สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๙ · ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๗

จิรวัฒน์ เวียงด้าน หารือเรื่องปัญหาของภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย โดยระบุว่าภาคเกษตรกรรมเป็นปัญหาสำคัญของประเทศและให้ข้อเสนอแนะหลายประการในการทำให้ภาคเกษตรกรรมเข้มแข็ง เช่น พัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตร องค์ความรู้ และการเกษตร รวมถึงการพัฒนาเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรให้เข้มแข็ง และเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาให้ตัวแทนเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรเข้าร่วมการเจรจาการค้าต่างประเทศ นอกจากนี้ยังแนะนำแนวคิด "เมืองกรีน ทาวน์" ที่มีระบบการเกษตร ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ปลอดสารพิษ ใช้พลังงานทดแทน และเป็นเมืองการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์

นายจิรวัฒน์ เวียงด้าน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรวัฒน์ เวียงด้าน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลำดับที่ ๔๒ จากนครพนมครับ ก่อนอื่นต้องขออนุญาต พูดถึงประเทศเราก่อนนิดหนึ่งว่าเราเองเรายังไม่เคย มันติดปัญหาภาคเกษตรที่เรามีปัญหา ทุกวันนี้ เนื่องจากว่าเราเองไม่ยอมรับตัวเราเองว่าเราเป็นประเทศเกษตรกรรม ที่ผ่านมา เราพยายามพัฒนาประเทศไทยเราให้เป็นเสือเป็นสิงห์อะไรไป ที่ผ่านมาเราก็ละเลยในเรื่อง ความเป็นจริงที่ว่าเราคือประเทศเกษตรกรรม เราก็พยายามที่จะไปให้เป็นนิกส์ (NICs) เป็นอะไรจนเราละเลยปัญหาเกษตร มันเลยเกิดความสะสมและหมักหมมมา แต่สุดท้าย เราเองเราก็มารู้ว่าปัญหาส่วนใหญ่ของประเทศเราก็คือภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นคนส่วนมาก ของประเทศ เราเองก็เลยไม่ได้มีการบริหารจัดการภาคเกษตรมาเป็นรูปแบบ ที่ผ่านมา ภาคเกษตรกลายมาเป็นเครื่องมือทางด้านการเมืองในการที่จะเอามาทำในเรื่องของ ประชานิยม แล้วก็สุดท้ายเราเองเราก็มารู้ว่า เงินทุกอย่างที่เราหามาในประเทศนี้ก็ไปซัพพอร์ท (Support) ในเรื่องของสินค้าเกษตร แล้ววันนี้เราก็ถือว่าเป็นโชคดีของประเทศไทยที่เรามีการปฏิรูปประเทศ ทีนี้ผมเองผมก็สนใจ ที่จะอภิปรายในส่วนขององค์ประกอบทางด้านภาคเกษตรเป็นหลัก ก็คือว่ามันมีองค์ประกอบ อยู่แค่ ๔-๕ ตัวที่จะทำให้ภาคเกษตรเราเข้มแข็งก็คือว่า ๑. ในเรื่องของปริมาณการผลิตก็คือ ดีมานด์ (Demand) ซัพพลาย (Supply) เราเองเราปล่อยให้มีการปลูกพืชโดยที่เราเองไม่ได้ มีการควบคุม เราส่งเสริมได้ตามที่เรา คือเราไม่ได้มีการทำทะเบียนในเรื่องของการปลูกพืช แต่ละชนิดต่าง ๆ ที่ผ่านมา พอเกิดปัญหาทีหนึ่งเราก็ไม่แก้ไขปัญหาโดยการที่เราเอาเงิน เข้าไปซับซิไดซ์ (Subsidize) หรือจะไปแก้ปัญหา มันเป็นการลูบหน้าปะจมูก เราไม่ได้มีการ วางแผนในระยะยาว ตรงนี้มันจะทำให้เกิดปัญหาเขาเรียกว่า จัดโซนนิ่ง (Zoning) สินค้าการเกษตรว่าชนิดไหนควรจะปลูกปริมาณเท่าไร ปลูกอย่างไร เพื่อให้ได้ผลผลิต ที่มีคุณภาพนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าผลผลิตหรือว่าปริมาณการผลิตและผลผลิตของสินค้า เราเอง เราก็ทราบดีว่าภาคแต่ละภาค พื้นดินแต่ละพื้นดินมันมีความเหมาะสมในการที่จะ ปลูกพืชชนิดไหน อย่างไร แต่ทุกวันนี้นักวิชาการทางด้านการเกษตรก็พยายามที่จะส่งเสริม ให้ประชากรเราปลูกพืชแข่งกันโดยที่ไม่ได้มีการวางแผนโซนนิ่งในเรื่องของการปลูกพืช มันก็เลยทำให้สินค้าออกมาล้นตลาดโดยที่เราไม่ได้ควบคุมกันเลย

ประการที่ ๓ ก็คือว่าในเรื่องของราคา วันนี้เกษตรกรเราไม่ได้มีอำนาจต่อรอง ในการที่จะขายสินค้า เนื่องจากเรามีพ่อค้าคนกลาง เราเองเราต้องให้ความสำคัญในเรื่องของ การขายสินค้าก็คือเราต้องพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตร เราเองเราต้องมาพัฒนา ในเรื่องขององค์ความรู้แล้วก็ในเรื่องของการต่อยอดทางด้านการเกษตรโดยการพัฒนา สหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน คือเราพัฒนาให้เขาเข้มแข็งโดยที่อาจจะถึงขนาดที่เขาสามารถ ที่จะส่งออกเองได้ เมื่อเรายอมรับว่าประเทศเราเป็นประเทศเกษตรกรรม อย่างนั้นถ้าเรา พัฒนาอย่างนี้แล้ว เราก็จะฝากว่าในกรณีที่รัฐบาลไปเจรจาการค้าต่างประเทศ จะมีสักครั้งไหมที่เราอยากจะให้ตัวแทนเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรติดสอยห้อยตาม ไปด้วย เพื่อให้เขาได้ไปเห็นตลาดเพื่อที่เขาจะส่งออกได้ แต่ที่ผ่านมาไม่ใช่ ทุกครั้ง ที่มีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลไหนไปก็จะมีแต่นายทุนเท่านั้นที่ออกไป เพราะฉะนั้นภาคเกษตรหรือสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชนเราก็เป็นแค่กลไกหนึ่ง ทางด้านการแก้ไขปัญหา เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งเท่านั้น ทั้งที่ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะว่าถ้าเราสามารถที่จะทำให้องค์กรเกษตรเข้มแข็งได้ เราต้องเข้าใจว่าแรงงาน ในภาคเกษตรเราประมาณ ๔๐-๕๐ ล้านคนมันต่อยอดได้ ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณสัก เดือนที่แล้วท่านประธานทีดีอาร์ไอ (TDRI) ท่านก็เคยได้ไปบรรยายเรื่องนี้แล้วบอกว่า ในอนาคตเกษตรสมัยใหม่จะเป็นธุรกิจที่ช่วยเหลือประเทศไทยเราได้มากที่สุด มากกว่าอุตสาหกรรมที่เป็นอุตสาหกรรมหนักตรงนี้นะครับ

แล้วอีกประการหนึ่งในเรื่องของการกำหนดราคาซื้อขาย เราเองเรามีแต่ การกำหนดราคาซื้อจากเกษตรกร แต่เราไม่ได้ไปตามดูว่าสินค้าเกษตรเวลาเอามาแปรรูป หรือเอามาแปรเป็นสินค้าแล้วขายออกไปนี่ราคาเราไม่ได้ไปตามกำหนดตรงนั้น จะสังเกตว่า อย่างประเทศทุกวันนี้เราไปดูว่าราคาข้าวเปลือกประมาณสัก ๗,๐๐๐ บาทต่อตัน ถ้าท่านไป ดูในตลาดนะครับ ข้าวสารนี่ผมว่า ณ ตอนนี้น่าจะประมาณสัก ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ บาท ดังนั้นเราจึงเห็นว่าการควบคุมราคาซื้อกับราคาขายก็ควรจะให้มันแมช (Match) กันด้วย แม้แต่ยางพาราวันนี้ราคายางพาราตกลงมาหลายปี แต่เราไม่เคยเห็นราคายางรถยนต์ ตกลงมาเลย เรารู้สึกว่าเวลามันแปรรูปออกมาแล้วเราจะเห็นว่ามูลค่าในการแปรรูปหรือว่า คอสต์ของเขาในการที่จะแปรรูปมันจะเพิ่มขึ้นมาเท่าไร เราต้องเข้าใจว่าเวลาสินค้าเกษตร เวลาแปรรูปเสร็จแล้วจะเอามาขาย ถ้าเป็นคนชั้นล่างใช้ไปในการบริโภค ดังนั้นถ้าราคา สินค้าเกษตรเมื่อแปรรูปถ้าราคาสูงขึ้นมันจะทำให้ค่าครองชีพเราสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าเราสามารถ ควบคุมราคาซื้อกับราคาขายให้มันแมชกันได้มันจะทำให้ช่วยเหลือเรื่องค่าครองชีพของคน ส่วนใหญ่ในประเทศได้ดีด้วย

อีกประเด็นหนึ่ง เนื่องจากว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้รวมในหลายเรื่อง เข้าด้วยกัน มีทั้งภาคการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม แล้วก็ในเรื่องของการพาณิชย์ ผมอยากจะ เห็นสักครั้งหนึ่งเป็นเมือง ๆ หนึ่งที่ประเทศไทยเราควรจะทำตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของท่านในหลวงก็คือว่า เรากำหนดสักโซนนิ่งหนึ่ง หรืออาจจะเป็นเมืองสักเมืองหนึ่ง เป็นเมืองเกษตรกรรม แล้วก็ผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่ปลอดสารพิษ เขาเรียกว่า เป็นกรีน ทาวน์ (Green town) ในเมือง และใช้พลังงานทดแทนจากสินค้าการเกษตร แล้วทำเป็นเมืองการท่องเที่ยว ส่งเสริมเรื่องการท่องเที่ยวเป็นลักษณะของโฮมสเตย์ (Homestay) แล้วเราให้สิทธิพิเศษของนักท่องเที่ยวมาที่นี่ และบริหารจัดการเรื่องระบบ การโลจิสติกส์ในเรื่องของการขนส่ง และทำเป็นสักเมือง ๆ หนึ่ง หรือเป็นภาคละ ๑ เมืองก็ได้ เราอยากจะเห็นตรงนี้ และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วย และมันจะตอบโจทย์ตรงนี้ ได้ด้วยว่าถ้าทำตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของท่านในหลวงมันจะยั่งยืนได้ไหม อันนี้ก็เป็น การพิสูจน์ด้วยครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ