สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๖ ธันวาคม ๒๕๕๗

อมร วาณิชวิวัฒน์ หารือเรื่องความล่าช้าในการดำเนินการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสอบสวนพยานหลักฐาน และเสนอแนวทางที่จะลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินการยุติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปตำรวจ การปฏิบัติตามกฎหมายภาษีเงินได้ การถอนถอดนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี และการชะลอฟ้องและปัญหาการปฏิรูปกฎหมาย โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการสร้างองค์กรที่มีอำนาจในการบังคับกฎหมายและผลกระทบต่อสภาคองเกรส

นายอมร วาณิชวิวัฒน์

กราบขอบพระคุณท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ ผม อมร วาณิชวิวัฒน์ สมาชิก สปช. ด้านการเมืองครับ ขออนุญาตว่าหลายท่านได้กล่าวถึงความล่าช้า ในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม มีหลายเรื่องที่อยากจะนำเรียนว่าวันนี้ในกระบวนการ ยุติธรรมเรื่องหนึ่งที่เห็นได้ชัดแล้วก็เป็นต้นเหตุของความล่าช้า ซึ่งสมาชิกบางท่านก็ได้มี การกล่าวไว้บ้างพอสมควร นั่นก็คือเรื่องของพยานหลักฐานต่าง ๆ วันนี้เวลาเราจับผู้ที่เป็น ผู้ต้องหามาได้นะครับ ก็มีการสอบสวนกันในชั้นตำรวจมาชั้นหนึ่งแล้ว พอมาถึงชั้นอัยการ ก็มีการสอบสวนไต่สวนกันอีก พอไปชั้นศาลมีการกลับคำให้การ แล้วก็ใช้พยานหลักฐาน เดียวกัน มีการเรียกพยาน มีการทวนความแบบเดียวกัน เรื่องตรงนี้ก็เลยมีดำริ กันขึ้นมานะครับ ก็อาจจะมีการพูดคุยกันในชั้นกรรมาธิการมาแล้วบ้างว่า มันเป็นไปได้ หรือไม่ที่เราจะสามารถใช้การอำนวยความยุติธรรม แน่นอนครับ ในเรื่องของหลักการถ่วงดุล การตรวจสอบนี่จำเป็นต้องมี แต่จำเป็นอย่างยิ่งหรือเปล่าที่เราจะต้องทำกระบวนการ เดียวกันซ้ำซ้อนไปซ้ำซ้อนมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากเรามีการสอบสวนพยานแล้ว เมื่อมาถึงในชั้นศาล ก็ถือว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งตัวตุลาการเองแล้วก็อัยการ รวมทั้งตำรวจนี่ก็เอาพยานหลักฐานต่าง ๆ จะคล้าย ๆ กับที่ท่านอาจารย์สังศิตพูดเมื่อสักครู่ นะครับ คือหน่วยงานต่าง ๆ นี่ร่วมกันพิจารณา ร่วมกันเอาพยานหลักฐานต่าง ๆ จะได้ ไม่เสียเวลา

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องของการพิจารณาลับหลังจำเลย เรื่องนี้ถ้าใคร ได้ติดตามการพิจารณาคดีของศาลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนะครับ ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ท่านคงจะทราบว่าในกระบวนการพิจารณานั้น ถ้าหากมีการนำตัวจำเลยเข้าสู่กระบวนการได้แล้ว ภายหลังถ้าจำเลยมีการหลบหนีไป ก็ถือว่า จำเลยได้เข้ามาสู่กระบวนการและใช้สิทธิของตัวเองแล้ว เพราะฉะนั้นการดำเนินการต่อไป ในการพิจารณาคดีลับหลังนั้นสามารถกระทำได้ แต่ถ้าหากยังไม่สามารถจับกุมตัวจำเลย หรือจำเลยยังไม่มา เขาก็จะจำหน่ายคดีค้างเอาไว้ก่อน เรื่องตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่เป็นที่สุด แต่ผมพยายามจะเสนอข้อคิดเพื่อให้ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาว่ามันจะมีความเป็นไปได้ หรือเปล่า

ในอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีบรรดาสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงก่อนหน้านี้นะครับ นั่นก็คือเรื่องของการแยกอำนาจสอบสวนกับอำนาจจับกุม ผมเองในฐานะอนุกรรมการ เรียกว่า อนุกรรมการข้าราชการตำรวจนะครับ ก็อาจจะไม่ได้ทำในเรื่องของอุทธรณ์ร้องทุกข์ อะไร แต่ว่าก็ได้มีการสอบถามปัญหาต่าง ๆ จากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง หลายท่านพยายาม พูดถึงการปัญหาการปฏิรูปตำรวจว่าถ้าทำไม่ได้คราวนี้จะมีปัญหาล้มเหลวนะครับ ก็แล้วแต่จะคิด แต่พวกเราคงจะต้องมาทบทวนกันดูว่าวันนี้ปัญหาของตำรวจมันเกิดจาก องค์กรตำรวจหรือเกิดจากคนที่เข้ามาใช้อำนาจในการควบคุมตำรวจ คือเรามีสมมุติฐาน อยู่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในการเราสร้างกฎเกณฑ์ เราออกแบบวิธีการต่าง ๆ เราทำมามากแล้ว นะครับ รวมไปถึงการพูดคุยกันเรื่องการให้อำนาจท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ นี่ แต่ปัญหาคือ สมมุติฐานเราที่ผ่าน ๆ มา คือเรามองว่านักการเมืองเป็นคนเลว เป็นคนไม่ดี เพราะฉะนั้น เราก็ต้องสร้างเกราะกำบังป้องกันทุกวิถีทาง แม้กระทั่งมีการปฏิรูปแล้วหลายครั้งนี่นะครับ ตัวนายกรัฐมนตรีหรือผู้ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายยังเข้าไปดำรงตำแหน่งเป็นประธาน ก.ตร. อย่างนี้เป็นต้นนะครับ หมายถึงว่าในอดีตที่ผ่านมาเราก็จะเห็นได้ว่ามันไม่ถูกตัดขาดออกจากการเมือง เพราะฉะนั้น ปัญหาการปฏิรูปตำรวจขอให้ช่วยกันทบทวนนะครับ ผมเองไม่ขัดข้องครับ บังเอิญเวลา มีอยู่ประมาณ ๒-๓ นาที ถ้าหากจะเลยไปบ้างต้องกราบขออภัย แต่ว่าในเรื่องของการแยก อำนาจอัยการ อำนาจตำรวจตรงนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าการให้อำนาจสอบสวน ซึ่งผมคิดว่าแม้ว่าจะไม่ได้เขียนชัดเจนว่าเป็นองค์กรใดก็ตาม แต่เข้าใจว่ามองไปที่อัยการ ก็มองว่าในอดีตที่ผ่านมาการเป่าคดี การที่ทำคดีไม่อยู่ในร่องในรอยในกรอบของทำนอง คลองธรรม เกิดขึ้นก็เพราะว่าอำนาจต่าง ๆ อยู่ที่ชั้นตำรวจหมด เพราะฉะนั้นการถ่วงดุล โดยการมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งมาทางตำรวจเขาบอกว่าไม่ขัดข้อง แม้ว่าจะมีเสียงบ่นมา บอกว่าถ้าเอาอำนาจสอบสวนไปแล้วผมเองก็ไม่ต่างกับยามหรือ รปภ. เขาพูดอย่างนั้น แต่ตำรวจก็ยินดี แต่หมายถึงว่าจะต้องเสียสละทั้ง ๒ องค์กร คือองค์กรที่รับไปแล้วก็จะต้องมี หน้างานมากขึ้น แต่เดิมมามีการสั่งให้คนอื่นไปหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมอะไรต่าง ๆ พอตัวเองมาเป็นพนักงานสอบสวนแล้วอย่างอัยการ อัยการจำเป็นที่จะต้องไปดำเนินการ ไปแสวงหาพยานหลักฐานด้วยเหมือนกัน ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับหน่วยงานทั้งสองจะพูดคุยกันว่า จะเป็นอย่างไร แต่ว่าในส่วนของการที่เราคิดว่าจะแยกหรือว่าจะกำหนดไม่ให้ข้าราชการ ในกระบวนการยุติธรรมนั้นไม่ไปดำรงตำแหน่งในรัฐวิสาหกิจ แล้วก็ไปมีบัญญัติซ้ำซ้อน ไปอีกบอกว่า โดยเฉพาะอัยการห้ามเลย ซึ่งจริง ๆ บัญญัติไว้ว่าข้าราชการในกระบวนการ ยุติธรรมก็รวมอัยการอยู่แล้ว แต่ว่าในเรื่องนี้ผมอยากจะให้ข้อคิดให้กับท่านทั้งหลาย ได้ทราบว่า ในเรื่องหนึ่งที่เห็นมาคงไม่ใช่เฉพาะอัยการ ข้าราชการอื่น ๆ ที่เข้ามานั่งอยู่ เป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจนั้นมีมากมาย และที่สำคัญคือปัญหาที่ผ่านมาเป็นเพราะว่า คนที่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษมานั่งอยู่ แต่ถ้าคนที่มีความชำนาญการผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ไม่เสียหาย เพราะเหตุผลก็คือคนเหล่านี้ก็คือคนของรัฐ เขามาปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไปปิดกั้น เราบอกว่าเขาเป็นทนายความหรือเป็นทนายแผ่นดิน เป็นอะไรก็ตาม เรามีมากมายครับ สำนักงบประมาณก็ไปนั่ง องค์กร ก.พ. อะไรก็ไปนั่ง เวลา ผมไปเป็นอนุกรรมการข้าราชการตำรวจ ก็มีคนจาก ก.พ. มานั่ง เพราะฉะนั้นผลประโยชน์ ทับซ้อนอย่างไรมันอยู่ที่ตัวบุคคล

สิ่งหนึ่งอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะนำกราบเรียนแล้วก็อาจจะขอเลยเวลาไม่มาก นะครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง เพราะว่ามีเรื่องที่สำคัญอยากจะนำกราบเรียนก็คือ เรื่องของ กฎหมายที่หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบ เราเคารพสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลครับ แต่ว่าวันนี้ หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าในประมวลรัษฎากร ยกตัวอย่างแบบแสดงภาษีเงินได้ ส่วนบุคคล ๙๐ ๙๑ ที่เราใช้กันอยู่นะครับ ปรากฏว่าก็มีกฎหมายเขียนเอาไว้ว่าห้ามเปิดเผย ผมกราบเรียนทุกท่านว่า ประเทศนี้เราไม่อยากทราบหรอกว่าใครรวยที่สุดในประเทศไทย แต่เราต้องการทราบว่าใครเสียภาษีมากที่สุดในประเทศไทย แล้วก็คนรวยเหล่านั้นที่มีชื่อติด อันดับ ๕๐ ของโลก ของเอเชียของอะไร เสียภาษีถูกต้องหรือเปล่า ตรงนี้อยากจะฝาก กรรมาธิการให้คิดให้รอบคอบ วันนี้เราจะพยายามแตกองค์กรต่าง ๆ มีศาลผู้บริโภค ศาลเลือกตั้งอะไรต่าง ๆ มากมาย ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วทางศาลยุติธรรมเอง ก็เคยดำเนินคดีในเรื่องผู้บริโภค อาจารย์เจิมศักดิ์ก็เป็นคนแรกที่ชนะคดีได้เงินมา ๕๐,๐๐๐ บาท ไปดูข่าวย้อนหลังได้ในอินเทอร์เน็ต เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ขอให้ช่วยกันคิดนิดหนึ่งว่า วันนี้เรามีทรัพยากรอะไรอยู่ค่อนข้างจะเพียบพร้อมอยู่พอสมควร ขอให้คิดทุกอย่างตั้งต้น จากทรัพยากรที่เรามีอยู่ อย่าไปขยายไปสร้างองค์กรใหม่เหมือนอย่างที่เราเคยมี กกต. เริ่มต้นมาตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ เราไม่ได้ต้องการ กกต. ใหญ่โต มีอำนาจ มากมาย มี กกต. จังหวัดมีอะไร แต่ด้วยความที่จะอะไรก็แล้วแต่ แต่มันเกิดขึ้นแล้วนะครับ

ทีนี้อีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของการถอนถอดนายกรัฐมนตรีแล้วก็ คณะรัฐมนตรี ผมคิดว่าประเทศเรา เราอาจจะเรียนรู้ประชาธิปไตยกันเข้มแข็งมากเกินไป หรือเปล่า เพราะว่าเราจะใช้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาในการตัดสิน ใช้การโหวตครับ การโหวตในที่นี้ก็หมายถึง ใช้เสียงข้างมากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา มีผู้พิพากษาอาวุโสอยู่ในนั้น เป็นร้อยคน แล้วก็ปรากฏว่าเรื่องหลักประชาธิปไตยคือหลักของการแสดงความต้องการ แต่ปรากฏว่าเราจะเอาความต้องการมาแสดงการตัดสินความถูกผิด คือไม่จำเป็นต้องเป็น นายก จะเป็นใครก็ตามนะครับ ผมจะให้ข้อคิดก็คือว่า ถ้าคะแนนเสียงมันออกมาระหว่าง เสียงข้างมาก ๔๙ ๕๑ อะไรอย่างนี้เกิดขึ้นมาเหมือนกับซ้ำรอยเรื่องการทำประชามติแบบนี้ เราจะตัดสินคนใดคนหนึ่งว่าเป็นคนที่ผิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้หรือเปล่า เพราะว่าในหลักการของการพิจารณามันเป็นเรื่องข้อกฎหมายแล้วก็ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเอาสำนวนที่หนาอาจจะเป็นพัน ๆ หน้าไปให้ผู้พิพากษาอ่านกันร้อยกว่าคน เพื่อที่จะลงเสียงข้างมาก ผมคิดว่าก็คงเป็นเรื่องใหญ่พอสมควรนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือในเรื่องของการชะลอฟ้อง ผมขออีกประเด็นเดียวนะครับ เรื่องของการชะลอฟ้องตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ข้อคิดเช่นเดียวกันครับ คือในมาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ท่านคงทราบดีนะครับเรื่องของการล้มล้าง อะไร แล้วก็มีการนำเรื่องไปฟ้องเพื่อที่จะขึ้นศาลรัฐธรรมนูญโดยผ่านอัยการ ปรากฏว่า ในเรื่องของมาตรการชะลอฟ้องนี่ก็เป็นมาตรการหนึ่งที่ผมเห็นด้วย เราเคยมีนิตินโยบาย ในเรื่องดังกล่าวต่อปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือกระบวนการยุติธรรม มันไปไม่สุดทาง ผมเสนออย่างนี้แล้วกันนะครับก่อนที่จะจบ ก็คือเป็นไปได้หรือไม่ถ้าจะชะลอฟ้อง อัยการก็ต้องทำความเห็นว่าไม่ฟ้องเพราะอะไร แต่คนตัดสินนั้นก็ให้ไปจบที่ศาลยุติธรรม พรุ่งนี้ก็จะมีการพูดกันอีกหลายองค์กรนะครับ บังเอิญจริง ๆ อยากจะพูดเรื่องของกรรมการ เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย ขออีกนิดเดียวได้ไหมครับท่านประธานจะได้จบตรงนี้นะครับ เพราะว่าถ้าเป็นพรุ่งนี้เป็นเรื่องการเมืองอาจจะไม่เกี่ยวกัน ผมเองอยากจะเรียนถาม ท่านทั้งหลายเพื่อให้ช่วยกันคิดว่าท่านเห็นอย่างไรที่จู่ ๆ จะมีองค์กรหนึ่งขึ้นมา จะเป็นองค์กร อะไรก็ตามที่ท่านคิดว่าเป็นองค์กรปฏิรูปกฎหมายขึ้นมา กฎหมายนี่มันจะเป็นเรื่องเฉพาะ องค์กร องค์กรแต่ละองค์กรจะรู้ปัญหาของเขาดีว่าเขามีปัญหาอะไร เขาทำงานแล้วประสบ ปัญหาอะไร ที่ผ่าน ๆ มาเราก็เคยเรียกคนที่มีปัญหาในเรื่องของกฎหมายต่าง ๆ มาให้ข้อมูล ในสภา แต่ปรากฏว่าวันดีคืนดีเราจะมีองค์กรอาจจะเรียกว่าวิเศษมากองค์กรหนึ่งขึ้นมา และเขาสามารถที่จะจินตนาการได้ว่าองค์กรที่เขาไม่เคยไปร่วมทำงานเลยนี่ต้องการอะไร บางอย่าง ก็สร้างกฎหมายขึ้นมา แล้วยังมีอำนาจมาบังคับสภาด้วยว่าสภาจะต้องนำไป บัญญัติเป็นกฎหมายแล้วก็จะต้องนำไปออกเป็นกฎหมายบังคับใช้กับหน่วยงานเหล่านั้น ผมคิดว่าปัญหาจะเกิดขึ้นวุ่นวายมาก ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรแต่ฝากเป็นข้อคิด เวลามีจำกัด พรุ่งนี้อาจจะคุยกันต่ออีกหลายเรื่อง ขอบพระคุณท่านครับ