เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการทำงานของสภาให้เหมาะสมกับบทบาทและหน้าที่ของสภา นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดในการลดความซับซ้อนของการบริหารงานและเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสรุปและนำทางความคิดในกระบวนการประชุม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ วันนี้เป็นวันที่เราประชุมโดยมีพระบรมราชโองการเรียบร้อย เรามีประธานจริง ๆ ที่ทำหน้าที่ ถ้าสังเกตดูในช่วงการประชุม ๔ ครั้งที่ผ่านมาเราก็มีปัญหา เรื่องของการจัดบุคคลลงในตำแหน่งต่าง ๆ จัดการกับข้อบังคับการประชุม จัดการกับ กรรมาธิการ ไม่ว่าจะเป็นยกร่างรัฐธรรมนูญหรือว่าจะเป็นกรรมาธิการอื่น ๆ ซึ่งอาจจะได้รับ การวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่มีเนื้อหนังของการปฏิรูป เป็นแต่เพียงกระบวนการขั้นตอน แต่พอวันนี้เราได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งท่านประธานกับรองประธานแล้ว ผมก็เชื่ออย่างท่านประธานว่าเราจะเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วแล้วก็เดินหน้าอย่างเต็มที่ อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าผมมองว่าสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นเป็นสภาทางวิชาการ เพราะเหตุว่าหน้าที่ของเรามีหน้าที่ในการเสนอแนะให้คำปรึกษากับองค์กรสำคัญ ๔ องค์กร ก็คือคณะรัฐมนตรี สนช. กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ คสช. แต่บังเอิญหรือว่าจะเป็น ความผิดพลาดผมไม่ทราบ เรามาเรียกว่าเป็นสภา แล้วก็มาใช้ห้องประชุมสภา ที่เราเคยเห็น คนที่อยู่ในสภาแห่งนี้เขาทำงานกันอย่างไรก็เลยเป็นวัฒนธรรมองค์กรหรือเป็นวัฒนธรรม ที่เราเห็นเป็นแบบอย่าง ยิ่งมาเจอสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็น ผู้อำนวยการประชุม ทุกคนก็เลยมองว่ามันเป็นการประชุมคล้าย ๆ กับสภาผู้แทนราษฎร แต่จริง ๆ แล้วนั่นนะครับ แล้วถ้าหากว่าถ้าท่านดูเรามีทีวี วิทยุถ่ายทอดด้วย วิญญาณทางการเมืองมันก็เข้า ผมก็คิดว่ามันก็จะมีปัญหาถ้าหากว่าเราจะเดินกันอย่างนี้ต่อไป เรื่อย ๆ
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้าเรามาดูว่าสภาการเมืองทำไมเขาต้องทำกัน แบบนั้น ท่านจะเห็นได้ว่าไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา เขามีหน้าที่ตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเขาต้องควบคุมรัฐบาลและในสภานี้มันแบ่งแยกชัดเจนว่า มันเป็นพวกรัฐบาลกับพวกฝ่ายค้านรัฐบาล และตัวประธานเองนี่ก็อยู่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเขาจำเป็นที่จะต้องมีข้อบังคับให้ชัดเจนว่าประธานทำอะไรได้ ประธาน ทำอะไรไม่ได้ ใครทำอะไรได้ ใครทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าเราเป็นสภาวิชาการเราจะไปเอา ข้อบังคับประเภทเข้มงวดอย่างนั้นมันจำเป็นหรือเปล่า หรือเราจะต้องเปิดกว้าง ให้ท่านประธานนี่ได้ใช้ดุลยพินิจที่จะนำพาการประชุมไปสู่เนื้อหนังของการปฏิรูป เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ถ้าเราดูสภาผู้แทนราษฎรเขาจะต้องแบ่งสัดส่วนเพราะเขามี พรรคการเมือง มีฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน เขาจะต้องแบ่งสัดส่วนในกรรมาธิการว่าจะต้องมาจาก พรรคไหนสัดส่วนอย่างไร มาจากภาคไหนสัดส่วนอย่างไร แต่ถามคำถามก็คือว่าเรามี ความจำเป็นต้องทำอย่างนั้นหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นคำถามที่ผมตั้งคำถามนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ในสภาวิชาการหรือที่ประชุมทางวิชาการ เราก็คุ้นต่อการที่เราจะเอา ข้อมูล ข้อเท็จจริง ประสบการณ์ความรู้ของสมาชิกทั้งหลายมาร้อยเรียง มาสังเคราะห์ มาตกตะกอนความคิดแล้วก็หาฉันทามติซึ่งกันและกัน เราคงไม่ต้องโหวตอย่างเคร่งครัดว่า จะต้องโหวตแบบไหน จะกดบัตร จะกดเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือจะยกมือ จะนับกันอย่างไร ขานชื่อเป็นรายบุคคลหรือไม่ ผมว่าอันนั้นในสมัยผมเป็น ส.ว. ก็ต้องทำกันอย่างนั้นครับ เพราะว่ามันมีฝักมีฝ่าย แต่ของเราอาจจะไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้น พอเห็นส่วนใหญ่ จะเป็นอย่างไรมันก็เดินกันต่อไปได้ เพราะฉะนั้นการแสดงความเห็นก็จะต้องแนะนำตัว แต่การแนะนำตัวอาจจะไม่จำเป็นต้องยืดยาวเหมือนท่าน ส.ส. และ ส.ว. เพราะท่านกำลังจะ บอกประชาชนว่าท่านมาจากที่ไหน มาจากพรรคไหน กำลังจะทำอะไรก็เพื่อที่จะบอก ประชาชน
ท่านประธานครับ การประชุมของ ส.ส. และ ส.ว. เขารู้อยู่แล้วว่าที่ประชุม จะเอาอย่างไร ฝ่ายค้านก็มีวิป (Whip) ไว้ลงแส้ ฝ่ายรัฐบาลก็มีวิปไว้ลงแส้ว่าจะให้มีมติ อย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่นั่งอยู่ในนี้เขาพูดกับประชาชนข้างนอก เขาแสดง เพื่อที่จะตรวจสอบ แต่เราไม่มีความจำเป็นอะไรอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นการแนะนำตัว ก็อาจจะแนะนำกันสั้น ๆ เพื่อให้ประหยัดเวลา ท่านประธานครับ การประชุมทางวิชาการ จะเน้นเอกสาร เน้นดูว่ามีใครเขาทำอะไรไว้ก่อนหน้านั้น และถ้าเป็นไปได้เราไม่ต้องมา รังเกียจเดียดฉันท์เราเชิญผู้รู้ที่เขาได้ทำงานเหมือนกับเรามาก่อน อย่างเช่น คณะของอาจารย์ประเวศ วะสี คณะของท่านอานันท์ ปันยารชุน คณะของ พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร คณะของท่านอาจารย์คณิต ณ นคร คณะของท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ และคณะของอาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ที่เขาได้ศึกษาวิเคราะห์ เรื่องต่าง ๆ ของการปฏิรูปไว้ หลังจากที่พวกเราได้ฟังจะทำให้เราเกิดความคิดที่กว้างไกลขึ้น เปิดโลกทัศน์ แล้วจะแบ่งกลุ่มกันไปจะเรียกว่ากรรมาธิการหรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ เราก็ไปทำงาน เพราะฉะนั้นเราจะไม่ต้องแย่งชิงกันว่าใครจะเป็นประธานกรรมาธิการ ใครจะเป็นรองประธาน ใครจะเป็นโฆษก ใครจะเป็นเลขานุการ ใครจะเป็นผู้ช่วยเลขานุการ แต่เราดูว่าประธานคือคนที่จับประเด็นได้ ประธานคือคนที่สรุปได้ นำพาการบริหาร กรรมาธิการหรือกลุ่มย่อยนั้นทำงานได้ ผมว่าตรงนั้นน่าจะเป็นหัวใจ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ ถ้าเราเริ่มต้นกันเสียตั้งแต่วันนี้ที่มีพระบรมราชโองการและเป็นการประชุม ที่เป็นทางการอย่างแท้จริงในวันนี้ ผมคิดว่าท่านประธานจะสามารถนำพาพวกเราไปได้ เพราะฉะนั้นข้อบังคับการประชุมที่วันนี้เราจะพิจารณากันอาจจะไม่จำเป็นต้องไปเยิ่นเย้อ อะไรมากมาย อะไรหลาย ๆ อย่างที่เราไปเลียนแบบข้อบังคับการประชุมของ ส.ส. ส.ว. ผมว่าเราตัดทิ้งได้ก็ตัด ให้ท่านประธานทั้งสามได้ใช้ดุลยพินิจในการนำพา ไม่ต้องมานั่งดูว่า ข้อบังคับกำหนดอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะว่าเราไม่สามารถจะบริหารบุคคลหรือบริหารเงิน เราไม่มีอำนาจ เราเพียงแค่บริหารความคิดแล้วก็เสนอไปยัง ๔ องค์กรและองค์กรอื่น ๆ อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่า เรามีเวลาเพียงแค่ปีถึง ๒ ปี เราไม่ได้มีเวลา ๔ ปีเหมือนกับบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ที่จะต้อง มาเอาจริงเอาจังกับกฎ ข้อบังคับ วันก่อนผมไปประชุมที่อื่น เขาแกล้งถามผมว่า สปช. เขาทำงานกันกี่ปี ผมบอกว่าปีหนึ่งหรือปีเศษคงไม่เกิน ๒ ปี เขาก็บอกนึกว่า ๔ ปี เพราะเห็นว่า เรามานั่งถกเถียงกันเรื่องกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ อะไรต่อมิอะไรเอาจริงเอาจังเหมือน สภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนว่าในตอนท้ายที่ผมเขียนก็พูดถึงว่าถ้าอย่างนั้น เราควรจะเดินหน้าอย่างไรจะไม่เสียเวลาที่จะกราบเรียนในที่นี้ ก็หวังว่าสมาชิกจะได้กรุณา พิจารณาในเอกสารนะครับ ขอบพระคุณครับ