณะกรรมการยุบ คณะกรรมการไปหลายชุด จนเหลือ คณะกรรมการตามร่างประมวลฉบับนี้เพียง ๔ ชุด คือ ชุดที่ ๑ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามยาเสพติดหรือ ป.ป.ส. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ชุดที่ ๒ คือ คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ชุดที่ ๓ คือ คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน มีอัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุดที่อัยการสูงสุด มอบหมายเป็นประธาน คณะที่ ๔ คือคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด มีรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน แล้วก็มีอธิบดีกรมการแพทย์ เป็นกรรมการและเลขานุการ มีศูนย์ฟื้นฟูสภาพทางสังคมในต่างจังหวัดและ กทม. ในชุดที่ ๒ คือคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดมีปัญหาว่ายุบเลิกคณะกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาท ซึ่งจัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ปี ๒๕๕๙ ที่แก้ไข เพิ่มเติมมาแล้วนะครับ ตรงนี้ทำให้การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขยากขึ้น เพราะว่าวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิต และประสาทจะมีผู้ที่มีฐานะแล้วหันไปพึ่งวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทมากขึ้น ตัวหลัก ๆ อย่างเช่นเคตามีน (Ketamine) แล้วก็พวกที่ไฮโซไซตี (High Society) หรือดารา โดยเฉพาะในต่างประเทศจะเห็นว่าหลายประเทศมีผู้ที่ติดวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท เผลอ ๆ จะมากกว่ายาเสพติดให้โทษด้วยซ้ำไป ซึ่งตรงนี้พอยุบเลิกคณะกรรมการชุดนี้ ก็จะมีปัญหาว่ามีวาระที่จะพิจารณาว่าตัวไหนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ตัวไหนที่จะต้องถอดออก ซึ่งมันจะมีเข้า ๆ ออก ๆ ตรงนี้เยอะและบ่อยมาก เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญหาต่อการทำงาน ของคณะกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท จึงถูกยุบเลิกไป ซึ่งในการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการในยุค สนช. ซึ่งจริง ๆ ผมไม่อยากจะเอ่ยถึง แต่ผมอยากจะพูดถึงสาระ ในที่นี้ เขาเขียนว่าคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการควบคุมยาเสพติด มอบหมายก็ได้ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวอย่างน้อยต้องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ ยาเสพติดให้โทษ คณะอนุกรรมการวัตถุออกฤทธิ์ และคณะอนุกรรมการสารระเหย ตรงนี้ ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการไว้เพื่อจะให้การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขสะดวกขึ้น แล้วก็ง่ายขึ้น
ท่านประธานครับ อีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะฝากไว้คือเรื่องของร่างมาตรา ๕๕ เรื่องของฮาร์มรีดักชัน (Harm Reduction) ในหลักการของยาเสพติดจะมีแนวทางในการ แก้ไขปัญหายาเสพติดก็คือเรื่องของไดเวอร์ชัน (Diversion) เรื่องของดีคริมินัลไลเซชัน (Decriminalization) เรื่องของฮาร์มรีดักชัน (Harm Reduction) คือ ๑ ใน ๓ ที่เป็น หลักการหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหา ผมเคยไปดูงานที่แฟรงก์เฟิร์ต มีผู้ที่ติดเฮโรอีน ประมาณ ๑,๐๐๐ คนในเมืองนั้น เขาให้ความสำคัญกับผู้ที่ติดยาเสพติดอย่างมาก เขาเห็นว่า ๑,๐๐๐ คนที่เขามีโดยประมาณสร้างความยุ่งยาก สร้างปัญหาในเรื่องของอาชญากรรมให้กับ เมืองแฟรงก์เฟิร์ตของประเทศเยอรมนีทั้งเมือง เพราะฉะนั้นเขาหาวิธีที่จะแก้ไขและจัดการคน ในจำนวน ๑,๐๐๐ คนนั้น แต่ไม่ใช่วิธีนำไปขังคุก เขามีวิธีแก้ไขทำฮาร์มรีดักชัน (Harm Reduction) มีเรื่องของการจัดตั้งเชลเตอร์ (Shelter) ให้เขามาใช้บริการ มีการให้เขาไปหา สารเสพติดมาฉีดเข้าตัวเอง แล้วก็ในเมืองไทยเราเคยมีโครงการทดลองนำร่องด้วยการแลกเปลี่ยน ไซริงค์ (Syringe) และเข็มฉีดยา เพราะว่าถ้าหากว่าเขาใช้ไซริงค์ (Syringe) และเข็มฉีดยาอันเดิม จะมีปัญหาเรื่องของการติดเชื้อที่ได้มาจากการฉีดยาโดยใช้เข็มและไซริงค์ (Syringe) ซ้ำ ตรงนั้นรัฐแจกให้ ซึ่งตรงนี้การเขียนไว้ในมาตรา ๕๕ ทำให้สามารถที่จะกำหนดพื้นที่ และบริเวณให้ผู้ที่ติดยาเสพติดที่ต้องใช้เข็มฉีดยาเข้าเส้นสามารถที่จะไปดำเนินการในพื้นที่ได้ ผมคิดว่าตรงนี้เป็นคุณูปการต่อผู้ที่ติดยา เพราะว่าผู้ที่ติดยาบางครั้งเขาไม่มีทางเลือก อย่าคิดว่าเขาเป็นขยะ อย่าคิดว่าเขาเป็นสิ่งที่เหลือเดน เป็นเศษมนุษย์ แต่คิดว่าเขาเป็น มนุษย์คนหนึ่ง เราจะไม่พูดถึงสิทธิมนุษยชน เราคิดว่าเขาเป็นเพื่อนร่วมโลก เพราะฉะนั้น แนวทางและหลักการก็คืออย่าทิ้งใครไว้เบื้องหลัง คงจะต้องให้โอกาสเขา ข้อสำคัญอย่าตีตราเขา ขอบคุณครับ