ณัฐวุฒิ บัวประทุม ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ที่ดินและกระบวนการจัดการที่ดินของรัฐ โดยตั้งคำถามถึงความถูกต้องของข้อมูลการถือครองที่ดิน ความเป็นธรรมในการกระจายทรัพยากร และการโอนหน่วยงานมาอยู่ใต้ คทช. ที่ไม่ได้สะท้อนการปฏิรูปอย่างแท้จริง พร้อมวิพากษ์กระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่มีผู้เข้าร่วมจำกัด และเรียกร้องให้มีความโปร่งใส ความชัดเจนในการบริหารงบประมาณ การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ และการไม่ตีตราประชาชนว่าเป็นผู้บุกรุก ในขณะที่กฎหมายและนโยบายของรัฐเองกลับเป็นต้นเหตุของการละเมิดสิทธิชุมชนมาโดยตลอด
ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล คนจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีที่ดินรวมทั้งหมด ๓๒๐ ล้านไร่เศษ แต่อย่างไรก็ตามใน ๓๒๐ ล้านไร่เศษ ที่ท่านบอกว่าอยู่ในความดูแลของกรมที่ดินเป็นที่ดินป่าสงวน เป็นที่ดินราชพัสดุ เป็นที่ดิน ที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมหรือ ส.ป.ก. ก็ยังเป็นตัวเลข ของการคาดการณ์หรือการประมาณการ บางท่านก็บอกว่าตัวเลขนี้ต่ำกว่าที่ดินที่มีอยู่จริง บางท่านก็บอกว่าสูงกว่าที่ดินที่มีอยู่จริง และแน่นอนครับในจำนวนดังกล่าวครึ่งหนึ่งเป็นที่ดิน ของภาครัฐ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เป็นที่ดินของเอกชนนั้นก็อยู่ในมือของภาคเอกชนมากกว่า จะอยู่ในมือของพี่น้องประชาชนที่ควรเป็นเจ้าของที่ดินที่แท้จริง สำหรับในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผมคิดว่ามีอยู่ทั้งหมด ๔ ประการที่ผมจำเป็นต้องให้ความเห็น ขอคำตอบ หรือยังมี ข้อเคลือบแคลงสงสัย หรือข้อสังเกตต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด ดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ เราจำเป็นต้องยอมรับว่าการออกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลอย ๆ แต่เกิดขึ้นเพราะเป็นไปตามมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ปี ๒๕๖๒ กฎหมายฉบับนั้นมีผลมาตั้งแต่ ๑๓ มิถุนายน ปี ๒๕๖๒ สิ่งที่ผู้ชี้แจงจำเป็นต้องตอบก็คือว่าในกรณีที่ท่านต้องการให้มีสำนักงานรองรับ คณะกรรมการ ซึ่งผมขออนุญาตที่จะใช้ชื่อย่อว่า คทช. นั้น ท่านใช้หลักการใดในการที่จะเลือก พิจารณาโอนหรือรับหน่วยงานต่าง ๆ มาอยู่ในสำนักงานนี้ครับ ผมพิจารณาในเชิง รายละเอียด มาตรา ๕ ท่านพูดถึงการโอนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม คือกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐและกองบริหารจัดการที่ดิน เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสำนักงาน คทช. มาตรา ๖ ท่านเลือกโอนกองบริหารจัดการที่ดิน ในส่วนของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติไปอยู่กับกรมที่ดิน ท้ายที่สุดโอนไปโอนมาเป็น การสร้างหน่วยงานใหม่ สร้างกฎระเบียบ สร้างนโยบาย และแม้กระทั่งอาจจะสร้างปฏิบัติการใหม่ ซึ่งผมคิดว่านี่ไม่ใช่นิวนอร์มัล (New normal) นะครับ ผมไม่รู้ว่าราชบัณฑิตยสถานเขาใช้ คำว่าฐานคิดใหม่หรือฐานวิถีชีวิตใหม่ แต่ผมว่ามันเป็นการโอลด์นอร์มัล (Old normal) เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วกรณีของที่ดินนั้นท่านยังมีสำนักงาน ส.ป.ก. อยู่เต็มรูปเลยครับ ท่านไม่ได้พูดเลยว่าจะบริหารจัดการ บูรณาการ หรือแม้กระทั่งการยุบ ส.ป.ก. เข้ามาอยู่ ในสังกัดของหน่วยงานนี้อย่างไร นี่เป็นข้อสังเกตประการที่ ๑ ที่ผมอยากพูดถึงครับ
ข้อสังเกตประการที่ ๒ ถ้ามองในแง่ของกระบวนการและการร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่ดินเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนทั้งหมด ผมก็ดูกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ของท่านตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ผ่านกระบวนการเวิลด์ไวลด์เว็บดอตโอเนบดอตจีโอดอตทีเอช (www.onep.go.th) ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการรับฟังความคิดเห็น ผ่านเวิลด์ไวลด์เว็บดอตลอว์อเมนด์เมนต์ดอตจีโอดอตทีเอช (www.lawamendment.go.th) ของ เว็บไซต์ (Website) กฎหมายไทย ที่ดินเป็นเรื่องของคนทุกคน ๖๐ กว่าล้านคน แต่ท่านทราบ ไหมครับมีผู้เข้าไปชมทั้งหมด ๒๓๓ คน ไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น ผมค่อนข้างประหลาดใจว่า กฎหมายที่ท่านบอกว่าเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องแผนปฏิรูปประเทศ ไม่มีผู้แสดง ความคิดเห็นนะครับท่านประธาน จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยไม่ว่ากันเลย ท่านจะเกณฑ์คน มาแสดงความคิดเห็นผมยังไม่ว่าเลยครับ แต่กฎหมายฉบับนี้มาโดยไม่มีผู้แสดงความคิดเห็น ในเว็บไซต์ (Website) ที่เปิดรับฟังความคิดเห็น ท่านถอนดีไหมครับ เปิดเวลาขยายเพิ่มเติมใด ๆ ต่าง ๆ ให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น เห็นด้วยทั้งหมดยังไม่เป็นไรเลย แต่นี่ไม่มี แล้วจะบอกว่า นี่คือกฎหมายที่พูดถึงการปฏิรูปได้อย่างไร ผมคิดว่าผู้ชี้แจงต้องให้ข้อมูลตรงนี้ครับ
ข้อสังเกตประการที่ ๓ เรื่องการจัดตั้งหน่วยงานภายในสำนักงานใหม่ ผมคิดว่าท่านมีกระบวนการเตรียมการไว้แล้วนะครับ ต้องขอบพระคุณทางเจ้าหน้าที่สภา เตรียมข้อมูลให้ดีมากครับ มีกรณีของสำนักงานผู้อำนวยการ มีกองกฎหมายที่ดิน มีกองที่ดิน ของรัฐ มีกองยุทธศาสตร์ มีศูนย์สารสนเทศ ซึ่งผมเข้าใจว่าท่านจะมารับผิดชอบดำเนินการ ในประเด็นเรื่องของวันแมป (One Map) แต่ผมอยากจะขอคำชี้แจงที่ชัดเจนไปในอนาคตว่า ตกลงเมื่อท่านยุบรวมกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ คำนี้เลยที่ท่านใช้มาในอดีต แก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ โจทย์ผิดมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว คำนี้เป็นคำตีตรา เป็นคำที่มองว่าประชาชนเป็นผู้บุกรุก อย่างนี้ภาคประชาชนเขาตั้งกองบ้าง ได้ไหมครับ เป็นกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐที่บุกรุกที่ดินของประชาชน ท่านให้ คำมั่นสัญญาได้ไหมว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่าน มีการยกเป็นหน่วยงานย่อยภายในสำนักงาน คทช. ของท่าน จะต้องไม่มีกองที่เกี่ยวข้องหรือพูดถึงการบุกรุกที่ดินของรัฐอีก เพราะนั่นไม่ใช่ สิ่งที่เกิดขึ้นจริง แล้วหลายครั้งเราต้องเรียนรู้และยอมรับกันว่ากฎหมายและนโยบายของรัฐ ต่างหากที่ไปบุกรุกที่ดินของพี่น้องประชาชน นั่นเป็นข้อสังเกตประการที่ ๓
ข้อสังเกตประการที่ ๔ ในเรื่องอัตราเจ้าหน้าที่และการปฏิบัติงาน ท่านไม่ได้ พูดถึงการตั้งหน่วยงานใหม่อย่างเดียว ท่านพูดในเชิงรายละเอียดว่าหน่วยงานใหม่ของท่าน จะไม่มีการเพิ่มอัตราเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการเพิ่มข้าราชการ ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของพี่น้องประชาชน ในประเทศไทย ผมก็ไปดูรายละเอียดว่า ณ ขณะนี้สำนักงาน คทช. มีเจ้าหน้าที่อยู่ทั้งหมดเท่าไร ท่านบอกว่ามีเพียง ๓๕ คน ท่านมีอัตราที่ต้องการทั้งสิ้น ๑๐๐ คน พูดกันภาษาบ้าน ๆ คือยังขาดอยู่ทั้งหมด ๖๕ คน ตกลง ๖๕ คนนี้จะเป็นการโอนย้าย โอนถ่ายมา หรือจะต้องเป็น การจัดจ้าง หรือเพิ่มอัตราข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ใหม่ครับ นี่เป็นคำตอบที่ผมคิดว่า สภาแห่งนี้ต้องรู้ ไม่พูดถึงงบประมาณ ท่านตั้งงบประมาณปีนี้ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ปีถัดไป ก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ๕ ปีรวมทั้งหมด ๖๐๐ ล้านบาท ซึ่งอันนี้ผมไม่ติดใจเท่าไร แต่อย่างไรก็ตาม พวกผมและพรรคก้าวไกลตระหนักดีว่าการกระจายการถือครองที่ดินถือเป็นหัวใจหนึ่งของ การปฏิรูปความเสมอภาคและความเท่าเทียมในประเทศนี้ ถือเป็นหัวใจหนึ่งของความเป็นอยู่ที่ดี ของพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ แต่หากกฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่พูดถึง การตอบโจทย์ที่บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ดินที่แท้จริง แล้วคำตอบวันนี้ไม่ใช่ พรรคก้าวไกลเองก็คงต้องทบทวนดูว่าเราจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ขอบคุณครับท่านประธาน