รวีวรรณ ภูริเดช ชี้แจงความคืบหน้าการจัดตั้งสำนักงาน คทช. ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี โดยย้ำความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๗๗ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอปรับโครงสร้างการบริหารที่ดินของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการย้ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายและปัญหาบุกรุกที่ดินมาสังกัด คทช. เพื่อลดข้อขัดแย้งเรื่องกรรมสิทธิ์และที่ดินซ้อนทับ ใช้ฐานข้อมูล One Map สนับสนุนการตัดสินใจ และส่งเสริมความเป็นธรรมในการถือครองที่ดิน รวมถึงผลักดันกฎหมายใหม่เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ป่าชั้น 1 และ 2 สามารถอยู่อาศัยได้ตามกรอบกฎหมายที่เปิดโอกาสให้มีสิทธิ์อย่างเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงาน นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอตอบประเด็นที่ได้มีการซักถาม ท่านณัฐวุฒิได้ถามในเรื่องของการจัดตั้งสำนักงานใหม่ เรามีการเลือกหน่วยงานที่จะตัดโอน มาอย่างไร และกระบวนการในการรับฟังความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ในเรื่อง ของการตัดโอนอัตรากำลัง ตามที่จะตั้งสำนักงาน คทช. ไว้ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี อันนี้จะต้องสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่อยู่ในอีก พ.ร.บ. หนึ่งก็คือ พ.ร.บ. คทช. ซึ่งประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๒ โดยเฉพาะเรื่องภารกิจของ คทช.
ข้อ ๑ การกำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ เพื่อเน้นในเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม การพิสูจน์สิทธิพื้นที่ ซ้อนทับระหว่างหน่วยงานของรัฐกับรัฐ หรือว่ารัฐกับเอกชน การแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้ง ต่าง ๆ เพื่อเสนอต่อ ครม. ดังนั้นในเบื้องต้นก็จะตัดอัตรากำลังในส่วนของสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรับผิดชอบในข้อ ๑ ก็คือนโยบายและแผน การบริหารจัดการที่ดินไปไว้ภายใต้สำนักงาน คทช. และอัตรากำลังของสำนักบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ย้ายไปที่สำนักนายกรัฐมนตรี เช่นเดียวกัน เพราะว่าภารกิจนี้จริง ๆ แล้วในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐเราดูที่ดินของรัฐ ทุกประเภทอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะที่ดินของรัฐที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดูแลอยู่ ดังนั้นจึงมีความเหมาะสมที่จะให้สำนักบุกรุกที่ดินของรัฐได้ย้ายไปอยู่ภายใต้สำนักงาน คทช. ด้วย ส่วนในเรื่องที่ท่านได้ถาม จริง ๆ แล้วก็มีหน่วยงานอื่น ๆ ของประเทศไทยทั้ง ๑๑ กระทรวงที่ ทำหน้าที่เรื่องของการบริหารจัดการที่ดินของประเทศ ดิฉันขอกราบเรียนว่าเขาก็จะบริหาร จัดการที่ดินที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานนั้น ๆ เช่น ในส่วนของ ส.ป.ก.ก็จะดูแลที่ดิน ที่ ส.ป.ก. รับผิดชอบ ของกรมธนารักษ์ กรมที่ดิน กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นต้น ดังนั้นหน่วยงานเหล่านี้ก็ยังต้องมีอยู่เพราะว่าทำหน้าที่บริหารจัดการที่ดินที่หน่วยงานของรัฐ เป็นเจ้าของจึงไม่ได้ตัดโอนมา
ในเรื่องของอัตรากำลัง เบื้องต้นทั้ง ๒ หน่วยงาน ๓๕ อัตรา และกรอบอัตรากำลัง ของสำนัก คทช. ซึ่งเราเป็นหน่วยนโยบายก็จะมีอัตรากำลังรวม ๑๐๐ อัตรา อัตรากำลังที่เหลือ จะเป็นอัตรากำลังที่ขอจาก ก.พ. เพื่อเกลี่ยอัตรากำลังเกษียณ ซึ่งอยู่ที่ส่วนกลาง เป็นอัตรากำลัง ที่มีอยู่ของข้าราชการไทยที่สำนักงาน ก.พ. ดูแล ก็จะไม่ใช่อัตรากำลังเพิ่มใหม่ที่จะเป็นภาระ ของประเทศ จะเกลี่ยอัตรากำลังเพื่อมาเสริมให้สำนักงาน คทช. สามารถทำหน้าที่ในการ ปฏิบัติภารกิจในส่วนงานของ คทช. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งดิฉันขอกราบเรียนว่างาน ของ คทช. มีความสำคัญมากและเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าว ในส่วนของวันแมป (One Map) ในเรื่องของตัวเลข ท่านจะเห็นว่าประเทศไทยตอนนี้ เรามีพื้นที่รวมทั้งของรัฐและเอกชนเกินกว่าขนาดของประเทศจริง ดังนั้นเราจึงมีปัญหา ข้อขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐกับรัฐเอง แล้วก็หน่วยงานของรัฐกับเอกชนมาอย่างยืดเยื้อ ยาวนาน เราไม่มีคนกลาง เราต้องไปที่ศาล หรือไม่เราก็ต้องไปที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งอำนาจไม่เบ็ดเสร็จในการตัดสินว่าที่ดินนั้นควรเป็นของใคร ดังนั้นการมีสำนักงาน คทช. และอำนาจหน้าที่นี้ระบุในข้อ ๑๐ ชัดเจนว่าให้ดูแลการแก้ไขในเรื่องนี้ รวมทั้งฐานข้อมูล เรื่องของวันแมป (One Map) ของประเทศด้วย
ที่ท่านได้สอบถามในเรื่องของที่ซ้อนทับต่าง ๆ ท่านรัฐมนตรีได้ตอบแล้วนะคะ แล้วก็เรื่องของคณะอนุกรรมการวันแมป (One Map) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
ดิฉันขอพูดถึงในเรื่องของความยั่งยืน แล้วก็หลายท่านได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง สำนักงาน คทช. เพื่อประเทศจะได้เน้นในเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดินและลดความ เหลื่อมล้ำ อันนี้เป็นหลักใหญ่ของรัฐธรรมนูญไทยเลยนะคะ ซึ่งมีข้อหนึ่งในเรื่องของการปฏิรูป ให้เร่งเรื่องของการแก้ไขการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบ กรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินทั้งประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดิน อย่างเป็นระบบ ก็คืองานที่สำนักงาน คทช. ที่จะดำเนินการขับเคลื่อนต่อไปให้เห็นเป็นไปตาม เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
ดิฉันต้องกราบขอบพระคุณท่านเสรี สุวรรณภานนท์ นะคะ ท่านได้กล่าวว่า ท่านอยากเห็นนโยบายใหม่ ๆ จาก คทช. ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างผลงานของ คทช. ซึ่งแต่เดิม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับผิดชอบในฐานะสำนักงาน คทช. ไปพลางก่อน เราได้มีนโยบายของ คทช. ถ้าท่านจำได้ก็คือเรื่องของรถไฟ ๕ ขบวน เราเน้น เรื่องของการจัดที่ดินทำกินแก้ไขปัญหาให้คนอยู่กับป่า ในเบื้องต้นมีการจัดที่ดินทำกินในลุ่มน้ำ ชั้นล่างก็คือลุ่มน้ำชั้นที่ ๓ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๔ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๕ ไปแล้ว แต่ลุ่มน้ำชั้นที่ ๑ ลุ่มน้ำชั้นที่ ๒ ที่ท่านได้กล่าวถึง คทช. ก็ได้มีมติ แล้วก็นำเสนอคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีมติเมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ให้ดูเรื่องของความขัดแย้งคนกับป่าในลุ่มน้ำชั้น ๑ และลุ่มน้ำชั้น ๒ ด้วย อันนี้จึงนำไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ มาตรา ๖๔ และแก้ไขพระราชบัญญัติ สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า มาตรา ๑๒๑ ด้วย ซึ่งอันนี้ได้แก้ไขแล้ว จะเห็นว่าประเทศไทย ได้เกิดพาราดามชิฟต์ (Paradigm shift) แล้วนะคะ แต่เดิมพระราชบัญญัตินี้ไม่อนุญาตให้ ประชาชนสามารถที่จะอยู่ในอุทยานแห่งชาติได้ แต่ว่าการแก้ไขนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว อันนี้ก็เป็นหนึ่งในนโยบายใหม่ที่ คทช. ได้เสนอในการแก้ไขปัญหาไปยัง ครม. แล้วก็ระหว่างนี้ มีการสำรวจ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมีการจัดสำรวจผู้ที่อยู่อาศัยในลุ่มน้ำ เหล่านั้น ดิฉันขออนุญาตว่าอันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างซึ่งถือว่าเรามีแนวนโยบายที่ชัดเจน ของ คทช. ก็จะเป็นกรอบให้กับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนำไปดำเนินการภายใต้กฎหมาย ของตน
ในส่วนคำถามที่ท่านได้ถามถึงชื่อของสำนักบุกรุกที่ดิน แล้วก็กระบวนการ ขั้นตอนในการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิระหว่างที่ของเอกชน ดิฉันขออนุญาตให้ทางผู้อำนวยการ กองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐให้ข้อมูลในรายละเอียดในส่วนนี้ค่ะ