ถวิลวดี บุรีกุล ขอขอบคุณอดีตกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานที่นำเสนอสิ่งที่สำคัญและยกย่องบทบาทของประชาชนในปฏิรูปพลังงาน เธอเรียกร้องการจัดประชาพิจารณ์ที่แท้จริงและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการพลังงานของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และการมีส่วนร่วมในการจัดการพลังงานอย่างแท้จริง เธอยังเสนอแนะให้เปลี่ยนมุมมองจาก "ฉันหรือเธอ" เป็น "เรา" เพื่อสร้างความไว้วางใจและจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันต้องขอขอบคุณท่านอดีต สปช. กรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ที่ได้ทําเอกสารมานําเสนอพวกเรา แล้วก็ได้นําเสนอสิ่งที่สําคัญที่สุดที่ดิฉันต้องยกย่องท่าน คือท่านเอาบทบาทของประชาชนเป็นอันดับหนึ่งในการปฏิรูป ดิฉันอยากจะตั้งข้อสังเกต เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ท่าน สปท. ท่านอื่นได้อภิปรายไปแล้ว คือเรื่องของธรรมาภิบาล ในการจัดการพลังงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งสิ้น
เรื่องแรก คือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนในเรื่องพลังงาน ต้องมีความจําเป็น มีความจําเป็นเป็นอย่างมาก ทําอย่างไรประชาชนถึงจะได้รับข้อมูล ที่ตรงกัน แล้วก็นอกจากนี้ข้อมูลนั้นต้องถูกต้อง เที่ยงตรง ทันการณ์ พอเพียง เข้าใจได้ง่าย และเป็นข้อมูลที่ได้รับก่อนที่จะมีการตัดสินใจ เพราะเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นเพราะอาการแดด ซินโดรม (DAD Syndrome) ตัวดี (D) ตัวแรก คือผู้มีอํานาจ ได้ตัดสินใจไปแล้ว ถึงจะแอนเนาซ์ (Announce) ตัวเอ (A) นะคะ คือให้ข้อมูลกับประชาชน เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนก็เกิดความหวาดกลัว เพราะสิ่งหนึ่งที่ประชาชนแทบจะไม่มีเลย ก็คือความเชื่อมั่นในองค์กร หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เกิดการใช้รูปแบบของการมีส่วนร่วมที่ไม่ได้ทํากันทั่วไป ก็เป็นที่มาของดี (D) ตัวสุดท้าย คือดีเฟนด์ (Defend) โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีความจําเป็นที่จะต้องใช้ขนาดนั้นขนาดนี้ เพราะเศรษฐกิจต้องพัฒนา เมื่อเป็นเช่นนี้ความขัดแย้งก็เกิดขึ้น ทั้งหมดทั้งปวงนี้มันมาจาก การขาดธรรมาภิบาลตั้งแต่เริ่มแรก คือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร คือแอกเซส ทู อินฟอร์เมชัน (Access to information) ส่วนข้อที่ ๒ คือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและการเข้าถึง การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งบอกว่าได้จัดประชาพิจารณ์แล้ว แต่ประชาพิจารณ์นั้น ไม่ได้จัดหลังจากตัดสินใจไปแล้วมันก็เกิดปัญหาทั้งสิ้น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือการจัดนี่เรียกว่าสักแต่จัด เขาเรียกว่าใช้เวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง วิทยากร มาพูดแต่ส่วนดี ให้ข้อมูลแต่ส่วนดี ข้อมูลส่วนเสียนั้นพูดน้อยมาก แล้วประชาชนอีก ๓ คน ก็มาคือผู้สนับสนุน ครึ่งชั่วโมงพูดเสร็จก็จบไปแล้วบอกว่าเป็นความชอบธรรมว่าประชาชนที่นี่ เห็นด้วยกับโครงการ เมื่อเป็นเช่นนี้พวกที่ไม่ได้เข้ามาก็ไม่พอใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ความขัดแย้งก็เกิด โครงการก็เกิดไม่ได้หรอกนะคะ ดิฉันคิดว่าหลายเรื่องก็เป็นด้วยเหตุเช่นนี้ เพราะว่าการเข้าถึง การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงการตัดสินใจมันเกิดขึ้นไม่ได้ บางครั้งการตัดสินใจเป็นของ ผู้ปกครอง ผู้มีอํานาจ แต่ว่าเสียงของประชาชนต้องได้ยิน ได้ยินแล้วต้องตอบสนองนะคะ คือการจัดนี่จัดได้จัดเพื่อรับฟัง แต่รับฟังแล้วจะการันตี (Guarantee) ได้อย่างไรว่าได้ยิน เพราะฉะนั้นความเชื่อมั่นมันเกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อไม่เชื่อมั่นความรู้สึกว่าจะเสี่ยงจะเกิดขึ้นอย่างมาก ความเสี่ยงมันจะเพิ่มขึ้นตามความเชื่อมั่นที่ลดลง แล้วสุดท้ายก็คือการเข้าถึงความยุติธรรม แอกเซส ทู จัสทิซ (Access to justice) มันต้องเกิด เมื่อเกิดผลกระทบกับผู้มีส่วนได้เสียแล้ว ความยุติธรรมมันต้องเกิด เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลศาลทําอย่างไรก็ต้องทําตามศาลนะคะ เช่นศาล สั่งว่าต้องไปฟื้นฟูพื้นที่ภายในกี่วัน ๆ ท่านต้องรีบไปฟื้นฟู เพราะถ้าท่านไม่ฟื้นฟูแต่ว่า ยังมาจัดงานเอาดาราไปเฉลิมฉลองกันมันยิ่งสร้างความไม่เชื่อมั่นให้กับประชาชน ความรู้สึกว่า เสี่ยงมากขึ้นท่านจะทําโครงการอะไรมันก็ยิ่งยากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาลพลังงานจึงเกิดขึ้นได้ยากมากสําหรับสังคมบ้านเรานะคะ นอกจากนี้การมีส่วนร่วม ของประชาชนท่านบอกว่าอยากจะให้ประชาชนมีบทบาท ให้เข้ามาเป็นกรรมการในเรื่องของ พลังงาน ดิฉันต้องถามว่าคนที่เข้ามาเป็นกรรมการในภาคของประชาชนนั้นมีลักษณะอย่างไร เป็นตัวแทนของประชาชนมากน้อยแค่ไหน แล้วได้ฟังเสียงของประชาชนมากน้อยแค่ไหน ตรงนี้ก็ยังเควสชัน (Question) กันอยู่นะคะ
แล้วนอกจากนี้ในเรื่องของกรรมการกองทุนรอบโรงไฟฟ้า เขาบอกว่า ผู้มีส่วนได้เสียต้องได้รับผลประโยชน์เพราะว่ากองทุนรอบโรงไฟฟ้าก็ตั้งขึ้นไว้เพื่อการนี้ เพื่อเยียวยาทั้งหลาย แต่ปรากฏว่าการใช้จ่ายจริง ๆ ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบก็ยังเดือดร้อนอีกต่อไป แต่ผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบหรืออยู่นอกพื้นที่ที่ได้รับ ผลกระทบกลับได้รับผลพวงจากตรงนั้น เพราะว่าด้วยกลไกของคณะกรรมการมันไม่เอื้อให้ ผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริงได้เข้ามาสู่กระบวนการนั้น ส่งข้อเสนอเขาไปก็ไม่ได้รับการพิจารณา นั่นเป็นปัญหาอีกเรื่องหนึ่ง นอกจากนี้การรับผลประโยชน์ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ มีความสําคัญอย่างมากในการจัดการพลังงานของประเทศไทย บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกลุ่มใด กลุ่มหนึ่ง หรือบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือรัฐวิสาหกิจใดรัฐวิสาหกิจหนึ่ง จะร่ํารวยบนต้นทุน ของชาวบ้านแต่เพียงลําพังคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของหุ้นส่วนการจัดการพลังงาน จึงต้องเกิดขึ้น หุ้นส่วนในการรับผลประโยชน์ร่วมกัน ทุกครั้งที่โรงไฟฟ้าเดินเครื่อง ทุกครั้ง ที่เครื่องจักรเดินเครื่อง ผลประโยชน์ส่วนหนึ่งตกอยู่กับสังคม เขาบอกว่าก็ตกอยู่กับภาษี ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ากองทุนพลังงานแล้วอย่างไร แต่มันไม่เพียงพอนะคะ เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นเขามีความหวาดกลัวและได้รับความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น ๆ เพราะฉะนั้นจะมีมาตรการอย่างไร เรื่องของการเจรจา เรื่องของประชาเสวนาหาทางออก ก่อนที่จะเริ่มโครงการนั้นจึงมีความสําคัญ คือไม่ใช่สักแต่จัดประชาพิจารณ์ แต่จริง ๆ แล้ว มันมีเหนือกว่านั้นคือเรื่องของการทําเดลิเบอเรทีฟฟอรัม (Deliberative Forum) ซึ่งเป็น เรื่องของการจัดการพลังงานร่วมกัน เพราะที่ผ่านมาเรามักจะตั้งโจทย์ผิด เรามักจะตั้งโจทย์ ว่าสร้างหรือไม่สร้าง ทําหรือไม่ทํา แต่จริง ๆ แล้วโจทย์ที่แท้จริงควรจะเป็นว่าเราจะร่วมกัน จัดการพลังงานอย่างไร เราจะมีส่วนร่วมในการหาพลังงานมาใช้อย่างพอเพียงได้อย่างไร แล้วมีทางเลือกอะไรบ้าง ทางเลือกที่ ๑ ทางเลือกที่ ๒ ทางเลือกที่ ๓ แล้วแต่ละทางเลือกนั้น มันมีโปร (Pro) มีคอน (Con) อย่างไร มีข้อดี ข้อด้อยอะไร แล้วถ้าเราจะเลือกทางเลือกที่ ๑ นั้น เราจะต้องแลกมาด้วยอะไร เราจะต้องทําอย่างไรเพื่อให้ได้ทางเลือกนี้ขึ้นมา แล้วในที่สุด ความเข้าใจ ความรู้ในเรื่องเหล่านี้ก็จะต้องเผยแพร่สู่ประชาชน แล้วก็มีกระบวนการเสวนา กระบวนการให้ความรู้เกิดขึ้น เช่นถ้าอยากจะได้พลังงานราคาถูกท่านจะต้องแลกได้ด้วย ความเสี่ยงของตัวท่านอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาตัดสินใจว่าเราจะเอาอะไร แล้วสิ่งหนึ่งที่สุดท้ายบางทีมีหลายทางเลือกที่เขาจะเลือก ทางหนึ่งที่เขาอาจจะเลือก คือเรื่องของการประหยัดพลังงาน ซึ่งเรื่องของการประหยัดพลังงานมันหายไปแล้ว จากการรณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรงนี้ เริ่มตั้งแต่ภาครัฐก็ขาดการมีส่วนร่วมในการรณรงค์ ให้ประหยัดพลังงาน พวกเราแม้กระทั่งนั่งอยู่ในห้องนี้ดิฉันยังหนาวต้องพันผ้าพันคอทั้ง ๆ ที่เรา ไม่มีความจําเป็นเลย เราอาจจะเพิ่มอุณหภูมิแล้วก็แต่งกายให้น้อยลง หมายถึงว่าไม่ต้องสวม สูท (Suit) หรือว่าใส่เสื้อผ้าที่สุภาพแต่ว่าเราประหยัดพลังงานร่วมกันก็ได้ การก่อสร้างต่าง ๆ อาคารต่าง ๆ ของสถานที่ราชการของราชการก็อาจจะต้องคิดถึง เรื่องเหล่านี้เป็นต้นนะคะ นอกจากนี้การมีส่วนร่วมในการผลิตกระแสไฟฟ้า ดิฉันพูดถึงเรื่อง โซลาร์เอเนอร์จี (Solar energy) ต่อจากท่านอาจารย์ดุสิตสักเล็กน้อยนะคะ กระบวนการ ที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมนั้นเป็นเรื่องที่ดีมากแล้วดิฉันก็เห็นด้วยกับการรณรงค์เรื่องของ พลังงานทางเลือกตรงนี้ แต่ว่ามันยุ่งยากมากเหมือนกับไม่จริงใจ ไม่ตั้งใจ ไม่อยากจะให้ ประชาชนมีส่วนร่วม เพราะในเรื่องการไปวางบิล (Bill) การมาตรวจดูว่าได้ผลิตไฟฟ้าเท่าไร ต้องไปวางบิล (Bill) คนแก่ต้องนั่งแท็กซี่ไปก็เสียหลายร้อยบาท วางบิล (Bill) เสร็จก็ต้องรอ เขาบอกว่าให้ไปเอาเช็คได้ ใช้เวลาก็ต้องนั่งแท็กซี่ไปอีก ตอนนี้อาจารย์ดุสิตบอกว่าเขามีใส่ใน ออนไลน์ (Online) ให้แล้วนะคะ แต่ก็ยังไม่สะดวก ยังไม่ครอบคลุม ต้องมีกลไกอีกแต่กว่าจะได้ โซลาร์รูฟ (Solar roof) ตรงนี้ขึ้นมานะคะ ดิฉันต้องใช้กระบวนการมากมาย ต้องไปถาม ต้องทําหนังสือไปถามคนนั้นคนนี้ว่าทําไมถึงไม่ได้สักที คือเนื่องจากว่าดิฉันเข้าโครงการ ดิฉันเป็นประเภทพวกอยากจะใช้เทคโนโลยีนะคะ แต่สุดท้ายดิฉันก็มานั่งช้ําใจว่ากลไกของรัฐ ไม่เอื้อกับประชาชนที่อยากจะมีส่วนร่วมในการประหยัดพลังงานหรือผลิตพลังงานขึ้นมาเองเลย
นอกจากนี้อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของการช่วยกันประหยัดพลังงานเรื่องขนส่งมวลชน ดิฉันยังไม่เห็นความตั้งใจจริงของภาครัฐที่จะสร้างขนส่งมวลชนให้ประชาชนทั่วประเทศไทย หันมาใช้การขนส่งมวลชนแบบนี้ คือในบางวันเราอาจจะไม่ต้องใช้รถของเราเลยก็ได้ อะไรอย่างนี้นะคะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ที่ศูนย์ราชการถ้ามีขนส่งมวลชนที่เหมาะสม รถก็คงจะไม่ติด ที่ถนนแจ้งวัฒนะเป็นต้น การใช้พลังงานก็จะลดลงอย่างนี้เป็นต้น
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของนิติธรรมด้านพลังงาน ดิฉันคิดว่า รูล ออฟ ลอว์ (Rule of law) ต้องเอามาใช้ในเรื่องพลังงานให้มาก ๆ เราคงจะไม่ต้องมานั่ง อธิบายเรื่องรูล ออฟ ลอว์ใน (Rule of law) ตรงนี้ เพราะพวกเราก็มีความรู้ในเรื่องนี้มาก กันอยู่แล้วเรื่องของการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎหมายไหนที่มันไม่เอื้อ ดิฉันคิดว่า คงจะต้องเอามาปฏิบัติ แล้วก็หลายเรื่องอยู่ที่ศาลปกครองนะคะ เรื่องของข้อพิพาทระหว่าง รัฐกับประชาชน หรือแม้กระทั่งหลายเรื่องก็เป็นเรื่องที่ขึ้นศาล เรื่องของคดีหมิ่นประมาท เรื่องโน่นเรื่องนี่ แต่มันเกี่ยวข้องกับกิจการพลังงาน เป็นต้น ดิฉันมีประสบการณ์ในการเป็นพยาน ในศาลในเรื่องของคดีเกี่ยวกับพลังงานทั้งหลายนี่ละค่ะ ก็รู้สึกว่ามันเกิดขึ้นเพราะอาการ แดดซินโดรม (DAD Syndrome) ทั้งสิ้น ถ้าไม่มีอาการแดด ซินโดรม (DAD Syndrome) ดิฉันคิดว่าประชาชนเขาไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไรหรอกนะคะ ก็คือให้เขามีส่วนร่วม ตั้งแต่เริ่มแรก เขาก็คงอยากจะมีผลประโยชน์บ้างจากการร่ํารวยของคนอื่นที่ต้องเอา ความเสี่ยงของชีวิตของเขามาเกี่ยวข้องนะคะ เพราะฉะนั้นเราคงต้องมองกัน ด้วยความเข้าใจ พูดกันด้วยความเข้าใจ ต้องมีอัตตานัง อุปมัง กเรกันเยอะ ๆ ก็คือการเอาใจเขา มาใส่ใจเรา ท่านก็คงไม่มีใครอยากจะให้โรงงานอะไรมาตั้งอยู่ใกล้บ้าน เพราะฉะนั้นก็เป็น เช่นเดียวกัน เราคิดถึงเอาใจของเขามาใส่ใจเราปุ๊บเราจะรู้เลยว่าทําไมเขาถึงต้องออกมาคัดค้าน แต่ว่าด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงคิดร่วมกันตั้งแต่แรก แล้วก็มีมาตรการชดเชย เยียวยาแล้วคุยกัน แล้วความเป็นธรรมมันไม่ใช่สั่งว่าจะต้องเท่านี้เท่านั้น ความเป็นธรรม ในที่นี้มันหมายถึงแฟร์เนส (Fairness) จัสทิซ (Justice) มันคือแฟร์เนส (Fairness) แฟร์เนส (Fairness) จะเกิดขึ้นได้ ก็คือความพอใจความรู้สึกว่าเป็นสุข สิ่งที่เขาได้รับนั้นมันเป็นสุขแล้ว เพราะฉะนั้นดีกว่าไหมที่เราจะมาเดินหน้าไปด้วยกันแล้วก็อย่ามองประชาชนเป็นศัตรู มองประชาชนเป็นหุ้นส่วนพลังงานที่จะผลิตแล้วก็จัดการพลังงานไปด้วยกัน แล้วสร้างทรัสต์ (Trust) เพื่อให้ประชาชนยอมรับการตัดสินใจของรัฐอย่างเต็มภาคภูมิแทนที่จะชี้นิ้ว เราใช้วิธี ชี้นิ้วไปเยอะแล้วเป็นเพราะพวกเธอ เป็นเพราะพวกเอ็นจีโอ (NGO) เป็นเพราะพวก ภาคประชาสังคม เป็นเพราะนักวิชาการ ทางโน้นก็บอกว่าเป็นเพราะพวกนายทุน เป็นเพราะ อย่างโน้นอย่างนี้ ดิฉันคิดว่าเราเปลี่ยนใหม่นะคะ เพราะทุกครั้งที่เราชี้นิ้วไปที่คนอื่น ๓ นิ้ว มันชี้เข้าหาตัวเอง เราเปลี่ยนจากฉันหรือเธอเป็นวี (We) ดีไหมที่จะช่วยกัน เพราะมิฉะนั้น ดิฉันคิดว่าความขัดแย้งที่เกิดจากการจัดการพลังงานของประเทศไทยก็ไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันนี้ ไม่ได้สิ้นสุดเพียงการทํางานของ สปท. ในอนาคต แต่มันจะเกิดขึ้นถ้าเราไม่ช่วยกันคิดร่วมกัน แล้วก็จัดการพลังงานไปด้วยกันแบบยั่งยืน ขอบพระคุณค่ะ