รายงานการประชุมสภาร่างรั่ฐธรรมนูญ
ครั้งที่ ๓๙/๒๕๕๐ (เปึ้นพิเศษ)
วันพฤหัสบดีที่ ๕ เดือนกรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐
ณ ตึกรัฐสภา
ท่านสมาชิก ที่เคารพครับ เวลานี้เรามีผู้มาประชุมครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ผมขอเป่ดการประชุม เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ ท่านสมาชิก ครับ
ขออนุญาตไประเบียบวาระที่ ๒ เรื่อง พิจารณาสรุปร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ....
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
สืบเนื่องจาก การประชุม ครั้งที่ ๓๘/๒๕๕๐ วันเสาร์ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๐ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณา จนจบร่าง เหลื่อมาตราที่รอการพิจารณาไว้จนครบทุกมาตราแล้ว ในวันนี้จึงเปึ้นการ พิจารณาทั้งร่างเปึ้นการสรุปอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในการพิจารณา สมาชิกอาจขอแก้ไขเพิ่มเติม ถ้อยคำได้ แต่จะขอแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความใดมิได้ นอกจากเนื้อความที่เห็นว่ายังขัดแย้ง กันอยู่ ทางกรรมาธิการพร้อมหรือยังครับ ขอเชิญคณะกรรมาธิการยกร่างแถลงครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการ ในนามของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ใคร่ขออนุญาตเรียนชี้แจงสั้น ๆ แค่นั้นเอง ท่านประธานครับว่า ร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่เสนอสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ความเห็นชอบนั้น เพิ่งเสร็จเมื่อวานนี้นะครับ ฝ์ายเลขานุการ โดยตัวผมเอง ท่านรองอัชพร จารุจินดา ท่านรองกาญจนารัตน์ ท่านอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ กับฝ์ายกฤษฎีกา ได้ไปปรับเข้า รูปแบบนะครับ ท่านทั้งหลายคงจำได้ ตอนเราร่าง เรามี /๑ /๒ อะไรต่าง ๆ ไว้บ้างนะครับ เรามีทั้งหมด ๒๙๙ มาตรา โดยสรุปก็คือฝ์ายเลขาได้ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ารูปแบบของกฎหมายนะครับ จำนวนเลขมาตรานั้นได้ขยายไปเปึน ๓๐๙ มาตรา ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิกสภา ร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านครับว่า ฝ์ายเลขานุการไม่ได้ปรับเนื้อหาหลักการอะไรเลยนะครับ ขออนุญาตว่าเปึนไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ทุกประการ บางเรื่องเปึ้นเรื่องที่ปรับถ้อยคำ ให้สวยงาม บางเรื่องเปึนเรื่องที่ปรับถ้อยคำ เพื่อให้มาตรา สองสามมาตราที่เขียนในเรื่อง เดียวกัน มีลักษณะที่ตรงกันนะครับ บางเรื่องเปึนการย้ายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เพื่อให้ เหมาะสม สอดคล้อง ทั้งหลายทั้งปวงนะครับ ก็เปึนเรื่องเทคนิค (Technic) ในทางการร่าง กฎหมายทั้งสิ้น ไม่ได้แก้ไข เปลี่ยนแปลงเนื้อหาแต่ประการใด ขออนุญาตกราบเรียน ท่านสมาชิกสภาร่างเพิ่มเติมว่า แม้จะได้ทำงานอย่างเต็มที่ ๓ วัน ร่วมกับฝ์ายเลขานุการ ของสภานะครับ ซึ่งอยู่ดึกดื่น เข้าใจว่า บางคืนก็อยู่ตีสามตีสี่นะครับ เพื่อจะทำร่างนี้ ให้เสร็จ ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้างในบางประเด็น ซึ่งเมื่อพิจารณาไปถึงมาตราใดแล้วนี่ กรรมาธิการจะขออนุญาตแก้ไขเพิ่มเติมด้วย หลังจากที่ได้ดูแล้วนะครับว่า มีบางส่วนที่ยัง อาจจะต้องแก้ไข เพื่อให้สอดรับกันทั้งระบบนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านสมาชิก สภาร่างทุกท่านครับว่า เปึนไปตามหลักการที่ได้ตกลงกันไว้ แล้วก็ไม่ได้แก้ไขเนื้อหาสาระ ที่สำคัญแต่ประการใดทั้งสิ้นครับ ขอบคุณครับ
เรียนท่านสมาชิก ครับ ในการพิจารณาจะไล่ไปทีละส่วนนะครับ เพื่อจะไม่ได้โยกไปข้างหลังข้างหน้าอะไร สลับไปสลับมานะครับ จะไปทีละส่วน เพราะฉะนั้นถ้าท่านยังอยู่ส่วนหลังก็ต้องรอนะครับ จะไล่ไปเรื่อย ๆ นะครับ จะขอเริ่มจากคำปรารภ์เลยนะครับ มีท่านสมาชิกจะแก้ไขเพิ่มเติม หรือท้วงติงอย่างไร หรือสอบถามอย่างไรไหมครับ ทางกรรมาธิการไม่มีอะไรใช่ไหมครับ ตั้งแต่คำปรารภ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไปหมวดที่ ๑ นะครับ บททั่วไปนะครับ ตั้งแต่มาตรา ๑ ถึงมาตรา ๗ นี่นะครับ มีไหมครับ ท่านสมาชิกครับ ถามมาตรา ๓ นี่ วรรคตอน วรรคหรือเปล่าครับ ท่านกรรมาธิการยกร่าง ในกรณีที่บอกว่า อำนาจอธิปไตยเปึนของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปึนประมุข ทรง นี่ ติดไปเลยใช่ไหมครับ มีไหมครับ หมวดที่ ๑ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไปหมวดที่ ๒ ครับ พระมหากษัตริย์นะครับ ในหมวดนี้เอาตั้งแต่มาตรา ๘ ถึงมาตรา ๒๕ ครับ ท่านครับ มีไหมครับ ทางกรรมาธิการก็ไม่มีอะไรนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ผมต่อไปด้วย หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย อันนี้จะขอทีละตอน ตั้งแต่มาตรา ๒๖ เอา ส่วนที่ ๑ นะครับ บททั่วไป มีไหมครับ ไม่มี คณะกรรมาธิการก็ไม่มีนะครับ ใครนะครับ เชิญครับ ยกมือ มีไหมครับ ส่วนที่ ๑ ท่านวิทยา เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธาน ครับ มันดูไม่ทันนะครับท่าน ขอความกรุณา ในส่วนไหนที่กรรมาธิการขอแก้ไข หรือ ส่วนไหนที่จะเน้น ๆ นี่ ขออนุญาตกรรมาธิการได้ชี้แจงได้ไหมครับ เพราะว่าให้ดูอย่างนี้ มั่นคงดูไม่ทันนะครับ เพราะเพิ่งได้รับเอกสาร ขอบพระคุณครับ ท่านครับ
เอกสารแจก เมื่อวาน แล้วทีนี้เราไล่ไปทีละส่วนนะครับ คือถ้าท่านไม่ขอแก้ไข ไม่อะไร แล้วกรรมาธิการ เขาไม่แก้ไข ต้องเดินไปเรื่อย ๆ ครับท่าน ต้องไปทีละส่วนนะครับ คงไม่ได้ไล่เรียง ตามมาตราไปเรื่อย ๆ แล้วท่านครับ
ครับ ยอมรับว่าไม่ทันจริง ๆ ครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
หมวด ๓ นะครับ ส่วนที่ ๑ บททั่วไปนะครับ ถ้าท่านไม่ได้ไปมีข้อสังเกตอะไร ที่จะขอถามจะขอเปลี่ยนแปลง อะไรนี่นะครับ แล้วกรรมาธิการไม่มี จะเดินหน้าไปเรื่อย ๆ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไปส่วนที่ ๒ ครับ ความเสมอภาค มาตรา ๓๐ ๓๑ มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ยังไม่มีนะครับ จะไปส่วนที่ ๓ สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ตั้งแต่มาตรา ๓๒ ถึงมาตรา ๓๘ นะครับ มีไหมครับ เดี๋ยวนิดหนึ่งนะครับ ถามท่านกรรมาธิการไว้ก่อน บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการ สื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วยกฎหมาย นะครับ ถูกต้องแล้วใช่ไหมครับ ท่านพิเชียรครับ
ครับ กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพนะครับ กระผม พิเชียร อํานาจวรประเสริฐ สสร. นะครับ คือ อยากจะเรียนถาม ท่านกรรมาธิการยกร่างนะครับ ว่า ในมาตรา ๓๒ คำว่า โทษประหาร นี่ มันหายไป ตรงไหนครับ คือเดิมเรามีคําว่า จะไม่มีโทษประหาร แล้วผมมาอ่านดูในมาตรา ๓๒ ฉบับล่าสุดนี้ คำว่า โทษประหาร มันหายไป คือ ท่านช่วยกรุณาชี้แจงสักนิดหนึ่ง เพราะว่า อันนี้พี่น้องประชาชนเข้าถามมาด้วยครับ ขออนุญาตท่านช่วยชี้แจงให้กระจ่างสักนิดหนึ่ง ครับว่า คำว่า โทษประหาร ท่านตัดออกใช่ไหมครับ
เชิญครับ ยกร่าง เขาจะพิจารณา เข้าใจว่า พิจารณาไปแล้ว และตัดไปแล้ว เชิญท่านยกร่างชี้แจงครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ โทษประหาร ก็ตัดไปตามที่ท่าน ลงมติครับ กรรมาธิการก็เขียนไปตามมตินั้น ก็เปึนไปตามหลักการทั่วไปว่า โทษประหาร นั้นไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ว่าเปึนไปตามกฎหมาย ว่ากฎหมายไทยจะมีโทษ ประหารหรือไม่ ก็ว่าไปตามนั้นนะครับ
อ่านใน มาตรา ๓๖ ที่เมื่อกี้ถาม บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบด้วย กฎหมาย นี่ถูกต้องแล้วใช่ไหมครับ ตามฉบับ ๒๕๔๐ แล้วมาตรา ๓๗ วรรคสุดท้าย นี่ครับ บรรทัดสุดท้าย ที่บอกว่า ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือแตกต่างจากบุคคลอื่น นี่ เชื่อถือ กับ แตกต่าง นี่ติดกันหรือวรรคครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ข้อความนี้ต้องวรรค์ เพราะขยายความข้างหน้าทั้งหมดว่า ลัทธิทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ นี่แตกต่างกันได้ครับ
วรรคนะครับ
วรรคครับ
แล้วตามด้วย มาตรา ๓๘ บรรทัดที่ ๓ นี่ ที่บอก เปึนการฉุกเฉิน หรือโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ วรรคอย่างนี้ถูกแล้วใช่ไหม ท่านอัชพร มี หรือ
วรรคครับ เพราะเปึนคนละเรื่องกัน ครับ ระหว่างฉุกเฉิน กับ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เปึนการวรรค เพื่อให้เห็นข้อความคนละตอนกันครับ
วรรค ๒ วรรค์ หรือวรรคเดียว อย่างนี้ถูกแล้วใช่ไหมท่าน ที่เขียนไว้
วรรคเดียวครับ
ถูกแล้ว มีอีก ไหมครับ ส่วนที่ ๔ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม เชิญครับ ท่านกรรมาธิการครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ กรรมาธิการครับ ในมาตรา ๔๐ ของส่วนที่ ๔ นั้น ใน (๔) นะครับ ประโยคสุดท้าย และการไม่ให้ถ้อยคำเปึนปฏิปักษ์กับตนเอง นั้น คณะกรรมาธิการขอแก้ เปึ้น และการไม่ให้ถ้อยคําเปึนปฏิปักษ์ต่อตนเอง แก้คําว่า กับ เปึน ต่อ ครับ
ท่านครับ (๔) กรรมาธิการขอแก้นะครับ บรรทัดสุดท้ายของ (๔) มาตรา ๔๐ นะครับ แก้จากคำว่า กับ เปึ้น ต่อ นะครับ ไม่ขัดข้องนะครับท่าน เปึนมติไปนะครับ ให้แก้ตัวนี้นะครับ ในส่วนที่ ๔ มีท่านผู้ใดยกประเด็นใดขึ้นมาอีกไหมครับ เชิญครับ ท่านกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ความใน (๗) ของมาตรา ๔๐ นี้นี่ มีข้อความหนึ่งซ้ำอยู่กับ (๓) และ (๔) แล้ว คือ คำว่า การสอบสวน หรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเปึนธรรม นั้น ขอเรียนหารือว่า ตัดความนี้ออก ที่ซ้ํากันนี้ออกได้ไหมครับ ใน (๗) ครับ เพราะใน (๓) ก็บอกแล้วว่า มีสิทธิ ได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเปึนธรรม (๔) ก็บอกแล้วว่า ผู้ต้องหา จำเลย มีสิทธิที่จะได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม นะครับ เพราะฉะนั้น ความใน (๗) เมื่อตัดคำว่า การสอบสวน หรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และ เปึ้นธรรม ออก ก็จะอ่านได้ความว่า ในคดีอาญาผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการต่อสู้ คดีอย่างเพียงพอ ความต่อไปก็เหมือนเดิมหมดเลยครับ ขอบพระคุณครับ
มาตรา ๔๐ (๗) ตัดออกแล้ว แต่เหลือว่า ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการต่อสู้คดี อย่างเพียงพอ การตรวจสอบหรือได้รับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การได้รับ ความช่วยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการได้รับการปลดปล่อยอย่างชั่วคราว เปึ้นอย่างนี้ใช่ไหมท่าน ใช่นะครับ ท่านสมาชิกครับ เชิญท่านสมชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ท่านจรัญนะครับ ผมยังคิดว่า ขออนุญาตว่า ข้อความที่ตัดออกนี่ มันเปึ้นเรื่องของการ สอบสวน ซึ่งระบุค่อนข้างชัดเจน และเปึนเรื่องเกี่ยวกับคดีอาญา ส่วนข้อความใน (๓) นี่ เปึ้นคำที่ค่อนข้างทั่วไป และไม่ได้ระบุถึงเรื่อง คำว่า สอบสวน มีแต่คำว่า คดีทุกคดีนั้น บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเปึนธรรม ส่วนคำที่ตัดออกนั้น ระบุถึงในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวน หรือการพิจารณาคดีที่ถูกต้อง รวดเร็ว และเปึนธรรม ผมคิดว่ามันมีความเหลื่อมกันอยู่ นิดหนึ่ง ถ้าเผื่อตัดหรือปรับแต่งอย่างไร ถ้าจะเอาตัวส่วนที่เหลื่อมออก ที่ซ้ำออกก็ได้ แต่ว่า ผมอยากให้มีนัยของการที่เน้นในเรื่องคดีอาญา แล้วก็สิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่าง รวดเร็ว แล้วก็ถูกต้อง และเปึนธรรมครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านจรัญ ครับ
ท่านประธานครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ มีเรื่องสอบสวนอยู่ใน (๔) ครับ ท่านประธานครับ ใน (๔) นี่ ได้เน้น ไว้แล้วว่า รวมทั้งสิทธิในการได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม และ การไม่ให้ถ้อยคําเปึนปฏิปักษ์ต่อตนเอง
ท่านสมชัย
เห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ พอใจกับคำชี้แจงครับ
ท่านพิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับ กระผม พิเชียร์ อำนาจวรประเสริฐ แต่กระผมก็ยังเห็นว่า ใน (๗) นี่ ไม่ควรที่จะไปตัดออก ครับท่านประธาน เพราะว่าข้อความเดิมนั้นนี่ กระผมคิดว่ามีสาระสําคัญครับ คือใน คดีอาญานะครับ อันนี้เขาเน้นในเรื่องของคดีอาญา คดีอาญานี่ ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิ ได้รับการสอบสวน นะครับ อันนี้ผมคิดว่าเปึนสาระสำคัญของ (๗) เลยนะครับ แม้ว่า อาจจะดูเหมือนว่าจะซ้ำกับ (๔) ในวรรคท้าย ๆ นี่นะครับ แต่ว่ากระผมคิดว่าใน (๗) นี้นี่ สำคัญครับท่านประธาน แล้วก็ถ้าไปตัดทิ้งนี่ มันจะทำให้เหลือแต่เพียงการต่อสู้คดีเท่านั้น ซึ่งกระผมคิดว่าไม่เหมาะสมครับ ควรที่จะคงไว้เหมือนเดิม ผมคิดว่าดีแล้ว แล้วก็ใน (๖) นะครับท่านประธาน มันมี หรือ ๒ ตัวนี่ ท่านประธานจะเอา หรือ ไว้ทั้ง ๒ ตัวไหม หรือว่า จะตัด หรือ ตัวหน้าออกนะครับ ตรงที่ว่า เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการหรือ ทุพพลภาพ นี่ ท่านจะตัด หรือ หน้าออกดีไหมครับ อันนี้กระผมขออนุญาตเสนอครับ ท่านประธานครับ
ท่านอรรครัตน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพ กระผม นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ กระผมมีความเห็น ว่า น่าจะยกในส่วนของผู้ต้องหาหรือจำเลย โดยเฉพาะผู้ต้องหาน่าจะมาอยู่ใน (๗) ในเรื่องของการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งจะต้องมีความเกี่ยวพันกันตั้งแต่ในเรื่องของชั้น การสอบสวนนะครับ เปึนต้นมาครับ ควรจะแยกออกมา มาอยู่ในส่วนของการสอบสวน ผู้ต้องหานะครับ มาอยู่ใน (๗) ครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านศรีราชาครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธานผมมีความเห็นว่า ส่วนที่ท่านอาจารย์จรัญตัดออกไปนี่ครับ มันอ่านแล้ว มันไม่ค่อยต่อกันครับ ที่บอกว่า มีสิทธิได้รับการต่อสู้คดีนะครับ ผมคิดว่า มันน่าจะเปึนสิทธิ ในการต่อสู้คดีมากกว่าได้รับครับ นะครับ เพราะว่าภาษามันจะไม่ค่อยเกลื่อนกลืนกันครับ
ท่านสุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กระผมมีความเห็นเกี่ยวกับข้อความ ใน (๗) นะครับ ของมาตรา ๔๐ ไม่เห็นด้วยกับที่ท่านจรัญจะไปปรับปรุงถ้อยคำใหม่ ผมมีความเห็นว่า ถ้อยคําใน (๗) นั้น เปึนถ้อยคําที่เราได้ผ่านการพิจารณามาแล้ว แล้วก็ ตกลงในหลักการเรียบร้อยแล้ว (๗) นี้ เปึ้นอนุที่ว่าด้วยสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ในคดีอาญาโดยเฉพาะนะครับ ซึ่งถ้าเราอ่านแล้วนี่ ท่านประธานจะเห็นว่า จะไปรับกับ (๘) ซึ่งพูดถึงในคดีแพ่งนะครับ ส่วนที่ท่านเกรงว่าจะไปซ้ํากับข้อความใน (๓) ก็ดี ใน (๔) ก็ดี ก็ขอกราบเรียนครับว่า (๓) นี่ เราพูดถึงสิทธิของบุคคลในกรณีทั่ว ๆ ไป ที่จะมีสิทธิ จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึ้นธรรม (๔) นี่ จะพูดถึงสิทธิ ของบุคคลที่เปึนผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์ จำเลย คู่กรณี ผู้มีส่วนได้เสีย หรือพยานในคดี นะครับ จะได้รับการปฏิบัติที่เหมาะสมในกระบวนการยุติธรรม ทีนี้แม้ว่าใน (๔) นั้น จะรวมถึงสิทธิที่ได้รับการสอบสวนอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม ก็ตาม ถ้าข้อความ ตรงนี้ ท่านอาจารย์ยังคิดว่า เกรงว่าจะไปซ้ำกับ (๗) นะครับ ผมก็เห็นด้วยกับท่าน อรรครัตน์ว่า ถ้าอย่างนั้นเราย้ายเฉพาะผู้ต้องหากับจำเลยใน (๔) ตัดเฉพาะ ผู้ต้องหา กับ จำเลยใน (๔) ออกมา ก็จะเหลือว่า ใน (๔) นี้ เปึนการพูดถึงสิทธิของฝ์ายผู้เสียหายกับผู้มี ส่วนได้เสีย หรือพยานในคดีนะครับ แต่ข้อความใน (๗) ที่มีอยู่ในขณะนี้นี่ มันเปึนข้อความ ที่ได้ใจความที่สมบูรณ์แล้ว เปึนการเน้นเฉพาะในคดีอาญาว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น มีสิทธิอย่างไรบ้าง ทั้งในชั้นสอบสวนและในชั้นการพิจารณาคดีของศาลครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านจรัญ ครับ ชี้แจงทั้งหมดเลย
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ครับ ผมถอนข้อเสนอของผม เพื่อว่าให้รวดเร็ว เพราะเปึนเรื่องถ้อยคำเท่านั้นนะครับ แต่ว่าใน (๗) นี่ ขอเรียนเติมข้อความ ๒ คำเท่านั้นล่ะครับ เพื่อให้มันอ่านแล้วได้เนื้อความ ก็คือ ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดี ถูกต้อง รวดเร็ว และเปึนธรรม การต่อสู้คดี ได้รับการต่อสู้คดีนั้นมันขาดไป ขอเติมว่า โอกาสในการต่อสู้คดีอย่างเพียงพอ เติมคำว่า โอกาสใน เข้าไปหน้าคำว่า การต่อสู้คดี อย่างเพียงพอ นะครับ แล้วก็จะเปึน รวมไปถึงการตรวจสอบ หรือการได้ทราบพยาน หลักฐานตามสมควร นะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เติมแค่็นี้นะครับ ไม่ตัดแล้วนะครับ คงนั่นนะครับ ไม่ขัดข้องนะครับ เปึนมติให้เติม โอกาส ใน เข้าไปนะครับ แล้วท่านพิเชียรถาม ตรง (๖) ส่องหรือนั่นจะยืนอย่างไร อธิบายนิดหนึ่ง ได้ไหมครับ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ใน (๖) หรือ คำแรก หน้า ผู้พิการ ใช้เพื่อ แยกคำระหว่างเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ หรือผู้พิการ หรือ คำหลังนั้น ได้ละคำว่า ผู้ ไว้ ก็จะกลายเปึ้นผู้พิการหรือทุพพลภาพ คือถ้าตัดคำหลังออก ก็จะต้องเติมคำว่า ผู้แทน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขียนขึ้นก็เพื่อให้เปึ้นกลุ่มหนึ่งนะครับ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ เพราะฉะนั้น หรือ ทั้ง ๒ คํา จึงจําเปึนใช้ครับ
ก็คงไว้นะครับ ท่าน ผ่านแล้วนะครับ ในส่วนที่ ๔ นะครับ ไปส่วนที่ ๕ ส่วนที่ ๔ หรือส่วนที่ ๕ อาจารย์ ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สมชัย ฤชุพันธุ์ สสร. นะครับ ขออนุญาตแก้ถ้อยคำ ในมาตรา ๔๒ นะครับ เปึนการเรียงถ้อยคำใหม่ เพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้นนะครับ คือ ในบรรทัดแรก ๒ บรรทัดข้องมาตรา ๔๒ ความเดิมว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเปึ้นสาธารณูปโภค การอันจำเปึนในการ ปัองกันประเทศ และอื่น ๆ นะครับ ผมจะขอเรียงคําใหม่นะครับ เปึนอย่างนี้นะครับว่า การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อ และวรรคนะครับ กิจการของรัฐอันเปึนการสาธารณูปโภค การอันจำเปึนในการปัองกันประเทศ และอื่น ๆ ตามนั้น เพียงแต่เรียงคำว่า เอาคำว่า เพื่อ นี่ไว้หลัง คำว่า เฉพาะ นะครับ จะอ่านได้ว่า เฉพาะเพื่อกิจการของรัฐ และตัดคำว่า การ ออก มาเปึนคำว่า อันเปึนการ เอา การ มาไว้ข้างหลัง คือ คำทั้ง ๓ คำนี่มันเรียงผิด ครับ ขอบคุณครับ
คุณสุรพลครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติครับ กระผม สุรพล พงษ์ทัดศิริกุล สสร. ครับ กระผมจำได้ว่า ใน ตอนที่แปรญัตตินี่นะครับ ท่านกรรมาธิการรับปากว่า จะไปเติมคำว่า โบราณสถานและ แหล่งทางประวัติศาสตร์ ลงไปนะครับในวันนั้น ท่านกรรมาธิการพิสิฐเปึ้นผู้ตอบนะครับ แต่ตรงนี้ไม่มีครับ ท่านประธานครับ ซึ่งในวันนั้นกระผมได้อภิปรายขอให้เพิ่มตรงนี้ครับ ท่านประธานครับ
ท่านกรรมาธิการ พิสิฐอยู่หรือเปล่าครับ
เพราะวันนั้นตอบจริง ๆ ครับ ท่านประธาน ครับ ผมจำได้ แล้วก็มีพยานเยอะแยะ ผมยังพาดพิงถึงท่านอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ลพบุรี ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ครับว่า ในเรื่องของโบราณสถาน เรื่องแหล่ง ทางประวัติศาสตร์นี่ ถ้าไม่ใส่ลงไปนี่มีปัญหาครับ อย่างกรณีที่เวียงกุมกาม ที่เชียงใหม่ก็ดี หรือที่ลพบุรีก็ดีนี่นะครับ และท่านยังบอกว่า คงจะต้องเพิ่มเติมลงไป ท่านว่าอย่างนั้น นะครับ ท่านประธานครับ
กรรมาธิการ ว่าอย่างไรครับ ต้องฟังเทป (Tape) ไหม
ก็เอาเทปเปึนสำคัญ ใช่ไหมครับ ผมฟังแล้วไม่มีนะครับ เข้าใจว่า ฟังแล้วไม่มี แต่ว่าเดี๋ยวก็ไปเช็ก (Check) ได้ไหมครับท่าน
ครับ ถ้าท่านดูนี่ มีแน่นอนนะครับ ท่านจะดู ผมไม่ว่าอะไรหรอกครับ แต่ผมจําได้ เพราะผมพูดเรื่องนี้ครับ และท่านผู้ว่าวิชัยนี่ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านครับ ผมบอก พาดพิง ท่านบอก ไม่พาดพิง ยกตัวอย่าง เรื่องนี้ แล้วก็ท่านพิสิฐลุกขึ้นมาตอบ แต่วันนั้นมีประเด็นอื่น ซึ่งท่านอาจจะลืม ๆ ไปบ้าง
อ๋อ ตอนที่ผม เปึ้นประธานพอดีใช่ไหม
ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ ที่ท่าน ไม่อนุญาตครับ จําไม่ผิดหรอกครับ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ไม่มีผิดแน่ ดูเทปได้ครับ ท่านครับ ถ้าพบแล้ว กรุณาเพิ่มหน่อย เพราะว่ามันเปึนปัญหาเกี่ยวกับเรื่องมรดก ของชาตินะครับ
ท่านว่าอย่างไรนะ
เปึนปัญหาเรื่องการบริหาร ในเรื่องสิ่งที่เปึน มรดกของชาติ
ท่านจรัญว่าอย่างไร
ในเรื่องวัฒนธรรม ในเรื่องโบราณสถาน โบราณวัตถุครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ขออนุญาตเรียนทั้ง ๒ จุดเลยนะครับ จุดแรก ข้อหารือของท่านอาจารย์สมชัยนะครับ ผมคิดว่า ปรับถ้อยคำอย่างนั้นนี่ จะไม่ตรงกับมติของสภา คือ อันนี้เราเถียงกันเยอะเลย แล้วในที่สุดก็ลงมติว่า ต้องเฉพาะกิจการของรัฐ ทีนี้ถ้าเราย้ายถ้อยคำ เพื่อให้ถ้อยคำ สละสลวยนี่ มันจะไปเปลี่ยนความหมายตรง หรือ สุดท้ายครับ หรือเพื่อประโยชน์ สาธารณะอย่างอื่น มันจะกลายเปึนว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่นนี่ ไม่ใช่กิจการ ของรัฐก็ได้ ซึ่งจะผิดจากมติของสภาไป ผมก็ยังคิดว่าเราคงจําเปึนต้องยันเงื่อนไขที่ ๑ เฉพาะกิจการของรัฐ และเงื่อนไขที่ ๒ เพื่อการอันเปึนสาธารณูปโภคจำเปึน หรือเพื่อประโยชน์ สาธารณะอย่างอื่น ถึงจะตรงตามมติ ถึงแม้ถ้อยคำจะไม่สละสลวยนิดหน่อย ประเด็นที่ ๒ ครับ เรื่องประวัติศาสตร์โบราณสถานนี่นะครับ ผมคิดว่า ถ้าเราไม่ต้อง ย้อนกลับไปดูเทป ไปฟังเทปนะครับ เราใช้ข้อความให้ชัดว่า ประโยชน์อย่างนั้น ก็คือ รวมอยู่ในเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่นอยู่แล้ว แล้วบันทึกไว้ในเจตนารมณ์ให้ชัด ได้ไหมครับว่า สภานี้ต้องการให้ คำว่า เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น นี่ รวมถึงเรื่อง ประโยชน์ทางประวัติศาสตร์โบราณสถานอะไรนี่ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุรพล ครับ
ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณ ท่านกรรมาธิการนะครับ แต่กระผมคิดว่า มันอาจจะไม่ครอบคลุมนะครับ ในประเด็น พวกนี้นะครับ ในเรื่องโบราณสถาน โบราณวัตถุ หรือแหล่งทางประวัติศาสตร์นี่ จะตีว่า มันเปึนประโยชน์ เพื่อการสาธารณูปโภค เพื่อกิจการของรัฐนี่ บางครั้งนี่ผมไม่แน่ใจ ผมกลัวจะหลุดไป ผมอยากจะให้ดูเทปนะครับ ถ้าเปึนไปได้ช่วยเติมเถอะครับ เพราะว่า อย่างอื่นเรายังใส่ได้ตั้งเยอะแยะนะครับ แต่สิ่งเหล่านี้เปึ้นสิ่งสำคัญ ผมอยู่ที่จังหวัด สระแก้วนี่นะครับ ก็ยังมีในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่ค่อนข้างมาก แล้วถ้าไม่ใส่ลงไปนี่ จะมีปัญหา เกี่ยวกับเรื่องการที่จะดำเนินการเพื่อรักษามรดกของชาติไว้ครับ
เดี๋ยวตรวจแล้วกัน นะครับ จากเทป จากชวเลข อะไรก็ได้ เดี๋ยวเอามาดูนะครับ ตรงนี้ถ้ามีก็เติม ถ้าไม่มี ก็ไม่เติม เอาอย่างนั้นนะครับ เอาหลักฐาน ทีนี้ถามท่าน เมื่อกี้ท่านจรัญอธิบายแล้ว ตกลง คำว่า เพื่อ ยังอยู่ไหมครับ เพื่อในบรรทัดที่ ๒ นี่ เฉพาะกิจการของรัฐ แล้วเว้นวรรค การอันเปึ้นสาธารณูปโภค หรือว่า เพื่อ ไว้ด้วย เอาให้ชัดเท่านั้น
ยังต้องอยู่ครับ ท่านประธานครับ เพื่อ ยังต้องอยู่ เพราะว่า เพื่อ นี่มันเปึ้นเงื่อนไขที่ ๒ ครับ แล้วมันก็จะมารวมไปถึงความ ในตอนท้ายที่ เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น นะครับ แล้วถ้า ผมคิดว่า ถ้าสมมุติดูบันทึกจาก หลักฐานแล้ว รวมประโยชน์ทางโบราณสถาน โบราณคดีด้วยนะครับ ผมว่าก็เติมได้ หน้าคำว่า หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น นะครับ ถ้ามีจริงนะครับ ข้อความ ผมก็คิดว่า ใช้คําอย่างที่ ท่านเสนอได้ไหมครับ ประโยชน์ทางโบราณสถาน โบราณคดี แล้วก็ หรือเพื่อประโยชน์ สาธารณะอย่างอื่น ขอบคุณครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ
ท่านสุรพลครับ
ขอบคุณท่านกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ถ้าจะใช้คําว่า ตรงที่เดิมนะครับ การปฏิรูปที่ดิน นี่นะครับ แล้วก็ต่อจากนั้น ก่อนที่จะถึง เพื่อประโยชน์ นี่นะครับ เพื่อประโยชน์สาธารณะนี่ น่าจะใช้คำว่า การอนุรักษ์ โบราณสถาน แล้วก็ แหล่งทางประวัติศาสตร์ นี่นะครับ ผมได้คำนี้มาจากทางกระทรวง วัฒนธรรมครับ
อันของท่าน เดี๋ยวไปตรวจก็แล้วกันนะ
ครับ
พอตรวจแล้วก็ใส่
ถ้าพบ ก็ขอความกรุณาเติมเลยนะครับ ซึ่งกระผมมั่นใจและจำไม่ผิดหรอกครับ ท่านประธานครับ
ท่านกรรมาธิการ ยกร่างครับ ท่านเสรีถามว่า หน้า เฉพาะกิจการ นี่ มีคำว่า เพื่อ หรือเปล่าครับ
ได้ไหมครับ ขอเติม เพื่อ ได้ไหมครับ
เติม เพื่อ ได้ หรือเปล่าครับ
ไม่ ขอเพิ่มได้ไหม ผมขอเพิ่ม
ท่านเสรีขอเพิ่ม เปึ้นอย่างไรครับ ท่านอธิบายนิดหนึ่ง
ท่านประธานที่เคารพครับ ที่สภา อภิปรายกันมากนี่ ต้องการให้เอา คําที่เติมขึ้นมา ก็คือ เฉพาะกิจการของรัฐ ครับ ไม่ใช่ เพื่อกิจการของรัฐ นี่คือมตินะครับ ความเห็นของคณะกรรมาธิการนี่แพ้ในมตินี้ครับ คณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ให้กว้างไว้ แต่ว่าสภาลงมติว่า ต้องเปึนกิจการของรัฐ แล้ว บวกด้วย เพื่อ อะไร อะไร ต่อไป ให้มันแคบครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตคำเล็ก ๆ อีกคำหนึ่ง ในบรรทัดรองสุดท้ายของวรรคหนึ่งนี่นะครับ ในการเว้นคืน นั้นนี่ ขอแก้คำว่า ใน เปึน จาก ครับ ถ้าถ้อยคําลงตัวแล้ว กระผมอ่านทั้งวรรคหนึ่งเลยได้ไหมครับ
เชิญครับ
มาตรา ๔๒ วรรคหนึ่งนะครับ การเว้นคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐเพื่อการอันเปึนสาธารณูปโภค การอันจำเปึนในการปัองกัน ประเทศ การได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติ การผังเมือง การส่งเสริมและรักษาคุณภาพ สิ่งแวดล้อม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษ์ โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้อง ชดใช้ค่าทดแทนที่เปึ้นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ ได้รับความเสียหายจากการเว้นคืนนั้น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ขอบคุณครับ
ถ้าเจอก็จะแก้ ตามนี้นะครับ ท่านครับ ท่านสมชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยนะ ว่า มติเดิมนั้นต้องการให้มี ๒ เงื่อนไข คือ เงื่อนไขเกี่ยวกับการเปึนกิจการของรัฐ และ เงื่อนไขเกี่ยวกับการอันเปึน เช่น เพื่อการสาธารณูปโภค การจำเปึนต่อการปัองกันประเทศ เพราะฉะนั้นมันมีได้ ๒ เงื่อนไขนะครับ ทีนี้ถ้าจะเขียนให้มีทั้ง ๒ เงื่อนไขนี่ ผมคิดว่า ตามที่ เขียนข้างหน้า เฉพาะ หรือหลัง เฉพาะ ไม่มีคําว่า เพื่อ นี่ มันจะอ่านไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นไม่ได้ความซึ่งสอดคล้อง มันขาดคำบุพบทไปนะครับ เพราะว่า เว้นแต่อาศัย อำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะกิจการของรัฐ นี่ มันไม่ใช่นะครับ ความจริงมัน คือ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อกิจการของรัฐอันเปึน แล้วก็วรรค การสาธารณูปโภค การอันจำเปึนในการปัองกันประเทศ การได้มาซึ่ง ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างนี้ก็จะทำให้ เฉพาะกิจการของรัฐอันเปึน นี่ บังคับกับข้างหลัง ด้วยนะครับ จะทําให้ประโยคมันมีความสอดคล้องกันครับ ถ้าไม่อย่างนั้นจะขาดคํา บุพบทไปครับ ขอบคุณครับ
ยกร่างว่าอย่างไร ครับ ท่านสุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ ในฐานะที่เปึ้นผู้ขอแปรญัตติ มาตรา ๔๒ ครับ ขอกราบเรียนครับว่า มติที่เราพิจารณากัน เปึ้นไปตามที่ท่านอาจารย์จรัญได้ชี้แจง ในที่ประชุมทุกประการครับ เพราะฉะนั้นเห็นด้วยกับที่ท่านอาจารย์จรัญได้อ่านให้ฟัง เมื่อสักครู่ครับ ขอบคุณครับ
ตกลงเปึนไปตาม นี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ นะครับ ขอผ่าน และเปึนมติไว้ เดี๋ยวไปเช็กจากเทป จากชวเลข จะดูว่า มีความที่ท่านผู้ว่าสุรพลเสนอไว้ไหม ถ้ามีก็ใส่ ไม่มีก็ไม่ใส่ จบนะครับ ตรงนั้น เปึ้นมติไป เชิญไปส่วนที่ ๖ ครับ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ผ่านไปส่วนที่ ๗ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน เชิญครับ ท่านเกียรติชัยครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ครับ สสร. ในส่วนที่ ๗ โดยเฉพาะมาตรา ๔๕ นี้ วรรคที่ ๕ ครับ ช่วยกรุณาเป่ดไปที่หน้า ๑๖ ที่เขียนไปถึงเรื่อง เอาวรรคที่ ๕ นะครับ การให้นำข่าวหรือบทความไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนน้ำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น จะกระทํามิได้ เว้นแต่จะกระทําในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะ สงครามหรือการรบ ทั้งนี้ จะต้องกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งได้ตราขึ้นตามวรรคสอง ในความตามวรรคนี้ ผมคิดว่า จะขอความกรุณาให้พิจารณา ว่า ควรจะต้องตัดคำว่า หรือการรบ ออกเสีย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๓๔ ในวรรคสอง มาตรา ๓๔ ในวรรคสอง อยู่ในหน้า ๑๑ นะครับ ซึ่งพูดถึงลักษณะเดียวกัน ในวรรคสอง ของมาตรา ๓๔ ก็พูดเหมือนกันว่า การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะทำกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของ สสร. เพราะฉะนั้นตรงนี้คิดว่า ควรคงจะ หรือควรจะ ต้องเอาคําว่า หรือการรบ ออกจากวรรคห้า ของมาตรา ๔๕ นี้ เพราะว่า ถ้าหากว่าไปดูที่มาตรา ๖๓ (๒) ซึ่งอยู่ในหน้า ๒๑ นะครับ ก็พูดในลักษณะเดียวกัน ว่า การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดย อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อ คุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยใน ระหว่างที่ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม ไม่มี หรือในการรบ เหมือนกัน ทั้ง ๒ มาตราไม่มี คําว่า หรือในการรบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในมาตรา ๔๕ วรรคห้า ซึ่งเขียนระบุถึง หรือการรบ นี่ ควรจะ เอาออก คำว่า หรือการรบ ควรจะไม่มีปรากฏอยู่ตรงนี้ เช่นเดียวกับที่ ลักษณะเดียวกัน ในมาตรา ๓๔ กับมาตรา ๖๓ วรรคสองครับ ขอเสนอเพื่อพิจารณาครับ
ว่าอย่างไรครับ จะตัดได้ไหมครับ เปึ้นหลักอะไรหรือเปล่าครับ เชิญยกร่างครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม มานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการนะครับ ในมาตรานี้ ถ้าเผื่อจะเทียบกับมาตรา ๖๒ เดิมนะครับ ซึ่งเปึน ๖๓ ปัจจุบันนี้ มาตรา ๖๓ ปัจจุบัน หรือ ๖๒ เดิม ในฉบับที่เสนอสภาร่างตอนแรก มีคำว่า การรบ และได้ตัดออกไปแล้วนะครับ ถ้าจะให้มันสอดคล้องกัน ก็น่าจะตัดตรงนี้ ออกไปด้วยครับ กรรมาธิการเห็นว่า ตัดได้ครับ มาตรา ๓๘ นี่ครับ
ท่านสมาชิก ว่าอย่างไรครับ เพราะว่ามีการตัดออก หรือการรบ นี่ เชิญท่านพิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ นะครับ กระผม พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ผมเห็นด้วยกับท่านเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นะครับ ว่า ควรจะตัดคำว่า หรือการรบ ออกไปนะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๖๓ วรรคหนึ่งด้วยครับ
สั้น ๆ ยกร่างว่า ให้ตัดนะครับ เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกครับ กรรมาธิการยกร่างเห็นตามที่มีสมาชิก เสนอแนะนะครับ ในมาตรา ๔๕ วรรคห้านะครับ บรรทัดที่ ๓ ในหน้า ๑๖ ตัดคำว่า หรือการรบ ออกไปนะครับ เปึนมตินะครับ ท่านจรัญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ ขอเรียนเรื่องถ้อยคำ ในมาตรา ๔๗ วรรคสอง กับ ๔๘ นะครับ ๔๗ วรรคสองนี่ ความไปจบที่คำว่า ซึ่งจะมีผลเปึนการขัดขวางเสรีภาพในการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารหรือป่ดกั้นการได้รับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย นี่ ขาดตัวเจ้าของไปครับ ขอเติมคำว่า ของประชาชน วรรคท้ายครับ ๔๗ วรรคท้าย ขออภัยครับ การได้รับข้อมูล ข่าวสารที่หลากหลายของประชาชน ครับ แล้วมาตรา ๔๘ ความในตอนท้าย บรรทัด สุดท้ายอีกเหมือนกันครับ มีคำว่า มิได้ นี่ ไปซ้ำกับ มิได้ ในบรรทัดที่ ๒ อยู่แล้ว ตัดคำว่า มิได้ สุดท้ายออกครับ ในบรรทัดสุดท้ายออกครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุนทร ครับ
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ กระผม นายสุนทร จันทร์รังสี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวานนี้ที่สภาการหนังสือพิมพ์ แห่งชาติ มีงานครบรอบ ๑๐ ป้ แล้วก็มีการประชุมนักหนังสือพิมพ์ทั่วประเทศที่เปึน สมาชิก มีการพูดถึงรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ ผมขอย้อนความนิดหนึ่ง แม้ว่าพอจะพอ เข้าใจ แต่จะนำความมาสอบถามสภาแห่งนี้ โดยเฉพาะกรรมาธิการยกร่างบางท่าน ซึ่งมี บทบาทในสื่อมวลชน ว่าจะขัดข้อง หรือจะมีความหมายอย่างไร มี ๒ ประการนะครับ ประการแรก ก็คือ จะเรียนถามว่า ในมาตราที่ ๔๘ นี้ ถ้าอ่านดูแล้ว จะขัดกับมาตราที่ ๔๓ แต่จะขอเรียนถามท่านว่า ท่านตีความอย่างไร ในความหมายที่ท่านกล่าวว่า การจำกัด เสรีภาพจะกระทำมิได้ แต่ในมาตราที่ ๔๘ ท่านจำกัดว่า จะกระทำการกิจการ ในหนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือโทรคมนาคมมิได้ ตรงนี้ขอเรียนถาม เปึนประการแรกก่อนว่า ท่านจะตีความว่าอย่างไร แล้วเดี๋ยวจะถามในคำถามที่ ๒ ต่อไป ครับ ขอเรียนเชิญท่านตอบคำถามแรกก่อนครับ
เชิญครับ ยกร่าง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ทั้ง ๒ มาตรานั้น สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ คือ พวกเราทั้งสภาได้เห็นชอบไปแล้ว นะครับ ความจริงเข้าใจว่า เปึนการพูดเนื้อหาลงไป แต่ว่าวันนี้คงเปึนการพิจารณา ในรายละเอียดของคําเท่านั้นเอง อธิบายสั้น ๆ ก็คือ ๔๘ นี่ ที่ประชุมเห็นชอบไปแล้ว นะครับให้มีตามนี้ ถ้าอธิบายเพิ่มเติม ก็คือ อธิบายว่า สิทธิเสรีภาพ ตามมาตรา ๔๓ วรรคสอง นั้น เขียนว่า จำกัด ไม่ได้ครับ แต่มี เว้นแต่ ครับ ท่านครับ เว้นแต่โน่น เว้นแต่นี่ เว้นแต่นั่นนะครับ มาตรา ๔๘ ก็เปึ้นเว้นแต่อีกเรื่องหนึ่งด้วยครับ
เชิญสุนทรถาม อันที่ ๒ ต่อ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุนทร์ จันทร์รังสี่ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครับ ถ้าท่านยืนยันเช่นนี้ ผมก็รับทราบไว้ แล้วก็จะ ได้ชี้แจงกับบรรดาผู้คนในอาชีพนี้ แต่ที่มีความหมาย ที่สงสัยกันอีกอย่างหนึ่งนะครับ ในมาตราที่ ๔๘ นี่ ท่านเขียนว่า เปึนเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ ตรงนี้มีข้อซักถามกันมาเยอะนะครับว่า บางคนอ้างว่า ธุรกิจของตัวเองมิใช่หนังสือพิมพ์ แต่เปึ้นนิตย์สารบ้าง เปึนวารสารบ้าง เช่นนี้ รัฐธรรมนูญข้อนี้ควบคุมถึงไหนครับ ขอเรียนถามครับ เพราะว่าในมาตราอื่น ๆ ท่านก็จะระบุอยู่เสมอว่า กิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนอื่น แต่ในมาตราที่ ๔๘ ท่านระบุไว้เฉพาะกิจการหนังสือพิมพ์เท่านั้น ผมหวั่นวิตกว่า จะเกิดปัญหาสำหรับผู้ที่อยากทำในนิตย์สาร หรือวารสารอื่น ๆ ครับ
ท่านมานิจครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา มานิจ สุขสมจิตร กรรมาธิการครับ เรื่องนี้ขอเรียนว่า คำว่า หนังสือพิมพ์ นั้น มีบัญญัติไว้ ใน พรบ. การพิมพ์ ๒๔๘๔ ซึ่งยังใช้บังคับอยู่ปัจจุบัน แล้วก็ขณะนี้ได้มีการพิจารณา ยกเลิก พรบ. การพิมพ์ ๒๔๘๔ ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมี พรบ. ฉบับใหม่ ขึ้นมาแทน เรียกว่า พรบ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. .... ซึ่งใน พรบ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. .... ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น ได้มีบทวิเคราะห์ศัพท์ คำว่า หนังสือพิมพ์ ไว้ หมายถึง สิ่งพิมพ์ซึ่งได้เสนอข่าวสาร หรือบทวิจารณ์เปึนหลัก มีชื่อ จ่าหน้าเช่นเดียวกัน มีข้อความต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม มีเจตนาจะออกเปึ้นลำดับเรื่อยไป แล้วก็มีคำอื่นอีก อันนั้นเปึ้นบทวิเคราะห์ศัพท์ ว่า หนังสือพิมพ์ คืออะไร ถ้าไม่อยู่ใน ความหมายอันนี้ ก็ไม่เรียกว่าเปึนหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ถ้าเปึ้นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ หนังสือพิมพ์ ก็สามารถทำได้อยู่แล้วครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๔๗ นี่ กรรมาธิการขอเพิ่มนะครับ ตอนท้ายของมาตรา คือ คำว่า ของประชาชน นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีใครขัดข้อง นะครับ มาตรา ๔๗ เชิญท่านสุนทรครับ
ท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ผม สุนทร จันทร์รังสี ผมขอระบุให้ชัดเจน ในมาตรา ๔๘ อีกครั้งนะครับ เพราะเมื่อกี้ ฟังคำชี้แจงของท่าน ประทานโทษ ขอเอ่ยนาม ท่านมานิจ สุขสมจิตร แล้วนะครับ ท่านบอกว่า สิ่งพิมพ์ที่ออกต่อเนื่องกันไป ผมก็ขอเรียนถามว่า ถ้าเปึนวารสาร ซึ่งเขาจะไม่ต่อเนื่อง เขาอาจจะมี อาจจะป้หนึ่งออกฉบับสองฉบับ หรือป้หน้าอาจจะ ไม่ออก แล้วก็ออกอีกเมื่อไรก็ได้ แต่อาจจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ท่านไม่ต้องการให้ มาเกี่ยวข้องในทางการเมืองบ้างก็ตาม เช่นนี้จะครอบคลุมหรือไม่ ขอเรียนถามครับ
คือกรรมาธิการ ว่าอย่างไรครับ ในข้อความ เดี๋ยวก่อนครับ ผมถามท่านสมาชิก เพราะนั่นเปึ้น ๔๘ เอาท่านสมาชิกเสียก่อน มาตรา ๔๗ นี่ กรรมาธิการขอ ที่เมื่อกี้ผมถามไปว่า เติมคำว่า ของประชาชน นะครับ ถ้าไม่มีการขัดข้อง ให้เปึนมติรับการแก้ไขไปนะครับ มาตรา ๔๗ นะครับ ทีนี้มาตรา ๔๘ นี่ครับ กรรมาธิการจะว่าอย่างไรครับ คือ กรรมาธิการเสนอแก้ มิได้ ทีนี้ท่านสุนทรถามเรื่องคำอธิบายอะไรนี่ เชิญครับ และจะได้ขอมติ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล กรรมาธิการครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๘ นี่ เปึนหลักการใหญ่ เลย ที่ในการร่างรัฐธรรมนูญนี้ ตั้งแต่ในชั้นกรรมาธิการยกร่างนี่ เสนอว่า เราไม่ต้องการให้ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี่เข้าไปครอบงําสื่อสาธารณะ นี่เปึนหลักการใหญ่เลย แล้วก็ เปึ้นอย่างนี้มาตลอดนะครับ ไปเผยแพร่ประชาชนก็เปึนอย่างนี้ เข้ามาในสภา หลักการนี้ ก็ไม่ได้มีการทักท้วงอะไร เพราะฉะนั้นเปลี่ยนตรงนี้ไม่ได้แล้วครับ ในวาระนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ก็เปึนมาตรานี้ ขออย่างนี้นะครับ กรรมาธิการขอแก้ คำว่า มิได้ ซึ่งมี ๒ ตัว ขอตัด มิได้ สุดท้ายนะครับ สมาชิกเห็นด้วยไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ผ่านนะครับ เปึ้นมตินะครับ ให้เปึนไปตามที่กรรมาธิการเสนอ ไปส่วนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพใน การศึกษาครับ มีไหมครับ เชิญท่านสุนทรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ด้วยความเคารพ อย่างแท้จริงนะครับ ผมไม่ได้ตีรวน แต่ผมจะเรียนถาม เพื่อให้เกิดความกระจ่างนะครับ อย่างที่บอกว่า เพราะคําตอบของท่านยังไม่ได้ชัดเจนเลยครับว่า จะเข้าหรือไม่เข้า จะได้ หรือไม่ได้ ถ้าเขาบอกว่า สิ่งพิมพ์ของเขาไม่ใช่หนังสือพิมพ์ แต่เปึนวารสาร ซึ่งออก ตามวาระ ตามความจําเปึ้นของเขาเช่นนี้นะครับ รัฐธรรมนูญนี้จะครอบคลุมถึงไหนครับ ขอคำชี้แจงจากท่านให้กระจ่างแจ้งด้วยครับ
ขอความชัดเจนเลยครับ จะได้บันทึกไว้ด้วยครับ วารสาร นิตย์สาร นะครับ
ท่านประธานที่เคารพ ร่างมาตรา ๔๘ นี้ เปึ้นร่างของสมาชิกสภาร่างไปแล้วนะครับ ไม่ใช่ร่างของกรรมาธิการ เพียงแต่ว่าเรามาหารือเรื่องถ้อยคำเท่านั้นเอง ความจริงหนังสือพิมพ์ก็มีนิยาม ตามกฎหมายครับ คงต้องไปดูนิยามตามนั้นนะครับ มาชี้แจงตอนนี้ก็อาจจะไม่ชัดเจน ขออนุญาตท่านประธานได้ไหมครับว่า กฎหมายมันก็จะเขียนไว้ครับ หนังสือพิมพ์ หมายถึงอะไรบ้างนะครับ
ครับ หลักการเปึนไปตามนี้ครับ คราวนี้ท่านสุนทร เข้าใจว่าอยากจะถามเจตนารมณ์ด้วย นะครับ จะได้ไม่เกิดปัญหากับคนที่จะเอาไปใช้ในทางปฏิบัติ อย่างไรครับ อธิบายแล้ว ท่านก็ไปดูอีกทีหนึ่งว่า คำว่า กิจการหนังสือพิมพ์ นั้น มันรวมอะไรบ้างนะครับ มีถ้อยคำ อื่นอีกไหมครับ มาตรา ๔๘ ครับ ไป ๔๙ แล้วนะครับ ส่วนที่ ๘ ท่านพิเชียรหรือครับ อ๋อ ท่านไพบูลย์ เดี๋ยวครับ จะเอาท่านไหนก่อนครับ เดี๋ยวท่านให้สมาชิกพูดก่อนดีกว่า
ขออนุญาตย้อนนิดเดียว
มาตราไหนครับ
๔๖ ครับ ขออนุญาต นิดเดียวครับ
เท่าไรนะครับ
๔๖ ครับ
อ๋อ ย้อนกลับไป ๔๖ หรือครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ พอดีเพิ่งอ่านเจอนะครับ ๔๖ วรรคหนึ่งนะครับ ในบรรทัดรองสุดท้ายนะครับ วรรคหนึ่งนะครับ ที่ว่า มีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกปัองสิทธิ เสรีภาพและความเปึนธรรม ผมสังเกตดูในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นี่ สิทธิกับเสรีภาพ มันเปึน คนละอย่าง ถ้าจะใช้ตรงนั้นนะครับ ผมสังเกตดูนะครับว่า มันแยกกันอยู่นะครับ สิทธิก็ คําหนึ่ง เสรีภาพก็คําหนึ่ง ถ้าจะพิมพ์วรรค์ หรือเติม และ ตรงนั้นนะครับ ก็จะได้สอดคล้อง กันทั้งระบบ ทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ ก็อาจจะเติมว่า สิทธิและเสรีภาพ ครับ
ตอนนี้ และ มันมีอยู่ ๒ ตัวแล้วนะครับ
ถ้าพิมพ์วรรค์ได้ไหมครับ พิมพ์ วรรคตรงนี้
ถ้อยคำครับ ตอนนี้ดูได้แค่ถ้อยคำครับ
พิมพ์วรรค์ครับ
อ๋อ วรรคนะครับ และมีสิทธิจัดตั้งองค์กรเพื่อปกปัองสิทธิ แล้วก็วรรคนะครับ เสรีภาพและ ความเปึนธรรม นะครับ ขอวรรคเท่านั้นนะครับ เพื่อจะได้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น คงไม่เปึนไรนะครับ อันนี้เปึนเรื่องถ้อยคํานะครับ ที่ประชุมไม่เห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่า เห็นชอบตามที่ท่านกรรมาธิการเสนอครับ ท่านพิเชียรครับ กลับมามาตรา ๔๙ ใช่ไหมครับ
ครับ ในมาตรา ๔๙ นะครับ กระผม อยากจะขออนุญาตเรียนถามท่านกรรมาธิการยกร่าง เพื่อความชัดเจน ให้พี่น้อง ประชาชนได้เข้าใจอย่างถิ่องแท้นะครับ รวมทั้งขอให้บันทึกไว้ในเจตนารมณ์ด้วยว่า ในมาตรา ๔๙ ที่ท่านระบุว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่า สิบสองป้ นี่ ขอถามคำถาม ที่ชาวบ้านเขาฝากมาถามว่า นับจากไหนครับ ๑๒ ป้นี่ คือ จะนับจากชั้นอนุบาลเลยปฐมวัยขึ้นไป หรือจะนับจากชั้นประถม
คือ ท่านพิเชียรครับ ของเรานี่อภิปรายจบไปแล้วนะครับ แล้วมีเจตนารมณ์ไปแล้ว เอาถ้อยคํา
ใช่ครับ แต่ว่าขออนุญาตครับ ท่านประธาน คือถ้อยคําเมื่อมันออกมาเปึนอย่างนี้นะครับ คือเดิมเรามีคําว่า เลือกรับ แล้ว ก็มี ปฐมวัย มี ประถม แต่ตอนนี้เราเขียนอย่างนี้เลยนะครับ ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิ เสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองป้ นะครับ ผมก็ขออนุญาตเรียนถาม เพื่อให้บันทึกไว้ให้ชัดเจนครับท่านประธาน
ครับ ขอบพระคุณครับ มีบันทึกแล้วครับ ไม่ต้องอีกแล้วครับ นะครับ มันมีรายละเอียด หมดแล้วนะครับ ตอนนี้เรากำลังดูถ้อยคำกับมาตราที่ขัดกันนะครับ ท่านวิชัยครับ เชิญครับ
ครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม วิชัย เรื่องเริงกุลฤทธิ์ สสร. ครับ ในมาตรา ๔๘ กระผมก็ยังข้องใจ เหมือนอย่างที่ คุณพิเชียรพูดเมื่อกี้ ขออภัยที่ต้องเอ่ยชื่อนะครับ ว่า เดิมนั้นเราพูดจากันมากในมาตรานี้ แล้วก็ออกมาเช่นนี้ ก็อยากจะกราบเรียนว่า ขอความกรุณาว่า จะต้องบอกกล่าวให้พี่น้อง ประชาชนเขาทราบนะครับว่า ทําไมไม่มีตรงนั้น และแก้ไขกันยังได้ประโยชน์ตรงไหน
ครับ ตอนนี้วาระของเราคือดูถ้อยคำกับข้อความที่ขัดแย้งกันนะครับ ท่านสงสัยตรงไหน ไหมครับ ที่มันขัดกัน หรือถ้อยคำไม่ถูกต้อง
ก็ก่อนปฐมวัย อย่างที่ได้พูดเมื่อกี้ครับ อันนี้ ขอให้เปึ้นเจตนารมณ์ที่เคยพูดไว้นะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นกระผมไม่คัดค้านในประเด็นนี้ แต่กราบเรียนว่า เพื่อความเข้าใจอันดีต่อพี่น้องประชาชนทั้งหลายนะครับ ก็ขอกราบเรียน ว่า ขอให้เปึ้นเจตนารมณ์เดิมไว้ด้วยนะครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ ผมว่าประชาชนเขาเข้าใจดีแล้วครับ คือ มันตอบไปแล้ว บันทึกแล้ว มีแล้ว เจตนารมณ์ก็บันทึก
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เองครับ ก็ยังมีคนโทรมาถามกระผม มาตรานี้เลยครับ มาตรา ๔๙ นี่ ว่า ไม่น้อยกว่า ๑๒ ป้นี่ ให้นับจากไหนครับ ท่านประธาน ก็แสดงว่า ยังมีประชาชนที่ยังไม่เข้าใจจำนวนมาก ผมอยากจะให้กรรมาธิการได้พูดสักคําหนึ่ง ให้ชัดเจนเลยครับว่า ๑๒ ป้นี่ ท่านนับจากไหน ครับ เพื่อที่ประชาชนจะได้เข้าใจโดยทั่วกัน แล้วเข้าใจตรงกันครับ
ครับ คืออย่างนี้ ตอนนี้กําลังควบคุมการประชุมนี่นะครับ ให้เปึนไปตามวาระ วาระนี้ไม่ใช่ วาระอธิบายรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ถ้ามันขัดแย้ง ถ้าท่านบอก ถ้อยคํามันขัดกัน ถ้อยคํา ไม่ตรงนะครับ ตอนนี้เรากำลังพิจารณาในสภานะครับ เราไม่ได้หาเสียงกับชาวบ้าน นะครับ ผมขอความกรุณาเถอะครับ เข้าวาระเถอะครับ อย่างนั้นท่านก็จะถามทุกมาตรา ให้บันทึกเจตนารมณ์ทุกมาตรานี่นะครับ
ท่านประธานครับ คงไม่ได้ให้บันทึก ทุกมาตราหรอกครับ เฉพาะมาตรานี้เท่านั้นแหละครับ ที่เขาถามมา ท่านช่วยกรุณาตอบ ให้ชัดเจนเท่านั้นเองแหละครับ
ครับ เอาอย่างนี้นะครับ เพื่อให้เรียบร้อยนะครับ ผมให้ตอบอีกครั้งเดียวนะครับ
ท่านประธานครับ ผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ ครับ ขออนุญาตกราบเรียน เรื่องที่ท่านพิเชียรพูดนี่ ในเรื่องนี้ได้ตกลงกันว่า ได้มีการบันทึก เจตนารมณ์ไว้ว่า การศึกษา ๑๒ ป้นั้น รัฐจัดให้ตั้งแต่ เหมือนเดิมครับ คือ ตั้งแต่ประถม ๑ ถึง ม. ๖ เหมือนเดิม ส่วนปฐมวัยนั้น ท้องถิ่นจะเปึ้นผู้มีส่วนในการดำเนินการครับ อันนี้ ก็บันทึกไว้แล้วนะครับ ได้ตกลงไว้แล้ว คาดว่าคงจะเรียบร้อยนะครับ ท่านพิเชียร์จะได้ สบายใจครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ อาจารย์วิทธยาครับ มาตรา ๔๙ ผ่านนะครับ ส่วนที่ ๘ นะครับ ไปส่วนที่ ๙ นะครับ มีท่านใดติดใจไหมครับ ส่วนที่ ๙ ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ส่วนที่ ๑๐ นะครับ อาจารย์จรัญครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ในมาตรา ๖๒ นี่นะครับ วรรคหนึ่งกับวรรคสองนี่ยังไม่รับกัน นะครับ คือ ความในวรรคสองนี่ เปึนการตรวจสอบ และการให้ถ้อยคําอะไรกับ ๓ คนครับ คือ ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ในวรรคหนึ่งนี่ ไปเน้นเฉพาะผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะขออนุญาตเติม ในวรรคหนึ่ง โดยเติมคำว่า หน่วยงานของรัฐ เข้าไปในวรรคหนึ่งครับ ให้เปึ้น ๓ ส่วน เหมือนกับวรรคสองนะครับ ก็จะอ่านข้อความในวรรคหนึ่งได้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิติดตาม และร้องขอให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ขอบพระคุณครับ
ท่านสมาชิกไม่เห็นด้วยมีไหมครับ ท่านอาจารย์กล้านรงค์ครับ เชิญครับ
นิดเดียวครับ ท่านใช้คําว่า และเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือ จะใช้คําว่า หรือ ครับ เพราะวรรคสองนี่ใช้คําว่า หรือ อยู่
ท่านกรรมาธิการดูให้ละเอียดนิดหนึ่งครับ
ผมยังคิดว่า และ น่าจะถูก ในวรรคหนึ่งนะครับ เพราะว่าวรรคหนึ่งเปึนการให้สิทธิประชาชนที่จะติดตามร้องขอ ให้ตรวจสอบ ๓ ส่วนนั้น ต้องเปึน และ นะครับ ส่วนวรรคสองนี่เปึ้นเรื่องที่ประชาชนไปให้ ข้อมูลโดยสุจริต เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละหน่วยครับ ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ไม่ว่าจะไปหน่วยใดก็ได้รับความ คุ้มครองครับ เพราะฉะนั้นโดยเนื้อความนี่ ผมว่า และ หรือ คงไว้อย่างเดิมน่าจะ ไม่ผิดพลาดครับ ขอบคุณครับ
กรรมาธิการยืนยันความถูกต้องนะครับ ผ่านมาตรา ๖๑ ๖๒ นะครับ ส่วนที่ ๑๑ ครับ ส่วนที่ ๑๑ มีสมาชิกติดใจไหมครับ ถ้อยคำ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ไม่มีผ่านไปส่วนที่ ๑๒ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ผ่านไปส่วน ๑๓ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดติดใจนะครับ ผ่านไปหมวดที่ ๔ ครับ หน้าที่ของชนชาวไทย อาจารย์จรัญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ง บรรทัดสุดท้ายนี่นะครับ ตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี นี่ กระผมเข้าใจว่า หลักธรรมาภิบาลนี่ยังใหญ่กว่าการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดีอีกนะครับ ผมเข้าใจว่า คําเชื่อมตรงนี้ไม่น่าจะเปึน ของ นะครับ ถ้าจะมีไว้ ก็น่าจะเปึนคำว่า และ หรือว่าคำว่า หรือ แล้วแต่กรณี แต่ถ้าใช้คำว่า ของ นี่ มันกลายเปึน ว่า หลักธรรมาภิบาลซึ่งเปึนหลักใหญ่นี่ไปเปึนส่วนย่อยของการบริหารกิจการบ้านเมือง ที่ ดี ขอบพระคุณครับ
ตกลงกรรมาธิการจะยืนยันถ้อยคำไหนครับ กรรมาธิการช่วยดูกันก็แล้วกันนะครับ ไม่เปึนไร ปรึกษากันครับ อาจารย์สมคิด
กรรมาธิการขอคำเดิม ได้ไหมครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าหารือกันมาหลายรอบแล้วครับ
ครับ ไม่มีแก้นะครับ ผ่านไปหมวดที่ ๕ นะครับ อาจารย์รุจิราครับ
คํามาตรา ๗๔ นี่นะคะ ที่พูดสักครู่ คำว่า ตามหลักธรรมาภิบาล นี่ คำว่า กู๊ด กัฟเวอร์แนนซ์ (Good Governance) หรือ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี มีผู้แปลว่า ธรรมรัฐและธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นน่าจะใช้ คำว่า การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี อย่างเดียว และตัดคำว่า ธรรมาภิบาล ออก เพราะศัพท์แรกเริ่มเขา ๒ คํานี้ความหมายเหมือนกันนะคะ เหมือนกับใช้ศัพท์ซ้ำกัน คงควรจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือเลือกคำว่า ธรรมาภิบาล แต่ศัพท์แรกเริ่มเขาเลยนี่ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ครับ มันไม่ใช่ถ้อยคําแล้วอาจารย์ มันเปึนหลักการแล้วครับ อาจารย์ครับ อาจารย์สมคิด ครับ
ความจริงก็เข้าใจเหมือน ท่านรุจิรานะครับ แต่ว่า เพียงแต่ว่าเราจะมีมาตราหนึ่ง ที่พูดเรื่องหลักธรรมาภิบาล ภาคเอกชน มาตรานี้ต้องการหมายถึงธรรมาภิบาลภาครัฐ แต่นี่เขียนว่า ภาครัฐ ก็เขียนว่า ของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เพื่อสื่อไปในเชิงภาครัฐ ขออนุญาตใช้ทั้ง ๒ คำครับ ท่านประธานครับ
ครับ เข้าใจตรงกันนะครับ ไม่มีข้อความอื่นแล้วนะครับ ไปหมวดที่ ๕ ครับ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๑ มี ๒ มาตรานะครับ มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเปึนเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ก็เข้าไปส่วนที่ ๒ มีมาตรา ๗๗ นะครับ เข้าส่วนที่ ๓ นะครับ แนวนโยบายด้าน การบริหารราชการแผ่นดินครับ ท่านไพบูลย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ครับ มาตรา ๗๘ (๑) ในหน้า ๒๗ บรรทัดที่ ๒ โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตรงจุดนี้ถ้าไปดูมาตรา ๘๓ ดำเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อยากเสนอให้เติม คำว่า แนว เข้าไป นะครับ ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ก็จะเหมือนมาตรา ๘๓ ครับ
ครับ ท่านกรรมาธิการด้วยกัน ท่านสมาชิกพิจารณาด้วยนะครับ ตามแนวปรัชญาหรือครับ แนว ก่อนหรือครับ แนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๘๓ นะ ครับ อันนี้เติมถ้อยคำครับ ให้สอดคล้องกับมาตรา ๘๓ เห็นพ้องต้องกันนะครับ ท่านวัชรา ครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร กระผมว่า เรื่องนี้เราได้พูดกันมามากครับ ในตอนที่อภิปรายเกี่ยวกับ มาตรา ๗๘ และ ๘๓ เพราะคําว่า แนว นี้ มีความหมายที่ทําให้อ่อนลง เพราะฉะนั้น กระผมขอให้ยืนไว้ในเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับ
ครับ กรรมาธิการส่วนใหญ่กับสมาชิก
กรรมาธิการขอยืน ตามเดิมนะครับ ท่านประธานครับ
ครับ กรรมาธิการยืนนะครับ ท่านไพบูลย์ไม่ขัดข้องครับ มาตรานี้มีท่านใดค้างอีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ไปส่วนที่ ๔ นะครับ ส่วนที่ ๔ แนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษาและวัฒนธรรม มีท่านใดติดใจถ้อยคำหรือข้อความที่ขัดหรือแย้งกัน มีไหมครับ อาจารย์กรรณิการ์ครับ
เรียนท่านประธานสภาค่ะ ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ในส่วนที่ ๔ เปึ้นแนวนโยบายด้านศาสนา สังคม การสาธารณสุข แล้วก็ การศึกษาและวัฒนธรรม เข้าใจว่า มีการโยกเรื่องการสาธารณสุขกับการศึกษาอยู่ แต่ตรงนี้มีข้อปรึกษานิดหนึ่งว่า มันจะเปึนเชิงในหลักการหรือเปล่า คือ การสาธารณสุข ให้สอดรับกับมาตรา ๘๐ วรรคสอง คือ ส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพ ที่เน้น การสร้างเสริมสุขภาพ อันนี้ปรึกษาในเชิงหลักการว่า มันจะแก้หลักการหรือเปล่า เพื่อให้ สอดรับกันนะคะ เพราะปัจจุบันแล้วสุขภาพนี่จะกว้างไกลกว่าเรื่องของการสาธารณสุขค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
เขาอธิบายไว้แล้วครับ กรรมาธิการตอบไหมครับ เชิญครับ
เรื่องนี้ก็พูดมาแล้ว นะครับ คงต้องใช้คําเดิมครับ เพราะว่าเปลี่ยนหลักการใหม่
ครับ ขอบพระคุณครับ ผ่านส่วนที่ ๔ นะครับ ส่วนที่ ๕ แนวนโยบายด้านกฎหมายและ การยุติธรรม ท่านสมเกียรติก่อนครับ อาจารย์สุรชัยรอเดี๋ยวครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ครับ มาตรา ๘๑ (๑) ขออนุญาตย้ายคำว่า ทั่วถึง จากล่างขึ้นไปไว้ข้างบน ครับ คือ ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้ทั่วถึง เปึนไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเปึนธรรม ทั่วถึง มันไปวรรคอยู่ตรงระหว่าง รวดเร็วและเปึ้นธรรม ครับ ขออนุญาต เอาขึ้นมาไว้ข้างบนครับ ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้ทั่วถึง เปึ้นไปตามกฎหมาย อย่างถูกต้อง รวดเร็วและเปึนธรรม ครับ ขอบคุณครับ
เดี๋ยวลองพิจารณาก่อนนะครับ อาจารย์สุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ กราบเรียนอย่างนี้ครับ ประเด็นก็ใกล้เคียงกับที่ท่านสมเกียรตินําเสนอเมื่อกี้นะครับ เนื่องจากในชั้นแปรญัตตินั้น ใน (๑) เราใช้คําว่า ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้ เปึ้นไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม นะครับ และต่อด้วยคำว่า ทั่วถึง ทีนี้ ท่านไปสลับเอา ทั่วถึง มาคั่นกลาง ระหว่างคำว่า ถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม ขออนุญาตว่า กลับไปใช้อย่างเดิมในชั้นแปรญัตติได้ไหมครับ สําเร็จรูปเปึนว่า (๑) ดูแลให้มีการปฏิบัติ และบังคับการให้เปึนไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม ทั่วถึง หรืออาจจะ ถ้าถ้อยคำไม่สละสลวยนะครับ อาจจะเพิ่มเปึนอย่างนี้ก็ได้ครับ ถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม โดยทั่วถึง ก็จะสละสลวยขึ้นครับ
ครับ ให้คําอย่างไรครับ ท่านกฤษฎีกาครับ
ขออนุญาตให้คำอย่างนี้นะครับว่า ตอนท้าย อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรมและทั่วถึง ครับ
ท่านสมเกียรติได้ไหมครับ ท่านอาจารย์สุรชัยครับ ที่ประชุมครับ ขอขยับข้อความนะครับ เอาคำว่า ทั่วถึง กับ เปึนธรรม นี่ สลับกันนะครับ ก็คือ รวดเร็ว เปึนธรรมและทั่วถึง นะครับ ไม่มีท่านใดเห็นเปึ้นอย่างอื่นนะครับ ผ่านนะครับ ไปส่วนที่ ๖ ครับ
ยังครับ ท่านครับ
เชิญอาจารย์สุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างครับ ก็ผมมีประเด็นใน (๕) ของมาตรา ๘๑ นะครับ (๕) ของมาตรา ๘๑ นี้ ผมเข้าใจว่า ท่านกรรมาธิการคงไปปรับปรุงร้อยเรียงถ้อยคำใหม่นะครับ จากเดิมซึ่งมีอยู่ ใน (๓) ของมาตรา ๘๐ เดิมนะครับ ซึ่งใน (๓) ของมาตรา ๘๐ เดิมนั้นนี่ ที่ประชุมมีมติ ไปว่า ให้เพิ่มเติมถ้อยคำว่า สนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพมีบทบาทในการช่วยเหลือ ประชาชนทางกฎหมาย ทีนี้พอมาอยู่ ท่านมาร้อยเรียงถ้อยคำใหม่ ใน (๕) กลายเปึนว่า สนับสนุนการดำเนินการขององค์กรภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว อ่านแล้วใจความมันผิด หลักการไปเลย ท่านประธาน เพราะว่าหลักการเดิมนั้น ที่เรามีมติไปนั้นนี่ เรามีมติว่า รัฐจะสนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือประชาชน ทางกฎหมาย นั่นคือ หลักการที่เรามีมติไปเดิมครับ ก็ขออนุญาตให้ปรับปรุงถ้อยคำให้ เปึ้นไปตามหลักการที่มีมติไว้เดิมครับ
ครับ ข้อความเดิมอีกที่ได้ไหมครับ มันอย่างไรครับ มันถ้อยคําหรือหลักการครับ
ครับ ถ้อยคําเดิมที่เรามีมติไว้นี่นะครับ จะได้ใจความของหลักการสำคัญว่า รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพ มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ครับ ซึ่งข้อความนี้เดิมมันอยู่ใน (๓) ของมาตรา ๘๐ พอท่านมาจัดเรียงข้อความใหม่นี่ ผมหาไม่เจอเลยทั้ง ๕ อนุ มาดูแล้วมี ใกล้เคียงกันก็ปรากฏอยู่ใน (๕) ซึ่งผมอ่านแล้วนี่ มันไม่ได้สื่อใจความอย่างที่เรามีมติไว้ ครับ
ครับ เหมือนไหมครับ สนับสนุน
เพราะฉะนั้นผมเสนอว่า (๕) นั้น ให้ปรับใช้ ถ้อยคําตามข้อความใน (๓) เดิมครับ
สนับสนุนให้องค์กรภาคเอกชน หรือครับ การดำเนินการของ นี่เอาออกหรือครับ
สนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพมีบทบาทในการ ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ครับ แล้วก็ตัดคำว่า โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบ จากความรุนแรงในครอบครัว ออก เพราะว่าข้อความมันไม่ได้ต่อเนื่องกัน
ครับ อันนี้มันจะแก้หลักการไปหรือเปล่าครับ เดี๋ยว ขอความชัดเจนครับ กรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ข้อความนี้ความจริงเอามาจากคำแปรญัตติของท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์ ป่ืนทอง นะครับ แล้วก็ปรับถ้อยคำในที่ประชุมว่า ว่าเปึ้นลักษณะ (๕) ที่เขียนไว้นี่ครับ อันนั้นเปึน (๕) ที่อ่านอยู่ในที่ประชุมในขณะนั้น เพราะเห็นชอบ ตามคำแปรญัตติของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ เปึนข้อความลักษณะนี้ครับ
ครับ กรรมาธิการยืนยันว่า เปึนไปตามคำแปรญัตติด้วยนะครับ แล้วก็ไม่ได้ไปปรับแก้ ทีหลัง เปึนไปตามที่ประชุมพิจารณาครับ เชิญครับ อาจารย์สุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมต้อง กราบเรียนยืนยันอย่างนี้ครับว่า ข้อความนี้ผมเปึนคนขอแปรญัตติไว้ใน (๓) แล้วก็ ที่ประชุมเห็นชอบกับคำขอแปรญัตติของผม เพียงแต่ตอนท้าย คือ เดิมนี่ผมแปรญัตติ ไว้ว่า สนับสนุนให้มีองค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ แล้วท่านศิวะเปึนคนขอให้ตัดคำว่า ที่มีกฎหมายรองรับ ออก ท่านศิวะเปึนคนขอให้ตัดข้อความตรงนี้ออก ซึ่งผมก็ยินยอม นะครับ ออกมาก็เลยเปึนข้อความว่า สนับสนุนให้มีองค์กรวิชาชีพมีบทบาทในการ ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย
ครับ อย่างนั้นเดี๋ยวให้ยกร่างตรวจอีกรอบแล้วกันนะครับ ท่านจะสรุปตอนนี้เลย หรือว่า จะขอตรวจ เชิญครับ
ก็คงไปขอตรวจครับ ท่านประธานครับ แต่ว่า ขออนุญาตว่า ท่านสุรชัยแปรเช่นท่านสุรชัยพูดจริงนะครับ ท่านสุรชัยแปรว่า สนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับมีบทบาทในการช่วยเหลือ ประชาชนทางกฎหมาย รวมทั้งมีกองทุนเฉพาะที่รัฐสมทบให้เพื่อการดำเนินงานอย่าง เพียงพอ ผมเข้าใจว่า ในการประชุมนี่ ไม่แน่ใจนะครับ เดี๋ยวต้องไปเช็กนะครับ มีท่าน อาจารย์เจิมศักดิ์แปรไว้ด้วยกันนะครับ เปึนคำเดียวกับที่กรรมาธิการเอามานะครับ ตามบันทึกของกรรมาธิการนั้น ได้ลงมติตามร่างของอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ ด้วยคะแนน ๓๘ ต่อ ๒๔ เปึ้นร่างของอาจารย์เจิมศักดิ์ครับ ไม่ใช่ร่างของท่านสุรชัยครับ
ครับ อย่างนั้นเดี๋ยวให้ทาง
ครับ ผมว่า ต้องช่วยกรุณาไปตรวจสอบเทป ดูอีกทีหนึ่งนะครับ ผมจำได้แม่นย้ำเลย ท่านศิวะยังพูดที่เล่นที่จริงกับผมเลยว่า ถ้ามีคำว่า กฎหมาย อยู่ เดี๋ยวเหลือแต่สถาบันของอาจารย์สุรชัยสถาบันเดียว ตอนนั้นใช่ไหมครับ สุดท้าย ที่ประชุมยังถามว่า ยอมให้ผมตัดคำว่า กฎหมาย ออกไหม ผมบอก ผมยินดี ให้ตัดออกนะครับ
ครับ ไม่เปึนไรครับ เดี๋ยวทางฝ์ายท่านเลขาธิการ ให้ฝ์ายประชุมตรวจชวเลขนะครับ ตรวจก่อนดีไหมครับ เพราะว่ามีเมื่อกี้ประเด็นหนึ่ง นี่อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ประเด็น ท่านสุรพลเรื่องหนึ่ง แล้วก็นี่อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ตรวจก่อนดีกว่านะครับ จะได้ไม่ต้อง แย้งกันนะครับ ขออนุญาตที่ประชุม ขอตรวจนะครับ แล้วเดี๋ยวว่าอีกทีหนึ่งครับ ขอให้เริ่มตรวจเลยนะครับ อย่างนั้นแขวนตรงนี้ไว้สักครู่หนึ่งนะครับ ส่วนที่ ๖ นะครับ ขออนุญาตเข้าส่วนที่ ๖ ก่อนนะครับ มาตรา ๘๒ มีท่านใดติดใจถ้อยคำหรือข้อความที่ขัด หรือแย้งกันครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ไม่มี เข้าส่วนที่ ๗ นะครับ ท่านสมคิดครับ
ท่านประธานครับ ก่อนที่จะไปส่วนที่ ๖ นั้น ขออนุญาตย้อนกลับไปมาตรา ๔๒ ได้ไหมครับ ที่ท่านสุรพลได้ เรียนไว้นี่ ฝ์ายเลขาของสภาได้เช็กแล้วนะครับ มีที่ท่านสุรชัย ประทานโทษนะครับ ท่านสุรพลพูดไว้จริงนะครับ ก็ขออนุญาตเติมตามคำที่ท่านจรัญได้ให้ไว้เลยนะครับ เติมคำว่า การอนุรักษ์โบราณสถานและแหล่งทางประวัติศาสตร์ เข้าไปนะครับ
ครับ เปึนหลักการเดิมนะครับ เปึนหลักการเดิมที่พิจารณาไปแล้วนะครับ ไม่ได้เพิ่ม หลักการใหม่นะครับ ท่านสมาชิกไม่เห็นอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
เห็นชอบกับที่สมาชิกและกรรมาธิการเสนอนะครับ จะชัดเจนไหมครับ พูดไปแค่นี้ เจ้าหน้าที่เขาจะบันทึกถูกไหมครับ บันทึกแล้วนะครับ ขอบพระคุณครับ ท่านสุรพลครับ เข้าส่วนที่ ๗ นโยบายด้านเศรษฐกิจนะครับ ไม่มีท่านใดติดใจนะครับ เข้าส่วนที่ ๘ เลย นะครับ แนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง ครับ
ครับ ท่านพิเชียรครับ
ส่วนที่ ๗ นะครับ แนวนโยบาย ด้านเศรษฐกิจ ใน (๖) ครับ บรรทัดสุดท้ายนะครับ ขออนุญาตท่านกรรมาธิการยกร่าง ได้ดูสักนิดหนึ่งนะครับ ที่ว่า รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย นี่ ตรงนี้กระผมขออนุญาตเรียนถามนะครับ ว่า รวมทั้งสิทธิทางปัญญาและลิขสิทธิ์ด้วย หรือเปล่าครับ ตอนที่เราอภิปรายกันเราได้ ดูเหมือนจะได้พูดถึงเรื่องลิขสิทธิ์ด้วยหรือเปล่า ครับ ซึ่งมันไม่มีอยู่ในนี้นะครับ มีแต่คําว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย กระผม ขออนุญาตว่า น่าจะมีคำว่า สิทธิทางปัญญาและลิขสิทธิ์ของไทย ด้วยไหมครับ
มีใครแปรญัตติไว้หรือเปล่าครับ
ขอท่านกรุณาลองเช็กดูนะครับ เพราะว่า ตอนที่เราได้อภิปรายเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทยนี่ กระผมคิดว่า ได้มีการ พูดถึงเรื่องสิทธิทางปัญญาและลิขสิทธิ์ของไทยด้วยครับ
เดี๋ยว รบกวนท่านพิเชียรช่วยดูนิดนะครับ ว่า มีใครแปรญัตติ แล้วมันผิดไปจากที่แปรไว้ หรือเปล่านะครับ
ท่านลองตรวจสอบดู เพราะผมคิดว่า ตอนที่เราอภิปรายเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย ได้พูดถึงเรื่องนี้ด้วยครับ
ครับ ท่านมนูญศรี เดี๋ยวให้ถาม ท่านมนูญศรีครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ดิฉัน มนูญศรี โชติเทวัญ นะคะ สสร. ค่ะ ดิฉันจะขอพูดในส่วนที่ ๘ ค่ะ ต่อได้เลยนะคะ
อ๋อ อย่างนั้น เดี๋ยวรอสักครู่ครับ
ขอบคุณค่ะ
อยู่ที่ส่วนที่ ๗ อาจารย์อภิชาติ ยกมือครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อภิชาติ ดําดี นะครับ ขออนุญาตชี้แจงเลยนะครับ ว่า ผมได้แปรญัตติในเรื่องของภูมิปัญญาไทยไว้ แต่จะไปอยู่ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแนวนโยบายของรัฐด้านวิทยาศาสตร์ ทรัพย์สินทางปัญญา และพลังงานทดแทนครับ
ไม่ได้อยู่ตรงนี้นะครับ อาจารย์อัชพรครับ จะตอบอะไรอีกไหมครับ ท่านอภิชาติตอบ ให้แล้ว
ความจริงท่านตอบไปแล้วครับ ความจริงอยู่ในมาตรา ๘๖ (๒) ครับ การดูแลของภูมิปัญญาไทยในเรื่องลิขสิทธิ์ครับ
ครับ มีท่านใดติดใจถ้อยคำอื่นอีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ไม่มี ผ่านไปส่วนที่ ๘ เชิญท่านมนูญศรีครับ
เรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่าง ท่านเพื่อนสมาชิก สสร. ดิฉัน มนูญศรี โชติเทวัญ สสร. ค่ะ ในส่วนที่ ๘ นี่นะคะ ได้พูดถึง เรื่องแนวนโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนะคะ ซึ่งในครั้งที่ผ่านมา ได้มีบัญญัติในเรื่องของส่วนนี้ไว้ ในมาตรา ๘๔ นะคะ ซึ่งดิฉันได้ขอแปรเอาไว้ ในมาตรา ๘๔ (๔) เรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำนะคะ แต่พอท่านสรุปมาในฉบับใหม่นี้นี่ จะเปึนมาตรา ๘๕ นะคะ ดิฉันจะขอพูดถึง (๔) เช่นกันนะคะ ซึ่งที่ดิฉันได้ขอแปรเอาไว้นี่ เรื่องจัดระบบการดูแลและการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนร่วม อันนี้ ร่างเก่านะคะ รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อทุกภาคส่วนมีน้ำใช้อย่างพอเพียง เหมาะสม และ เปึ้นระบบนะคะ ซึ่งเมื่อแปรไปแล้วนี่ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่าง ในส่วนที่ดิฉันแปรว่า ควรจะให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน แต่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างว่า ทุกภาคส่วน หรือต่อส่วนร่วมนี่ ก็จะเปึนข้อความเดียวกันนะคะ ซึ่งดิฉันไม่ติดใจนะคะ ก็ใช้ได้นะคะ แต่ว่าในมาตรา ๘๕ (๔) ที่เขียนขึ้นมาใหม่นี้นี่นะคะ เปึนการพูดถึงการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรอื่น ๆ อย่างเปึนระบบ และเกิดประโยชน์ต่อส่วนร่วม อันนี้ดิฉัน รับได้นะคะ แต่ที่ขาดไป ก็คือ รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำ ซึ่งในส่วนที่ ๘ นี่นะคะ แนวนโยบาย ด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ ยังไม่มีการพูดถึงเรื่องการจัดหาแหล่งน้ำเลยนะคะ ดิฉัน อยากจะขอให้พิจารณาไว้นิดหนึ่งว่า ขอให้บรรจุการจัดหาแหล่งน้ำไว้ด้วยน่ะค่ะ เพราะ ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ น้ำไม่พอใช้ เพราะในร่างเดิมก็พูดถึงว่า ใช้น้ำกับทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องของการเกษตร ดิฉันก็ขอแปรว่า ขอให้เพิ่ม อุตสาหกรรม แต่ท่านก็ขอว่า ให้ ต่อ ส่วนร่วม นะคะ ดิฉันไม่ติดขัด แต่ขอให้เพิ่มเรื่อง รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำไว้ด้วยค่ะ
คือมันตกไปหรืออย่างไรครับ
ตกไปค่ะ
ในร่างท่านแปรไว้ แล้วชนะแล้ว หรือว่ามีมติแล้ว อย่างนั้นหรือเปล่าครับ
ค่ะ ในร่างที่เขียนขึ้นมานี่ ครั้งที่ผ่านมานี่นะคะ ก็เขียนว่า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนร่วม รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำนะคะ ได้เขียนเอาไว้ นะคะ แต่พอเขียนใหม่นี่นะคะ ไม่มีเรื่อง รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำ เอาไว้ ซึ่งถือว่าเปึนสิ่งสำคัญมาก ค่ะ เพราะที่ผ่านมาน้ําก็ไม่พอใช้นะคะ แต่ว่าในส่วนที่ ๘ นี่ พูดถึงแต่เรื่องของการจัดการ นะคะ การบริหารจัดการในเรื่องของการสงวนบำรุงรักษา แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องการ หาแหล่งน้ำไว้เลยนะคะ ซึ่งน้ำไม่พอใช้อยู่ ดิฉันขอให้ทางยกร่างช่วยพิจารณาเรื่องนี้ค่ะ ว่าควรจะต้องจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มขึ้นด้วยค่ะ
ครับ เรียนท่านมนูญศรีนิดหนึ่งครับ คือ ตอนนี้เรากำลังพิจารณาเรื่องถ้อยคำที่มันผิด มันพลาด มันตก มันหล่น กับข้อความที่มันขัดแย้ง หรือมีมติไปแล้ว อาจจะคลาดเคลื่อน หรือตกหล่นอะไรนี่นะครับ เข้าใจตรงกันนะครับ
ตรงกันค่ะ แต่ว่าตกหล่นไป รวมทั้งจัดหา แหล่งน้ำ ค่ะ ขอบคุณท่านค่ะ
แต่ท่านลองดูใน (๒) นะครับ ไม่รู้อันเดียวกันหรือเปล่านะครับ เดี๋ยวยกร่างตอบก่อน นะครับ ท่านใดครับ ท่านไพบูลย์หรือครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ครับ ก็อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณา กล่าวถึง วันนั้นนะครับ ที่พิจารณานะครับ ก็จะอยู่ในมาตรา ๘๕ ซึ่งเดิมมันเปึน มาตรา ๘๔ (๒) ครับ ตรงบรรทัดสุดท้ายนี่ครับ รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำ ใช้อย่างพอเพียง และเหมาะสมแก่การเกษตรครับ ตรงนี้หมายถึงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร แต่ใน (๔) ที่ชี้แจงกันวันนั้นนะครับ รู้สึกผมจะชี้แจงเองนะครับ ว่า ตรงใน (๔) นี่ครับ เปึน เรื่องของแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ซึ่งมันทั้งระบบครับ มันรวมทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเปึนภาคใด ภาคอุตสาหกรรม ในทุกภาคส่วนนี่นะครับ ตรงจุดนั้นมันจะเปึนคนละ เรื่องกันนะครับ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ท่านกังวลอยู่ ที่ประชุมได้ลงมติไปแล้วนะครับ จะอยู่ ใน (๒) ครับ
ครับ ก็อธิบาย คือ ไม่ได้ตกหล่นนะครับ แต่มีอยู่แล้วใน (๒) ครับ ท่านมนูญศรีครับ
ขออนุญาตอีกนิดหนึ่งนะคะ ใน (๒) นี่ ท่านเขียน รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร นะคะ การเกษตร ค่ะ ท่านระบุเฉพาะการเกษตร นะคะ ก็ใช้ได้ค่ะ ในเรื่องของการเกษตรได้ครอบคลุมเอาไว้ แต่ว่าท่านไม่ได้พูดถึงภาค อื่น ๆ เลยนะคะ ท่านพูดถึงภาคเกษตร
คือ ท่านมนูญศรีครับ ตอนนี้เรากำลังดูถ้อยคํานะครับ ว่า มันผิด มันคลาดเคลื่อน อะไร อย่างไรนะครับ แต่ถ้ามันมีอยู่แล้ว หรือผ่านมติแล้วนี่นะครับ มันก็ต้องใช้หลักการนั้น
ค่ะ ดิฉันเข้าใจค่ะท่านประธาน แต่ว่าท่าน รวมถึงภาคเกษตรนะคะ ท่านไม่ได้รวมถึงภาคอื่น ๆ ขอให้ท่านยกร่างช่วยพิจารณานะคะ แต่ถ้าท่านคิดว่า เปึนเรื่องเดียวกันนี่ ซึ่งดิฉันก็ได้อภิปรายในครั้งที่แล้ว และท่านก็บอกว่า ท่านจะเขียนไว้ในเจตนารมณ์ด้วยนะคะ ว่า รวมทุกภาคส่วน นะคะ หรือต่อส่วนร่วม นะคะ
ครับ เดี๋ยวดูหลักการนะครับ เดี๋ยวนะครับท่านศักดิ์ชัย
ขอบคุณค่ะ
คือหลักการถูกต้องไหมครับ นี่ทําความเข้าใจนิดหนึ่งครับ เพราะว่าสมาชิกอาจจะ อภิปรายไป หรือมันตกโดยมติ หรืออะไรอย่างไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ในส่วนที่นอกเหนือจากเกษตรกรนี่นะครับ ก็เอามาไว้ใน (๔) ให้รวมอยู่ในแผนนะครับ ถ้าแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนี่ ต่อส่วนร่วมทั้งหมดนี่ ในแผนนั้นก็จะต้องพูดหมดนะครับ แล้วก็บันทึกไว้ในเจตนารมณ์นะครับ ท่านประธาน ว่า แผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำนี่ รวมทั้งจะต้องมีส่วนที่ว่าด้วยการจัดหาแหล่งน้ำ เอาไว้ด้วย ถ้าอย่างนี้ก็จะตรงกับที่ท่านอยากให้เปึนไหมครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ตรงกันหรือยังครับ ท่านมนูญศรีครับ
ดิฉันไม่ติดใจนะคะ ขอเพียงแต่ว่า ให้ชัดเจน นะคะ ว่า ถ้าเกษตรก็เกษตรนะคะ แล้วถ้าหากว่า ใน (๔) นี่ ถ้าท่านพูด หมายถึง ต่อส่วนร่วม แล้วรวมทุกภาคส่วนนี่นะคะ ต่อส่วนร่วมนี่ แล้วรวมถึงภาคอุตสาหกรรม ด้วยนะคะ ดิฉันก็ไม่ติดใจนะคะ ขอให้ชัดเจนนะคะ ไม่ใช่ว่าเกษตรอย่างเดียวนะคะ
ครับ เกษตรอยู่ (๒) ครับ ทั่วไปอยู่ (๔) ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ให้ชัดเจนนะคะท่าน
ครับ ชัดเจนแล้วครับ ท่านรัฐครับ แล้วก็ท่านศักดิ์ชัย ท่านรัฐ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการยกร่าง เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ พอดีในครั้งที่แล้วเปึนมาตรา ๘๔ นะครับ ครั้งนี้เปึนมาตรา ๘๕ ตอนนี้ท่านได้ย้าย (๓) นะครับ ครั้งที่แล้วที่ตกลงกัน ที่ท่าน บอกว่า ขออนุญาตอ่านคำเดิมของท่านก่อนนะครับ จัดให้มีการวางผังเมือง พัฒนา และ ดำเนินการตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์การดูแลรักษาธรรมชาติอย่างมี ประสิทธิภาพ มันซ้ํากันนะครับ อันที่ ๑ แล้วท่านก็ได้มาเปลี่ยนเปึนว่า จัดให้มีการผังเมือง พัฒนา และดำเนินการตามผังเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงนี้นะครับ ผมจะขออนุญาต ที่ครั้งที่แล้วผมขอท่านไปครับ เนื่องจากที่จังหวัดหนองคายและจังหวัดใกล้เคียงนี่ มันมี ประสิทธิภาพอยู่แล้ว ผังเมืองออกมาแล้วครับท่าน แต่ว่าใช้ไม่ได้เลย ผมขอตัวนี้ว่าท่าน ช่วยพิจารณาแก้เปึนว่า เปึน มีประสิทธิผล ได้ไหมครับ เพื่อจะได้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน เพราะจะได้ใช้ประโยชน์ได้เลยนะครับ และส่วนที่ ๒ ที่ท่านเขียนว่า เพื่อประโยชน์ในการ ดูแลรักษาธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งเปลี่ยนจากตัวเดิม จากคำว่า มีประสิทธิภาพ มาเปึน ยั่งยืน นี่นะครับ ผมขอยืนคําว่า อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ได้ไหมครับ เพราะว่า เนื่องจากตลอดตะเข็บแม่น้ำโขงนี่นะครับ มันมีการดูดกรวดทรายขึ้นมาใช้ ถ้าท่าน บอกว่า ยั่งยืน อย่างเดียวนี่ ดูดกรวดทรายขึ้นมาใช้ไม่ได้แน่นอนครับ แต่ขออนุญาตว่า ถ้าจะให้เขาทํางานได้นี่ เพื่อจะเอาสิ่งเหล่านี้มาเปึนวัตถุดิบในการก่อสร้างของประเทศเรา ในภาคอีสานตอนบนทั้งหมดเลยนะครับ ก็ให้เขาทําอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน จะดีกว่าหรือเปล่าครับ ขอความช่วยกรุณาพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ เรียนท่านรัฐนิดหนึ่งครับ รัฐธรรมนูญใช้ทั้งประเทศนะครับ แต่เข้าใจว่า อันนั้นคือ สิ่งที่ท่านยกตัวอย่างนะครับ ทางกรรมาธิการครับ มันเปึนหลักการ หรือมันเปึ้นถ้อยคำ ครับ ประสิทธิภาพ แล้วขอแก้เปึน ประสิทธิผล นะครับ ดูแลรักษาทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพและยั่งยืน นะครับ เปึนหลักการหรือถ้อยคําครับ
ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในการประชุมในครั้งนั้น มาตรา ๘๕ นี่นะครับ ฝ์ายเลขาเอา (๑) กับ (๓) มาร่วมกัน แล้วก็ที่ประชุมก็ขอว่า ให้เอากลับไปที่เดิมนะครับ ก็ใช้ที่เดิมหมดครับ เพราะ คำเดิมก็คือ จัดให้มีการวางผังเมือง พัฒนา และดำเนินการตามผังเมืองอย่างมี ประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์ในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เปึ้นคำเดิม หมดเลยครับ ไม่ได้แก้อะไรใหม่เลยครับ เพียงแต่ย้ายกลับไปอยู่ที่เดิมเท่านั้นเอง
ไม่ได้มีข้อผิดพลาดนะครับ กรรมาธิการยืนข้อความเดิมครับ คือ มันต้องแก้ข้อความที่ ผิดพลาดนะครับ
ครับ ครั้งที่แล้วนี่เปึน อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ๒ ตัวครับ ท่านประธาน เป่ดดูได้ครับ ของยกร่าง ท่านกรุณาทําไว้ครั้งที่แล้วครับ ไม่ใช่ ๒ เล่มนี้ นะครับ เปึน มีประสิทธิภาพ ทั้ง ๒ ตัว แล้วผมก็ได้ปรึกษาทางยกร่างบางท่านแล้วว่า ท่านบอกว่า ถ้ามันซ้ำกัน ก็อาจจะช่วยกรุณาเปลี่ยนให้ได้ ถ้าจะช่วยกรุณาเปลี่ยน ก็ช่วย เปลี่ยน ประสิทธิภาพ ตัวแรก เปึน ประสิทธิผล ซึ่งมันจะสามารถทำผังเมืองออกไปวาง แล้วไม่ใช่แค่ทำเสร็จครับ ทำแล้วต้องให้ประชาชนใช้ได้ด้วยครับ ช่วยกรุณาพิจารณาด้วย ครับ ขอบคุณครับ
ว่าอย่างไรครับ ท่านตรวจดูดีไหมครับ ตรวจดูสิว่า ถ้อยคํามันอย่างไรนะครับ คือ ต้องขอให้ระมัดระวัง เรื่องหลักการก็หลักการนะครับ ถ้อยคําก็ถ้อยคํานะครับ
ขออนุญาตครับท่านประธาน อีกนิดเดียวครับ อันนี้ คงไม่ได้เปลี่ยนหลักการนะครับ เพียงแต่ว่าอยากจะให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ทั้งประเทศนะครับ ขอบคุณครับ
เข้าใจครับ เข้าใจ นะครับ ของท่านศักดิ์ชัยเรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ผมจะพูดในเรื่องของ (๔) ซึ่งได้มีการชี้แจงจบไปแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านกรรมาธิการอย่างไรครับ สมาชิกบอกว่า ถ้อยคำนี่ คือ หลักการเดิม เพียงแต่ว่าจะใช้คําว่า ประสิทธิภาพ หรือ ประสิทธิผล อันไหนมันดีกว่ากัน ท่านก็ต้อง ชี้แจงว่า ถ้าของท่านเปึนอย่างไรนะครับ มีเหตุผลอย่างไร แต่ถ้าสมาชิกเขามีเหตุผลดีกว่า ถ้ายอมรับได้นะครับ ก็ยอมรับ ท่านรัฐใจเย็นครับ นะครับ พอเอามาแก้แล้วมันก็ต้อง อย่างนี้ครับ
ก็หารือท่านได้ไหมครับ ว่า ขอ ๒ คําเลยได้ไหมครับ ให้มี อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ได้ไหมครับ ส่วนคําหลังนั้นอย่าไปเติมเลยครับ เอา อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล นะครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ
ถือว่า ที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันนะครับ ว่าหลักการเดิมนะครับ ไม่ได้แก้หลักการนะครับ เพียงแต่เติมถ้อยคำให้ชัดเจน สมบูรณ์นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ที่ประชุมเห็นด้วย ผ่านมาตราในส่วนที่ ๘ นะครับ เข้าส่วนที่ ๙ นะครับ ท่านพิเชียรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ ๙ นี้นะครับ ในมาตรา ๘๖ (๑) นะครับ มาตรา ๘๖ (๑) นี่ บรรทัดที่ ๓ ครับ ท่านประธาน และให้มีสถาบันการศึกษาและพัฒนา นี่นะครับ ไม่ทราบว่า จะต้องมีคำว่า วิจัย ด้วยหรือเปล่าครับ ให้มีสถาบันการศึกษา วิจัยและพัฒนา หรือเปล่า หรือว่าแค่ สถาบันการศึกษาและพัฒนา นะครับ ขออนุญาตเรียนถามท่านกรรมาธิการยกร่างครับ
ท่านพิเชียร์ มันตกหล่นหรือเปล่าครับ หรือว่าท่านเพิ่งพบ หรืออะไรอย่างไรครับ
ผมเข้าใจว่า น่าจะตกหล่นนะครับ ท่านลองดูนะครับ เพราะว่าอันนี้มันเกี่ยวกับเรื่องอาร์แอนด์ดี (R&D-Research and Development) ครับ ท่านประธาน
ครับ กรรมาธิการดู มีตกหล่นไหมครับ
รีเสิร์ช แอนด์ ดิเวลลอปเมนต์ (Research and development) ครับ
ไม่ได้ตกหล่นเลยครับ ท่านประธานครับ ก็เปึนคําเดิมทั้งหมด (๑) ไม่มีใครขอแก้อะไรเลยครับ ท่านประธาน ตอนที่พิจารณาครับ
ไม่ได้ตกหล่นนะครับ กรรมาธิการยืนยัน ไม่ได้ผิดพลาดนะครับ ส่วนที่ ๙ มีท่านใด ติดใจอีก มีไหมครับ อาจารย์อัครวิทย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ใน (๓) นะครับ บรรทัดที่ ๒ พูดถึงการใช้ประโยชน์จากพลังงานทดแทนซึ่งได้จาก ธรรมชาติและเปึนมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและเปึ้นระบบ มีนิดเดียวครับ คือ คำว่า เปึนมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั้น เปึนคำที่แปลมาจากภาษาอังกฤษโดยตรงนะครับ เราก็คิดว่า จะมีคําอื่นที่ดีกว่านี้หรือไม่นะครับ ก็ได้หารือกัน แล้วท่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านจรัญ ได้แนะนำให้ใช้คำว่า และเปึนคุณต่อสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการคิดว่า ใช้คำนี้จะเหมาะสมกว่า เปึนมิตร ครับ ขอแก้ไข คำว่า เปึนมิตร เปึน เปึ้นคุณต่อ สิ่งแวดล้อม
เปึ้นคุณ นะครับ ท่านสมาชิกเห็นอย่างอื่นไหมครับ ขอแก้จาก เปึนมิตร เปึน คุณ นะครับ ภาษาไทยนี่ เปึนมิตร คือ เปึนเพื่อนกันนะครับ ขอแก้ เปึนคุณ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเปึนเปึนอย่างอื่น)
ไม่ขัดข้องนะครับ ขอเข้าส่วนที่ ๑๐ นะครับ ส่วนที่ ๑๐ มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ผ่านไป หมวดที่ ๖ รัฐสภาครับ ส่วนที่ ๑ ครับ ส่วนที่ ๑
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใด ติดใจ ผ่านไปส่วนที่ ๒ นะครับ ส่วนที่ ๒ ตั้งแต่มาตรา ๙๓ ถึง มาตรา ๑๑๐ นะครับ ไม่มีท่านใดติดใจ เข้าส่วนที่ ๓ นะครับ ท่านศักดิ์ชัยครับ
ท่านประธานครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ครับ ศักดิ์ชัย นะครับ สสร. ในมาตรา ๑๑๐ วรรคแรกนะครับ ขออนุญาตพิจารณานิดหนึ่ง ผมเกรงว่า ข้อความมันอาจจะมีการซ้ำซ้อนหรือไม่นะครับ ภายหลังที่คณะรัฐมนตรี เข้าบริหารราชการแผ่นดินแล้ว พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เปึนหัวหน้าพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิกในสังกัดพรรคตนมิได้ดำรง ตําแหน่งรัฐมนตรีและมีจํานวนมากที่สุดนะครับ ความหมายก็คือ กําลังจะตั้งผู้นํา ฝ์ายค้านนั่นแหละครับ เสร็จแล้วก็มีคำต่อมา ก็คือ ในบรรดาพรรคการเมืองที่สมาชิก สังกัดมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า ผมก็เลยเสนอว่า อย่างนี้ ครับว่า ตัดคำว่า ในบรรดาพรรคการเมืองที่สมาชิกสั่งกัดมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ข้อความใหม่ก็จะเปึนว่า ต่อเลยนะครับ จำนวนมากที่สุด แต่ไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของ จำนวนสมาชิกทั้งหมด ประเด็นจะอยู่ตรงนี้ครับ เนื่องจากว่า มันเปึนคำที่ ๒ คำ แล้วมีความ ซ้ำกันอยู่ ก็ขออนุญาตพิจารณาครับ
-๒๑/๑
ครับ ดู ๆ ก็คล้าย ๆ กับจะซ้ำนะครับ ในสภาผู้แทนราษฎรที่สมาชิกในสังกัดของ พรรคการเมืองไม่ได้ดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีและมีจํานวนมากที่สุด อย่างไรครับ ขอความชัดเจนครับ ท่านกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ผมคิดว่า จำเปึนต้องคงไว้ครับ เพราะว่าในบรรทัดที่ ๓ นี่ พูดถึง หัวหน้าพรรคการเมือง ที่สมาชิกในสังกัดพรรคของตนมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี นี่ หมายความว่า หัวหน้าพรรคการเมืองในพรรคฝ์ายค้านนั่นแหละนะครับ ส่วนบรรทัดที่ ๔ นี่ และมีจำนวนมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองฝ์ายค้านด้วยกัน ครับ เพราะฉะนั้น คือ ไม่ใช่เอาหัวหน้า คือ ในฝ์ายค้านนี่ อาจจะมีพรรคการเมืองหลายพรรค ก็เอาหัวหน้า พรรคการเมืองใช่ไหมครับ คนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่ง ซึ่งมีจำนวนมากที่สุด มีสมาชิกมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมืองฝ์ายค้านด้วยกันนี่ครับ ก็จำเปึนต้องคงอยู่ครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ความหมายคล้าย ๆ ซ้ำ แต่เนื้อหาต้องการความชัดเจน ก็เลยเขียนยาวนะครับ เข้าใจ ตรงกันนะครับ ท่านวัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. ในมาตรา ๑๐๘ วรรคสุดท้ายนี่นะครับ การยุบสภาผู้แทนราษฎร จะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน คือ เมื่อยุบสภาแล้ว มันก็ไม่มีเหตุการณ์ อะไรที่จะต้องใช้อีกนะครับ เมื่อยุบสภาแล้ว มันก็ทําได้ครั้งเดียวนะครับ มันเปึนสภาเดิม มันหมดกันไปแล้ว น่าจะตัดออกครับ
มันจะมีกรณีไหนที่เกิดขึ้น กรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ๑๐๘ นี่ ก็ล้อมาจากมาตราในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ นะครับ ก็คงเผื่อไว้ครับว่า หลักการก็คงเปึนหลักการว่า คงไม่สามารถยุบสภาในเหตุเดียวกันได้ คือ ถ้าไม่เขียนแบบนี้ ก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้นได้นะครับ ความจริงที่ท่านวัชราพูด ก็อาจจะมีเหตุผลอยู่นะครับ แต่ว่ากรณีอาจจะเปึนไปได้ว่า พอยุบสภาเสร็จแล้ว กลับมาอีกนะครับ ก็ชุดเดิมกลับมา ทั้งหมดล่ะครับ แล้วมาข้ออีก ในเรื่องเดียวกันอีกนะครับ อันนี้ก็ต้องยุบอีกไม่ได้อีกแล้ว เพราะถือว่ากลับมาแล้วนะครับ เข้าใจว่า น่าจะเขียนไว้ครับ เพื่อกันปัญหาที่เกิดขึ้น นะครับ
ครับ กรรมาธิการอธิบายแล้ว ยืนยันนะครับ มีมาตราอื่นอีกไหมครับ ในส่วนที่ ๒ ครับ ไม่มี ผ่านไปส่วนที่ ๓ นะครับ ส่วนที่ ๓ ตั้งแต่มาตรา ๑๑๑ นะครับ ไปจนถึงมาตรา ๑๒๑ มีท่านใดติดใจไหมครับ อาจารย์อัครวิทย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ กรรมาธิการ ในมาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่ง ตอนท้าย ลงข้อความว่า และ วันเลือกตั้งต้องกำหนดเปึนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ซึ่งในมาตรา ๑๑๘ ครับ ได้เปึน เรื่องเดียวกัน ได้กำหนดว่า วันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเปึนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ๑๐๗ ครับ เพราะตอนนี้เราพูดถึง ๑๑๘ ๑๐๗ กําหนดว่า วันเลือกตั้งนั้นต้องไปกําหนด เปึนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ในขณะที่มาตรา ๑๑๘ วรรคหนึ่งนั้น ไม่มีคำว่า วันเลือกตั้ง ลอย ๆ ไม่มีคำว่า นั้น ขอเพิ่มคำว่า นั้น ตรงนี้ เพื่อให้สอดคล้องกันครับ
ครับ ในส่วนนี้เพื่อให้สอดคล้องถ้อยคำ เหมือนกับส่วนของสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เติม นั้น เข้าไปด้วยนะครับ เติมถ้อยคำ ไม่มีท่านใดเห็นเปึ้นอย่างอื่นนะครับ ท่านไพบูลย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ครับ มาตรา ๑๑๓ นะครับ หน้า ๔๘ ๑๑๓ วรรคหนึ่ง นะครับ ๒ บรรทัดสุดท้ายนะครับ ที่ว่า แล้วจัดส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงแต่งตั้งเปึ้น สมาชิกวุฒิสภา พอดีอันนี้มันรัน (Run) มาจากคอมพิวเตอร์ (Computer) มันพิมพ์ เกินมานะครับ ต้องขออภัยอย่างยิ่งนะครับ แล้วที่จะขอเติมตรงจุดนี้นะครับ ก็คือว่า ในเรื่องของการสรรหาสมาชิกวุฒิสภานี่ จะไม่มีในเรื่องของการนําความขึ้นกราบบังคมทูล นะครับ ที่ตกลงกันในที่ประชุม ทีนี้พิมพ์เกินมานะครับ ตั้งแต่ข้อความว่า แล้วจัดส่งให้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งเปึนสมาชิกวุฒิสภา ตรงนี้เอาออกนะครับ แต่ข้อความที่มันตกไปนะครับ เปึนอย่างนี้ครับ แล้วแจ้งผลการ สรรหาให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลผู้ที่ได้รับการสรรหาเปึ้นสมาชิกวุฒิสภา นะครับ ข้อความนี้จะมาแทนนะครับ ขออนุญาตเพื่อความชัดเจน ขออนุญาตอ่านทั้งวรรค นะครับ มาตรา ๑๑๓ วรรคหนึ่งนะครับ ให้มีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา คณะหนึ่ง ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประธาน กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษา ศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามอบหมายจำนวนหนึ่งคน และตุลาการในศาลปกครอง สูงสุดที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจำนวนหนึ่งคน เปึ้นกรรมการทำหน้าที่สรรหาบุคคลตามมาตรา ๑๑๔ ให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลการสรรหา คณะกรรมการให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลผู้ที่ได้รับการสรรหาเปึนสมาชิก วุฒิสภา นะครับ ข้อความที่ถูกต้องครับ ซึ่งมันจะสัมพันธ์กับมาตรา ๑๑๗ นะครับ ว่า สมาชิกภาพมันเริ่มตั้งแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหานะครับ
ครับ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๑๗ นะครับ ตัดข้อความ แล้วจัดส่งให้ประธาน สภาผู้แทนราษฎรนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแต่งตั้งเปึนสมาชิกวุฒิสภา ออกทั้งวรรคนะครับ แล้วเติมข้อความดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกันนะครับ
มีอีกมาตราหนึ่งนะครับ ท่านประธานครับ
ท่านสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสนอนะครับ เชิญท่านไพบูลย์ต่อครับ
อีกมาตรานะครับ กราบเรียน ในมาตรา ๑๑๕ นะครับ หน้า ๔๙ ครับ ใน (๔) (ก) นะครับ ที่บัญญัติว่า มีชื่ออยู่ใน ทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าป้นับถึงวันสมัคร รับเลือกตั้ง ขออนุญาตให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๐๑ (๔) นะครับ ที่ว่า (ก) นะครับ มีชื่อ อยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้ว นะครับ แล้วขอเติมนะครับ เปึ้นเวลาติดต่อกัน ครับ เปึนเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าป้นับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง ก็คือ ใน (ก) นี้ ก็จะเหมือนกับผู้สมัคร สส. นะครับ
ครับ ชัดเจนนะครับ ไม่ต้องทวนแล้วครับ มีท่านสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสนอนะครับ ในส่วนที่ ๓ มีท่านใดติดใจมาตราไหน มีไหมครับ ครับ ไม่มี เข้าส่วนที่ ๔ นะครับ บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง มาตรา ๑๒๒ ถึง ๑๓๕ นะครับ มีท่านใดติดใจครับ ท่านอัครวิทย์ครับ
ท่านประธานครับ ผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ครับ มาตรา ๑๓๒ นะครับ เปึนเรื่องที่กำหนดว่า ในระหว่างที่อายุของ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได้ เว้นแต่ เปึ้นกรณีดังต่อไปนี้ (๑) การประชุมที่ให้วุฒิสภาทําหน้าที่รัฐสภาตามมาตราต่าง ๆ ที่ระบุไว้ โดยถือคะแนนเสียงตามจํานวนสมาชิกของวุฒิสภา ก็มีปัญหาว่า จํานวนสมาชิกของ วุฒิสภาที่ว่านั้นคืออะไรนะครับ ก็มีมาตรา ๑๒๙ วรรคหนึ่งนะครับ ที่เขียนในเรื่องของ การที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาจะขอเข้าชื่อเรียกประชุมสมัยวิสามัญ อันนั้นกำหนดไว้ชัดว่า ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ฉะนั้นตรงมาตรานี้นะครับ ๑๓๒ คณะกรรมาธิการก็ขอเสนอ เติมคำว่า เท่าที่มีอยู่ หลัง คําว่า จํานวนสมาชิกของวุฒิสภา เพื่อให้ชัดเจนครับ
จำนวนเสียงเท่าที่มีอยู่ หรือว่าเอาตอนท้ายครับ โดยถือคะแนนเสียงเท่าที่มีอยู่
โดยถือคะแนนเสียงจากจำนวน สมาชิกของวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่
เท่าที่มีอยู่นะครับ
ก็หมายความว่า เสียงข้างมาก เสียงอะไร ก็ถือจากยอดที่มีอยู่
อันนี้ ตรงนี้ก็ไม่ได้บอกว่า เสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย นะครับ โดยถือคะแนนเสียงจาก จํานวนสมาชิกวุฒิสภา อย่างไรครับ
ครับ ก็ขอถอนครับ
ครับ เดี๋ยวเอาความชัดเจนครับ ค่อย ๆ ดูนะครับ ท่านอัชพรสรุปอีกทีครับ เอาอย่างไร ดีครับ
มาตรา ๑๓๒ ข้อคงเปึนไปตามที่ ร่างที่เสนอนี่ครับ โดยไม่เติมถ้อยคำครับ เพราะอันนี้หมายถึงว่า คะแนนเสียงของจำนวน สมาชิกวุฒิสภา คือ มาตราเหล่านั้นต้องใช้ ๒ คะแนน คะแนน สส. กับ สว. แต่ในกรณีที่ สส. ไม่มี เขาก็บอกว่า ให้ถือคะแนนเสียงจาก สว. เท่านั้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องเติม อันนี้ เปึ้นถ้อยคำของรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คงไม่มีปัญหาครับ
หารือนะครับ ว่า ทําไมไม่ เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายบัญญัติ อะไรอย่างนี้ ถ้าเติมตรงนี้มันจะชัดไหมครับ จํานวนสมาชิกของวุฒิสภาตามที่ อย่างนั้นท่านยืนยัน คำเดิมก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวถ้าท่านจะปรับถ้อยคำ ฝากท่านดูอีกนิดหนึ่งแล้วกันนะครับ เพราะว่าสมาชิกข้างล่างไม่ได้ติดใจอะไรนะครับ กรรมาธิการดูให้รอบคอบอีกทีหนึ่ง นะครับ และอย่างไรเดี๋ยวถ้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็บอกอีกทีนะครับ ขอผ่านไป ส่วนที่ ๕ นะครับ ส่วนที่ ๕ การประชุมร่วมกันของรัฐสภานะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดติดใจนะครับ ไปส่วนที่ ๖ ครับ ท่านพิเชียรครับ ส่วนที่ ๖ ครับ
ครับ ส่วนที่ ๖ ในมาตรา ๑๓๙ ครับ ท่านประธาน (๓) นะครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนี่ น่าที่จะให้ศาลฎีกาขึ้นมาไว้ก่อนหน้าศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นะครับ เพราะว่ารู้สึกมี ในบางมาตรานี่ ก็จะให้ประธานศาลฎีกาขึ้นก่อนประธานศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ก็ขออนุญาต ขอหารือครับ ท่านประธานครับ
ครับ ทางกรรมาธิการขัดข้องไหมครับ เชิญครับ
ท่านกรรมาธิการ ที่เคารพครับ ลำดับน่าจะถูกต้องแล้วครับ บางมาตราเราเอาท่านประธานศาลฎีกา ขึ้นมาก่อนประธานศาลรัฐธรรมนูญ อันนั้นจริงอยู่นะครับ แต่ว่าลำดับของการเรียงศาลนี่ ศาลรัฐธรรมนูญจะมาก่อนศาลฎีกาครับ ในรายหมวดนะครับ ก็ขออนุญาตเรียงไปตามนี้ นะครับ
กรรมาธิการยืนยันนะครับ ความถูกต้อง มีมาตราอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี เข้าส่วนที่ ๗ นะครับ ส่วนที่ ๗ ตั้งแต่มาตรา ๑๔๒ ไปจนถึงมาตรา ๑๕๓ นะครับ ท่านกรรมาธิการหรือสมาชิกไม่ติดใจนะครับ ไม่มีท่านใดติดใจ ก็ผ่านไปส่วนที่ ๘ นะครับ
ท่านประธานครับ เมื่อกี้ฟังไม่ทัน ครับ ในส่วนที่ ๗ มีมาตราหนึ่งครับ คือ ที่จริง ๒ มาตราด้วยซ้ำ คือ มาตรา ๑๔๒ นะครับ ๑๔๒ (๓) นี่ครับ การเสนอร่างพระราชบัญญัตินี่ กำหนดว่า ศาลหรือองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่องค์กรนั้น เปึ้นผู้รักษาการ นะครับ คนที่รักษาการไม่ใช่องค์กรหรือศาลครับ แต่เปึนประธานศาลหรือ ประธานองค์กร ฉะนั้น ในส่วนท้ายขอแก้เปึนอย่างนี้ครับ ศาลหรือองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองค์กรและกฎหมายที่ประธานศาล หรือประธานองค์กรนั้นเปึนผู้รักษาการ หรือ ครับ เติมคำว่า ประธานศาลหรือประธาน และต่อด้วยองค์กรที่มีอยู่แล้วครับ
อย่างนั้นก็ประธานองค์กรนั้นไปเลย ก็รวมหมดแหละครับ ทั้งศาล ทั้งอะไร
แล้วแต่กรณีจะเติมนะครับ
ท่านกรรมาธิการครับ อาจารย์สมคิดครับ ตกลงถ้อยคำยืนยันครับ
ก็เอาตามที่ท่านประธาน ว่าได้ไหมครับ ขอเติมคำว่า ที่ประธานองค์กรนั้น นะครับ ประธานนี้ก็ให้หมายถึง ทั้งประธานศาล และประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญด้วย นะครับ เติมคำว่า ประธาน ครับ
ครับ
ท่านประธานครับ เนื่องจากแก้มาตรานี้แล้วนี่ ๑๔๒ แล้ว ก็ขอกลับไปแก้มาตรา ๑๓๙ ได้ไหมครับ
ครับ
(๓) นะครับ ก็ขอเติมว่า ประธาน นะครับ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา หรือประธานองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ นะครับ
ในมาตรา ๑๓๙ (๓) ให้เพิ่มคำว่า ประธาน ไปหมดนะครับ เพื่อให้สอดคล้องต้องกัน นะครับ มาตรา ๑๓๙ เติมคําว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธาน องค์กร คือ เพิ่มคำว่า ประธาน เฉย ๆ เข้าไปนะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๑๔๒ นะครับ (๒) ในบรรทัดที่ ๒ และกฎหมายที่ เพิ่มคำว่า ประธานองค์กรนั้นเปึ้นผู้รักษาการ นะครับ เพิ่มคำว่า ประธาน เฉย ๆ นะครับ ท่านยังติดใจไหมครับ สมบูรณ์หรือยังครับ ถูกต้องหรือยังครับ ท่านดูแล้วครับ แต่ (๓) นี่มันเปึนเรื่องพระราชบัญญัติ เสนอโดยองค์กร นะครับ ท่านอาจารย์ดูอีกทีหนึ่งครับ
ท่านประธานครับ ขอย้อนไป ๑๓๙ (๓) ขอใช้คำว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลหรือประธานองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเปึ้นผู้รักษาการ ได้ไหมครับ หรือว่าใช้คําเหมือนกับใน ๑๔๒ ได้ไหมครับว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือ องค์กรอิสระ ซึ่งประธานองค์กรนั้น นะครับ เปึนผู้รักษาการ
ซึ่งประธานองค์กรนั้น นะครับ ข้อความจะได้ตรงกันนะครับ ตรงกันแล้วครับ เอาไหมครับ ตกลงสรุป อาจารย์จรัญครับ
ท่านประธานครับ ตรงนี้ ต้องขออภัยที่ความเห็นยังไม่ลงกัน มันมี ๒ ความเห็น คือ ความเห็นหนึ่งนี่ เขาเห็นว่า ฝ์ายตุลาการ คือ ศาลกับองค์กรอิสระนี่ร่วมกลุ่มเดียวกัน แต่อีกความเห็นหนึ่งนี่ ท่านแย้ง ว่า ศาลเปึนฝ์ายตุลาการ ส่วนองค์กรอิสระนี่แยกออกมาเปึนองค์กรตรวจสอบ ซึ่งตรวจสอบศาลด้วย เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอใช้คําให้ชัดตรงนี้ครับว่า ซึ่งประธานศาล หรือประธานองค์กรนั้นเปึ้นผู้รักษาการ ทั้ง ๒ มาตราเลยครับ ขอบคุณครับ
ครับ ข้อความจะได้ไม่แย้งกันนะครับ อย่างนั้นสรุป ขออนุญาตกรรมาธิการกับสมาชิก นะครับ เปึนไปตามที่ท่านอาจารย์จรัญเสนอนะครับ ท่านสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ ครับ ถือว่า เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสนอนะครับ ส่วนที่ ๗ มีอะไรค้างไหมครับ
ตัดคำว่า ที่กำหนดใน ออกครับ
เดี๋ยวนะครับ โทษทีครับ ฟังจะงง ๆ นิดหนึ่งครับ ๑๕๓ วรรคที่ ๓
๑๕๓ วรรคสามครับ
อาจารย์แก้เปึนอย่างไรครับ
ขอตัดคำว่า ข้อความตามที่ กําหนดในข้อบังคับการประชุมรัฐสภา นั้น ข้อตัดคําว่า ที่กําหนดใน ออก จะอ่านเปึนว่า ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ครับ
อ๋อ ตัดคําว่า ที่กําหนดใน ออกนะครับ ให้เปึ้นไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ครับ และไปสอดคล้องกับ มาตรา ๑๕๗ วรรคสองครับ
อ๋อ ครับ ทั้งนี้ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ๑๕๓ นะครับ ตัดคําว่า ที่กำหนดใน ออกนะครับ สาระเดิมนะครับ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักการอะไรนะครับ ท่านเลขาลองดูครับ เกี่ยวข้องกับสภาครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ขออนุญาตแก้ไขอีกเล็กน้อยได้ไหมครับว่า ให้เปึ้นไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา นี่ ขออนุญาตแก้เปึ้น ให้เปึ้นไปตามข้อบังคับการประชุมสภา ได้ไหมครับ ส่วนสภาไหนนี่ ว่าไป เพราะว่า เข้าใจว่าการแก้ไขเพิ่มเติม พรบ. นี่ อาจจะอยู่ในสภาไหนก็ได้ ตัดคําว่า รัฐ ออกด้วยครับ นอกจากที่ท่านอัครวิทย์ขอตัดว่า ที่กําหนดใน ออกแล้วนะครับ
ครับ ถ้าประชุมรัฐสภานั้น มันจะเปึนที่ประชุมของทั้งสองสภาร่วมกันนะครับ มันก็ตีความ ได้ ๒ อย่างนะครับ แต่เพื่อไม่ให้มีปัญหา ก็ตัดคําว่า รัฐ ออกนะครับ เหลือ การประชุมสภา ที่ประชุมไม่ขัดข้องนะครับ ถือว่า ผ่านส่วนที่ ๗ นะครับ ส่วนที่ ๘ จะพักก่อนไหมครับ เดี๋ยวขอพักสักชั่วโมงหนึ่งนะครับ แล้วเดี๋ยวเรามาประชุมต่อ ส่วนที่ ๘ เปึ้นต้นไปนะครับ
ขออนุญาตท่านประธาน นิดเดียว
ครับ ท่านไพบูลย์ครับ มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ มาตรา ๑๕๓ เมื่อสักครู่ ผม ไพบูลย์ นะครับ ถ้าเปึ้นเพียงสภาอย่างเดียว นะครับ เกรงว่า มันจะไม่สอดคล้องกับมาตรา ๑๓๖ ซึ่งเรื่องนี้ต้องประชุมร่วมกันของ รัฐสภา ก็ต้องนําข้อบังคับการประชุมของรัฐสภามาใช้อยู่แล้ว ถ้าระหว่างไม่มีข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ก็มีอีกมาตราหนึ่ง บอกว่า ให้ใช้ของสภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม ก็คง คงไว้ น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะมันมีใน ๑๓๖ นะครับ (๑๑) ซึ่งต้องทําในที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา ถูกไหมครับ อันนี้ ไม่ทราบว่าจะเหมาะสมไหม
คืออย่างนี้ ถ้าท่านจะให้สมบูรณ์นะครับ ท่านต้องบอกว่า ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือการประชุมวุฒิสภา นะครับ ถ้าท่านจะให้สมบูรณ์ มันต้องเขียนแบบนี้นะครับ อย่างนั้นเดี๋ยวพักนะครับ แล้วท่านหาถ้อยคำมาสรุปอีกที นะครับ ขอพักการประชุมครับ ๑ ชั่วโมงครับ
พักประชุมเวลา ๑๒.๑๕ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๒๐ นาฬิกา
เมื่อกี้ก็กําหนดพัก ๑ ชั่วโมงนะครับ นี่หนึ่งชั่วโมงเศษ ๆ นะครับ จึงขอดําเนินการประชุม ต่อไปนะครับ เชิญท่านกรรมาธิการเข้าประจำที่เลยครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)
ก่อนที่เราจะพักไป ได้อยู่ในส่วนที่ ๗ ที่ค้างไว้ มาตรา ๑๕๓ นะครับ ที่จะกําหนดเรื่อง ถ้อยคำ ว่า จะให้เปึนไปตามข้อบังคับการประชุมของสภานั้น เดี๋ยวจะยุติในลักษณะใด นะครับ ระหว่างรอกรรมาธิการกับสมาชิกครับ เชิญท่านเสริมเกียรติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกรรมาธิการยกร่าง และท่าน สสร. ครับ ผมขออนุญาตครับ ในประเด็นที่หารือนั้น ผมอยากจะให้ท่านประธานช่วยกรุณาไปดูมาตรา ๑๓๗ ครับ ๑๓๗ ได้บัญญัติว่า ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ให้ใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ผมอยากจะเรียนว่า ข้อความที่บอกว่า ให้เปึนไปตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในประเด็นที่กําลังพิจารณา ๑๕๓ นี้ น่าจะเหมาะสมครับ ไม่น่าตัดคําว่า รัฐ ออกเลยครับ คําว่า ข้อบังคับของสภา มันไม่ค่อยมีครับ รัฐสภาจะเหมาะสมกว่าครับ ขอบคุณครับ
ครับ คือ ในหมวดนี้เปึ้นหมวดของการตราพระราชบัญญัตินะครับ การตรา พระราชบัญญัติ เวลาประชุมนี่นะครับ ก็จะแบ่งออกเปึนแต่ละสภานะครับ พอกฎหมาย เข้ามาที่สภาผู้แทนราษฎร เขาก็ใช้ข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร พอกฎหมายถูกส่งจาก สภาผู้แทนราษฎรไปวุฒิสภา ก็จะมีข้อบังคับการประชุมของวุฒิสภานะครับ ก็จะแยก ข้อบังคับกันนะครับ แต่ถ้าเราใช้ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภานะครับ จริง ๆ แล้ว มันเปึนถ้อยคำต่างหาก ที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องถ้อยคำแบบนี้ครับ ในระหว่างร้อนี่นะครับ ยังจะมีเรื่องของการพิจารณานโยบายของรัฐบาล ซึ่งรัฐธรรมนูญบอกว่า ให้รายงานต่อ รัฐสภา พอมาปฏิบัติจริงนี่นะครับ ก็ไปแยกประชุมกัน รัฐบาลก็ต้องมาชี้แจงกับ สภาผู้แทนราษฎรที่หนึ่ง ไปชี้แจงกับวุฒิสภาที่หนึ่งนะครับ แต่ก็ใช้คําว่า ต่อรัฐสภา ใช้ร่วมกันนะครับ ตรงนี้ก็คงต้องมีความชัดเจน กรรมาธิการพร้อมหรือยังครับ ได้ข้อยุติ หรือยังครับ ท่านอัชพรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ คือ ความจริงอันนี้เอาข้อความมาจาก รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ คือ ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา แต่เมื่อกี้ได้คุยกับท่านเลขาแล้ว รู้สึก ว่า ทางปฏิบัติจะมีปัญหาจริงนะครับ ถ้าจะขออนุญาตใช้ทั้ง ๓ สภาเลยได้ไหมครับว่า ข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา คือ แล้วแต่กรณีครับ ก็แล้วแต่ว่าร่างนั้นจะอยู่ในข้อบังคับไหน เท่าที่คุยกับท่านเลขา
ทีนี้ในร่างกฎหมาย มันจะมีของรัฐสภา มีไหมครับ มีการประชุมร่วมไหมครับ ที่ผ่านมา มันจะแค่ตั้งกรรมาธิการร่วม
มีรัฐธรรมนูญ เวลาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ค้างอยู่นะครับ ก็จะต้องประชุมร่วมครับ
นั่นสิ แต่ทีนี้ในหมวดนี้ มันหมวดการตราพระราชบัญญัตินะ
เฉพาะมาตรานี้ ๑๕๓ นั้น พูดถึง เรื่องค้างทั้งหมดนะครับ พูดถึง ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หรือบรรดาร่าง พระราชบัญญัติที่ค้างอยู่
อ้อครับ ท่านอาจารย์จรัญครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ผมคิดว่า น่าจะต้องเปึนไปอย่างที่ท่านไพบูลย์เสนอไว้ครับ เพราะว่าในมาตรา ๑๓๖ (๑๑) ระบุไว้แล้วครับว่า การที่จะให้ความเห็นชอบให้พิจารณา ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่าง พระราชบัญญัติอื่น ๆ ต่อไปได้ ตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสองนี่ จะต้องให้รัฐสภาประชุม ร่วมกัน เมื่อรัฐสภาประชุมร่วมกันแล้ว เห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายค้างอยู่ตรงไหน ก็เดิน ต่อไปได้ตามข้อบังคับของสภานั้น ๆ เพราะฉะนั้น ๑๕๓ วรรคสองนี่ ถูกต้องแล้ว ที่ใช้คําว่า ข้อบังคับรัฐสภา อันนี้ตรงกับที่ท่านไพบูลย์เสนอไว้ ตอนก่อนจะพักใช่ไหมครับ หลังจาก นั้นเปึ้นอีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ว่า ๑๕๓ วรรคสอง คือ รัฐสภาต้องประชุมร่วมกัน เห็นชอบให้ ร่างกฎหมายที่ค้างอยู่นั้นดำเนินการต่อไปได้ แล้วหลังจากนั้นถึงจะเปึ้น ไม่ใช่อยู่ใน ๑๕๓ แล้วครับ ก็เปึนเรื่องแต่ละสภาดูกันไป ขอบพระคุณครับ
ครับ อย่างไรดี ท่านลองหารือนะครับ เพราะกฎหมายจะตกไปนี่ คือ ที่ผ่านมาก็เคยเกิด กรณีนี้ครับ พอกฎหมายรัฐบาลใหม่เข้ามาใช่ไหมครับ กฎหมายที่ค้างนี่ก็จะกลับคืนสู่การ พิจารณาของสภา เดี๋ยวขอเวลาสักครู่นะครับ คือ ถ้าดูถ้อยคำวรรคสองนี่นะครับ บอกว่า และรัฐสภามีมติเห็นชอบด้วยนะครับ รัฐสภามีมติเห็นชอบด้วย อันนี้จะประชุมร่วมหรือว่า แยกสภาครับ ท่านอัชพรครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ คือ ในวรรคสองนั้นต้องประชุมร่วม เพื่อว่า เห็นชอบให้พิจารณาได้ต่อไป แต่กำลังทำ ความเข้าใจ วรรคสามมันต่อเนื่องมา หลังจากรัฐสภาเห็นชอบแล้วนี่ กฎหมายนั้น จะพิจารณาไปอย่างไร มันก็แล้วแต่ข้อบังคับการประชุมของแต่ละสภาที่จะกําหนดขึ้น น่าจะเปึนอย่างนั้นมากกว่าครับ เท่าที่คุยกับท่านเลขา
ครับ ผมก็ว่าน่าจะเปึนอย่างนี้ครับ
เพราะฉะนั้นก็อย่างที่กราบเรียน เสนอว่า ใช้ทั้ง ๓ อันว่า ให้เปึนไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา สำหรับกรณีรัฐธรรมนูญ แล้วแต่กรณี
แล้วแต่กรณี ด้วยนะครับ น่าจะครอบคลุมหมด ท่านวัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. ผมขอเสนอว่า ให้ใช้คำว่า ข้อบังคับการประชุมสภาที่เกี่ยวข้อง ครับ
ครับ มันก็เกี่ยวข้องครับ นี่ครับ ของแต่ละสภานี่คือเกี่ยวข้อง คือ ถ้อยคำจะได้สละสลวย หน่อยครับ ผมว่า เข้าใจตรงกันแล้วล่ะ เพียงแต่ว่าจะเขียนอย่างไรให้มันเข้าใจได้นะครับ ทางกรรมาธิการเสนอว่า ให้เปึนไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร การประชุม วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี นะครับ หรือการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ใช้คําว่า ข้อบังคับเหมือนกันหมดไหมครับ ต้องซ้ำไหม ใช้ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ได้ไหมครับ จะได้ไม่ต้องใช้คําซ้ํา ท่านอัชพรยืนยันอีกที ได้ไหมครับ กรรมาธิการครับ ผมจะได้ถามสมาชิก
ครับ ก็ขออนุญาตแก้ตอนท้ายเปึน ให้เปึ้นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แล้วแต่กรณี ครับ
ท่านสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
มาตรา ๑๕๓ ถือว่า เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสนอนะครับ ขอผ่านไปส่วนที่ ๘ การควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรรมนูญ มีท่านใดติดใจบ้างครับ สมาชิกไม่ติดใจ ผมผ่านไปส่วนที่ ๙ นะครับ ส่วนที่ ๙ การควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดิน มีตั้งแต่มาตรา ๑๕๖ ไปถึง มาตรา ๑๖๒ มีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ ถ้อยคำ หรือข้อความที่ขัดหรือแย้งกัน ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจ ผมผ่านไปหมวดที่ ๗ นะครับ การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน
กระผมมีครับ
ท่านวัชราครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร สสร. มาตรา ๑๕๔ ครับ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง คำว่า ถวาย นี่ น่าจะตัดออกนะครับ
๑๕๔ วรรคไหนครับ
วรรคแรกครับ
วรรคแรกเลยนะครับ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายอีกครั้งหนึ่ง ท่านอัชพรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ขออนุญาตคงไว้ครับ เพราะว่าได้สอบถามแล้ว เปึนคำ ที่จะต้องน้ำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหมู่อมถวาย เปึนคำในราชาศัพท์ ซึ่งเปึนอย่างนี้อยู่ ครับผม ขออนุญาตครับ
ครับ กรรมาธิการยืนยันความถูกต้องแล้วนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีสมาชิกติดใจ ในหมวดที่ ๘ ผมผ่านไปส่วนที่ ๙ นะครับ ส่วนที่ ๙ การควบคุมการ บริหารราชการแผ่นดินนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดติดใจ ผ่านไปหมวดที่ ๗ นะครับ หมวดที่ ๗ การมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยตรงของประชาชน ตั้งแต่มาตรา ๑๖๓ ถึง ๑๖๕ มีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่ติดใจ ผ่านไปหมวดที่ ๘ นะครับ การเงิน การคลัง และงบประมาณ ท่านใดติดใจ กรุณายกมือด้วยนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีสมาชิกติดใจ ผมขอผ่านไปหมวดที่ ๙ นะครับ คณะรัฐมนตรีครับ มาตรา ๑๗๑ จนถึง มาตรา ๑๙๖ ท่านอาจารย์สมคิดครับ
แก้ไขถ้อยคำเล็กน้อย ครับ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๑๘๒ (๓) ครับ บรรทัดที่ ๒ ครับ ขออนุญาตแก้ไขให้ตรง กับบรรทัดที่ ๑ (๓) นี่นะครับ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมี การรอการลงโทษ เว้นแต่เปึนกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือมีการ ขอเติมคำว่า มีการ หน้า คำว่า รอการลงโทษ เข้าไปครับ เพื่อให้สอดคล้องกับบรรทัดแรกครับ
มาตรา ๑๘๒ (๓) บรรทัดที่ ๒ นะครับ กรรมาธิการขอเติมคำว่า มีการ หน้าคำว่า รอการลงโทษ นะครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ มาตราอื่นในหมวดนี้ มีไหมครับ หมวดที่ ๙
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ผมผ่านไปหมวดที่ ๑๐ นะครับ หมวดที่ ๑๐ หมวดของศาลนะครับ ส่วนที่ ๑ บททั่วไป ครับ มาตรา ๑๙๗ ถึง มาตรา ๒๐๓ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีท่านสมาชิกติดใจ ผมขอผ่านไปส่วนที่ ๒ นะครับ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านเลขาธิการ ศาลรัฐธรรมนูญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ครับ มาตรา ๒๐๙ (๗) เหมือนกับที่ท่านเลขานุการ คณะกรรมาธิการเสนอเมื่อสักครู่นี้ครับ บรรทัดที่ ๒ ครับ เติม มีการ ก่อนหน้า รอการลงโทษ จะเหมือนกันครับ ประโยคนี้นะครับ หรือมีการรอการลงโทษ ครับ เติม มีการ เหมือนกัน ให้สอดคล้องกับบรรทัดแรก ที่แก้ไขเมื่อสักครู่นี้นะครับ
มาตราเท่าไรนะครับ
๒๐๙ (๗) ครับ ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เว้นแต่เปึ้น กรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุดหรือ แล้วก็ขอเติมนะครับ มีการรอการลงโทษในความผิด อันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
ครับ มาตรา ๑๐๙ (๗)
๒๐๙ ครับ
ประทานโทษ ๒๐๙ นะครับ (๗) กรรมาธิการขอเพิ่มคำว่า มีการ หน้าคำว่า รอการลงโทษ นะครับ มีสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสนอแก้ไขนะครับ มาตราอื่นในส่วนที่ ๒ นี้ มีอีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ผมเข้าส่วนที่ ๓ นะครับ ศาลยุติธรรม ท่านอาจารย์สมคิดครับ
ท่านประธานครับ มาตรา ๒๒๑ ในหน้า ๙๖ ครับ ขออนุญาตย้ายที่นิดเดียวครับ วรรคสุดท้ายนะครับ วรรคสุดท้าย เขียนว่า ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) ไม่มี ขออนุญาตย้ายคำว่า ไม่มี มาอยู่ข้างหน้านะครับ เพื่อให้สอดคล้องกับการเขียนในเรื่อง ศาลรัฐธรรมนูญ ก็อ่านจะได้ใจความว่า ในกรณีที่ไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตาม วรรคหนึ่ง (๓) ขอย้ายที่คำว่า ไม่มี มาอยู่ข้างหน้าแค่นั้นเองครับ ท่านประธานครับ
ครับ ถ้อยคําก็จะดีขึ้นนะครับ ไม่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมี แต่ไม่ครบสองคน นะครับ ก็ย้ายถ้อยคําว่า ไม่มี มาหน้า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ นะครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ ผมขอผ่านส่วนที่ ๓ นี้ไป เข้าสู่ส่วนที่ ๔ นะครับ ศาลปกครอง ท่านไพบูลย์ หรืออาจารย์สมคิดครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๒๖ ครับ วรรคสุดท้าย วรรคที่ ๓ นะครับ เปึ้นเรื่องการแก้ไข ซึ่งที่เขียนมา ไม่ตรงกับหลักการที่หารือกันไว้นะครับ วรรคสุดท้ายนั้น เขียนบอกว่า ในกรณีที่ไม่มี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามวรรคหนึ่ง (๓) หรือมีแต่ไม่ครบสามคน ถ้าคณะกรรมการ ตุลาการศาลปกครองจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคน ตัวเลข ๗ คนนี้ ผิดครับ ท่านประธานครับ ไปเช็คในการประชุมแล้ว ๖ คนครับ ไม่ใช่ ๗ คน ขออนุญาตแก้จาก เจ็ด เปึน หก
ครับ แก้ถ้อยคำให้ถูกต้องนะครับ จากข้อความ เจ็ด เปึนข้อความ หก นะครับ ในมาตรา ๒๒๖ วรรคที่ ๒ ไม่มีสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ผมผ่านไปส่วนที่ ๕ นะครับ ท่านไพบูลย์ เรื่องเดียวกัน หรือเปล่าครับ เรื่องเดียวกันนะครับ ผ่านไปส่วนที่ ๕ นะครับ ศาลทหารครับ ศาลทหาร มีมาตรา ๒๒๘ มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ผ่านไปหมวด ๑๑ นะครับ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เข้าส่วนที่ ๑ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญนะครับ องค์กรแรก คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งแต่มาตรา ๒๒๙ นะครับ ท่านอัชพรมีอะไรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ในหมวดว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในมาตรา ๒๓๑ (๑) (๑) นี่ ข้อความตอนท้ายของวรรคหนึ่ง ของ (๑) นั้น มีข้อความตกไปครับ ข้อความ เดิมว่า ให้คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ ขออนุญาตเติมข้อความว่า ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับ โดยอนุโลม ๑๑๓ วรรคสองก็คือ การให้กรรมการสรรหานั้นเลือกกันเองให้ผู้หนึ่งเปึน ประธานครับ เพราะอันนี้ยังไม่ได้เขียนว่า ใครจะเปึนประธาน ก็ให้เอา ๑๑๓ วรรคสอง คือ ให้กรรมการที่มีนั้นเลือกกันเองว่า คนหนึ่งเปึนประธาน จะได้สมบูรณ์ขึ้นครับ ข้อความ ที่เติม คือ ต่อท้ายว่า ทั้งนี้ ให้น้ำความในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลมครับ
เดี๋ยวของท่านเติมอยู่วรรคไหนครับ
ท้าย (๑) ของมาตรา ๒๓๑ ครับ ๒๓๑ ซึ่งมีอยู่สาม สี่ ห้าวงเล็บ มี (๑) ท้าย (๑) ที่ข้อความว่า วรรคหนึ่งนะครับ ให้คณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งประกอบด้วยกรรมการที่เหลืออยู่ พอจบ ข้อความตรงนี้แล้ว ก็ขออนุญาตเติมข้อความว่า ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ครับ
ครับ ท่านสมาชิกทันไหมครับ อยู่ใน (๑) ของมาตรา ๒๓๑ ข้อเติมข้อความในส่วนท้าย นะครับ ของ (๑) วรรคที่ ๑ ดังกล่าว ครับ ไม่มีสมาชิกเห็นเปึ้นอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ มาตราอื่นอีก มีไหมครับ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี เข้าส่วนที่ ๒ นะครับ องค์กรที่ ๒ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตั้งแต่มาตรา ๒๔๒ ถึง มาตรา ๒๔๕ นะครับ ครับ มีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ขออนุญาต ท่านประธานครับ
ครับ ใครครับ
อยู่ตรงนี้ครับ
อ๋อ โทษทีครับ อาจารย์ศรีราชา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ คือ ในมาตรา ๒๔๒ นี่ครับ ในวรรคที่ ๔ นะครับ คือ คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจการแผ่นดินให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน อันนี้นี่เปึ้นนัยที่ประกาศคณะปฏิรูปฉบับที่ ๑๕ นี่ ยังคงมีผลบังคับอยู่ต่อไปใช่ไหมครับ เปึ้นนัยที่ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๑๕ ยังคงมีผลใช้ บังคับตลอดไป ใช่ไหมครับ อันนี้หมายถึงอย่างนั้นใช่ไหม เชื่อมต่อแล้วใช่ไหมครับ ไม่ได้ หมายถึงฉบับใหม่ใช่ไหมครับ ถามท่านเลขา
๒๔๒ วรรคไหนครับ อาจารย์
วรรคสี่ครับท่าน
วรรคสี่นะครับ อาจารย์ช่วยถามอีกทีได้ไหมครับ
คือ คุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ตรวจการแผ่นดินให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน อันนี้หมายถึงฉบับที่ คปค. ต่ออายุให้ ถูกต้อง ใช่ไหมครับ แห่งที่ ๒ ที่ผมตรวจสอบดูในท้ายมาตรา ๒๔๔ นะครับ ก่อนที่จะขึ้น ๒๔๕ นั้น บรรทัดสุดท้ายเลยครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจพิจารณาและสอบสวน โดยไม่มีการ ร้องเรียนได้ ผมอยากจะคิดว่า น่าจะเปึน ก็ได้ จะดีกว่าไหมครับ เพราะว่า เปึนออปชัน (Option) ครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ๒ ประเด็นครับท่าน ขอคำยืนยันชัดเจนครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ในมาตรา ๒๔๒ วรรคสี่ นั้นนะครับ คำว่า พรบ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน นั้น ก็หมายถึง ทุกฉบับนะครับ ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาทั้งหมด ก็คงรวมประกาศ คปค. ที่ท่านเลขาผู้ตรวจการแผ่นดินได้เรียน ไปแล้วด้วยนะครับ ส่วนในมาตรา ๒๔๔ บรรทัดสุดท้ายเลย ที่ท่านอาจารย์ศรีราชาขอเติม คำว่า ก็ เข้าไปนะครับ กรรมาธิการไม่ขัดข้องครับ ให้เติมได้ครับ
ครับ มีสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเสนอนะครับ เติมข้อความคำว่า ก็ ในบรรทัดสุดท้าย ของมาตรา ๒๔๔ นะครับ เปึน ก็ได้ นะครับ ผมผ่านไปนะครับ
ท่านประธานครับ
ครับ ท่านสุรชัยครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ หารือนะครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างครับ ๒๔๔ ตอนท้าย ที่ท่านอาจารย์ศรีราชา ขอเติมคำว่า ก็ นี่นะครับ ผมอยากหารือว่า หลักการ เราต้องการหลักการอะไรครับ ว่า ถ้าเปึนกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่ามีการกระทำที่กระทบต่อความเสียหาย ของประชาชนโดยส่วนร่วมหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เรากำลังจะวางหลักการ ว่า ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนี่ พิจารณาและสอบสวนเรื่องดังกล่าวไหม หรือว่าให้เปึน ดุลยพินิจที่จะเป่ดไว้ ถ้าเห็นว่า ควรที่จะต้องมีการสอบสวนเมื่อมีการกระทำที่กระทบ ต่อความเสียหายของประชาชนโดยส่วนร่วมหรือคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ผมเห็นว่า ไม่ควรใส่คําว่า ก็ เข้าไป เพราะใส่คําว่า ก็ เข้าไปแล้วนี่ มันหมายถึงว่า จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ครับ
ครับ ท่านสุรชัยครับ ข้างหน้ามันมีคําว่า อาจ อยู่แล้วนะครับ อาจ นี่ มันก็ทําก็ได้ ไม่ทํา ก็ได้เหมือนกัน หลักการมันยังหลักการเดิมอยู่ อาจ นี่ครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจ พิจารณาและสอบสวนโดยไม่มีการร้องเรียนได้ มันมี อาจ อยู่ข้างหน้าแล้วนะครับ
นั่นสิครับ ผมถึงได้หารือว่า เพราะว่า ข้อความที่มันน้ำทางมาก่อนหน้านี้นี่ เขียนให้เห็นถึงความเสียหายที่มันมีผลกระทบ ต่อประชาชนโดยส่วนร่วม แล้วก็คุ้มครองประโยชน์สาธารณะนะครับ กรณีอย่างนี้นี่ ควรเปึนกรณีที่จะต้องมีการสอบสวน หรือว่าควรที่จะเป่ดทิ้งไว้ครับ
เชิญอาจารย์สมคิดครับ
ท่านประธานครับ ก็เปึนไปตามหลักการที่เราหารือมาตลอด ก็เมื่อมีท่านสุรชัยทักท้วงนะครับ มีการทักท้วง ผมคิดว่า ความหมายเหมือนกันแล้ว ก็ขออนุญาตไม่เติมคำว่า ก็ ครับ นะครับ
อาจารย์ศรีราชาครับ ผู้เสนอ
กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมไม่ขัดข้องครับ เพราะมีคําว่า อาจ อยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตาม ก็คงจะ ทำให้นะครับ เต็มที่ครับ
ครับ อย่างนั้นถือตามร่างเดิมนะครับ ไม่แก้ไขครับ คณะที่ ๓ คณะกรรมการปัองกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีท่านใดติดใจไหมครับ มาตรา ๒๔๖ ถึงมาตรา ๒๕๑ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจ ผมผ่านไป คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนะครับ คณะที่ ๔ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ผ่านนะครับ ท่านกรรมาธิการครับ ไม่มีสมาชิกติดใจ ไปที่ส่วนที่ ๒ องค์กรอื่นตาม รัฐธรรมนูญ ท่านอัชพรครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ต้องขอประทานโทษท่านประธานนิดหนึ่ง ครับว่า ขออนุญาตย้อน เพราะว่า ตอนที่กระผมเองขออนุญาตเติมใน ๒๓๑ (๑) ว่า ทั้งนี้ ให้นำความในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม นั้น ต้องกลับไปเติม ในมาตรา ๒๐๖ เรื่องตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ให้เหมือนกันด้วยครับ คือ ให้กรรมการ สรรหานั้นเลือกกันเอง ให้คนหนึ่งเปึนประธาน เพราะฉะนั้นใน ๒๐๖ (๑) ก็ต้องเติม ตอนท้ายว่า ทั้งนี้ ให้น้ำความในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม เพื่อให้ สอดคล้องกันทุกองค์กรครับผม
ครับ อย่างนั้นขอให้สมาชิกดูมาตรา ๒๐๖ พร้อม ๆ กันนะครับ มาตรา ๒๐๖ เติม
เติมท้าย (๑) ครับ
(๑) นะครับ
ต่อท้ายว่า ทั้งนี้ ให้นำความ ในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ครับ ประทานโทษ ให้น้ำบทบัญญัติ ในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม ครับ ข้อความจะเปึ้นอันเดียวกัน ทั้ง ๒ มาตราครับ
ให้สอดคล้องต้องกันนะครับ แล้วหลักการเดียวกัน ที่เติมสักครู่นี้ครับ ไม่มีสมาชิกท่านใด ไม่เห็นด้วยนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการ ผ่านไป องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ครับ องค์กรอื่น ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรแรก คือ องค์กรอัยการนะครับ มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าอย่างนั้นผ่านนะครับ ผ่านองค์กรอัยการ ไปคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจ ผ่านไป สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มาตรา ๒๕๘ นะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่ติดใจนะครับ ผ่านไปหมวด ๑๒ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ส่วนที่ ๑ อาจารย์อัครวิทย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ครับ ในมาตรา ๒๖๒ นะครับ ได้บัญญัติว่า ในกรณีที่มีการยื่นบัญชี เพราะเหตุที่ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองผู้ใดพ้นจากตําแหน่งหรือตาย คณะกรรมาธิการ ขอตัดคำว่า หรือตาย ออก เพราะว่า ความตายนั้นก็เปึนเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองนั้นพ้นจากตำแหน่งอยู่แล้วครับ
ครับ ตัดคำว่า หรือตาย ออกนะครับ ก็ยังหลักการเดิมอยู่นะครับ ก็คือ การพ้นจาก ตำแหน่ง มาตรา ๒๖๒ นะครับ กรรมาธิการเสนอตัด อาจารย์กล้านรงค์ครับ
กราบเรียน กระผม กล้านรงค์ นะครับ คืออย่างนี้ครับ ท่านจะแก้ก็คงไม่ขัดข้อง แต่ว่าเผอิญการยื่นทรัพย์สินนี่นะครับ มันจะมีกรณีของ ผู้ซึ่งยื่นไปแล้ว ตายในระหว่างดำรงตำแหน่ง มันจะแยกกันครับ ระหว่างพ้นตำแหน่ง กับ ตาย อยากจะขอความกรุณาคงไว้ตามเดิมเถอะครับ
ท่านประธานครับ เมื่อ ปปช. มีเหตุผลเช่นนั้น กรรมาธิการไม่ขัดข้องครับ คงไว้ตามเดิมครับ
ครับ ไม่ตัดออกนะครับ ว่าจะมีกรณีอื่นเกิดขึ้นอีกนะครับ ๒๖๒ ไม่แก้นะครับ ๒๖๒ ไม่แก้นะครับ มีมาตราอื่นอีกไหมครับ
ท่านประธานครับ
ท่านอัครวิทย์ครับ
ส่วนที่ ๒ ครับ โทษที่ ยังไม่ถึง
ส่วนที่ ๑ ผ่านนะครับ เข้าสู่ส่วนที่ ๒ ครับ เชิญอาจารย์อัครวิทย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ กรรมาธิการครับ มาตรา ๒๖๕ (๓) ในบรรทัดที่ ๓ ของ (๓) ที่บอกว่า หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติกับบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงาน ตามปกติ คำว่า ปฏิบัติกับ นั้น น่าจะเปึน ปฏิบัติต่อ ครับ ขอแก้คำว่า กับ เปึน ต่อ
ปฏิบัติต่อบุคคลอื่น ๆ ในธุรกิจการงานปกติ นะครับ ขอแก้จากคำว่า กับ เปึน ต่อ ใน (๓) ของมาตรา ๒๖๕ มีสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า สมาชิกเห็นด้วยกับที่กรรมาธิการขอแก้ไขนะครับ ส่วนที่ ๒ มีท่านใดติดใจ อีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ผมผ่านไปส่วนที่ ๓ นะครับ การถอดถอนจากตำแหน่ง ตั้งแต่มาตรา ๒๐๗ จนถึงมาตรา ๒๗๔ นะครับ มีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจ ผ่านไปส่วนที่ ๔ การดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมือง ตั้งแต่มาตรา ๒๗๕ ถึงมาตรา ๒๗๘ มีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่ติดใจ ผ่านไปหมวด ๑๓ นะครับ จริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองและ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ตั้งแต่มาตรา ๒๗๙ ๒๘๐
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีท่านใดติดใจ ผ่านไปหมวด ๑๔ การปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่มาตรา ๒๘๑ นะครับ จนถึงมาตรา ๒๙๐ มีท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ก็ผ่านหมวด ๑๔ นะครับ ไปหมวด ๑๕ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ มีมาตราเดียวนะครับ ท่านสมเกียรติครับ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ ครับ (๔) วรรคที่ ๒ การออกเสียงในวาระที่สอง ขั้นพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ให้ถือเอาเสียงข้างมากเปึนประมาณ หมายถึงอย่างไรครับ การออกเสียงลงคะแนน ในวาระที่สอง ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตราให้ถือเสียงข้างมากเปึนประมาณ
ครับ เดี๋ยวให้กรรมาธิการตอบครับ รัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วก็เปึ้นแบบนี้ครับ กรรมาธิการ จะตอบไหมครับ คือ ข้อบังคับเสียงข้างมาก ในที่นี้เข้าใจว่า เปึ้นเสียงข้างมากของ ที่ประชุมครับ ข้อบังคับการประชุมก็เขียนคล้าย ๆ แบบนี้ครับ ท่านสมเกียรติครับ
ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ ผม สมเกียรติ รอดเจริญ สสร. ทําไมไม่ใช้คําว่า เปึนเกณฑ์ ได้ไหมครับ มันจะชัดเจนขึ้น หรือครับ ภาษากฎหมายหรือครับ เอาถือเสียงข้างมากเปึนเกณฑ์ อย่างนี้มันจะชัดเจน หรือ ถ้าเผื่อ เสียงข้างมากเปึนประมาณ มันก็ทะแม่ง ๆ หูพอสมควรนะครับ ขอบพระคุณ ครับ
ท่านอัชพรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ กรณีนี้เปึนการพิจารณาเรียงลำดับมาตรา แล้วก็ คําว่า ถือเอาเสียงข้างมากเปึนประมาณ นั้น เปึนคําที่ใช้ในรัฐธรรมนูญเกือบทุก ฉบับ ตั้งแต่ต้นมา เข้าใจว่า ในการถามสภาในการเรียงลำดับมาตรานั้น ในบางครั้งไม่ได้ ลงมติทุกมาตรา แต่ท่านประธานจะกรุณาถาม เพียงแต่ว่า มาตรานี้มีใครไม่เห็นชอบไหม และทุกคนก็ไม่ได้แสดงความเห็นเปึนอย่างอื่น ก็ฟังดูตรงนั้น ก็ถือว่า เปึ้นเสียงข้างมาก โดยประมาณ เพราะไม่ได้มีการลงคะแนนเสียงจริง แต่ว่าทุกคนเห็นด้วย โดยที่ให้ผ่าน มาตรานั้นไป ในรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มา ก็เลยใช้ถ้อยคําในลักษณะนี้ ไม่อย่างนั้น เราจะต้องลงคะแนนเสียง แม้กระทั่งเห็นชอบหมดทุกคนนะครับ
ครับ ตอนนี้มีนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญนะครับ จำนวน ๑๐๐ ท่าน มาเข้าฟัง การประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ยินดีต้อนรับนักศึกษาทุกท่านนะครับ ลูกศิษย์ อาจารย์ชวลิตหรือเปล่าครับ ท่านสมเกียรติ ตกลงเข้าใจนะครับ อย่างนั้นผ่านหมวด ๑๕ นะครับ หมวด ๑๕ บทเฉพาะกาล ตั้งแต่มาตรา ๒๙๒ ครับ อาจารย์กรรณิการ์ครับ
โทษที่ค่ะ ท่านประธาน เรียนท่านประธาน ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ขอหมวด ๑๔ ค่ะ หมวด ๑๔ เรื่องของการปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในมาตรา ๒๘๔ ค่ะ ๒๘๔ ตรงนี้ ซึ่งได้มีการพิจารณาผ่านไปแล้วนะคะ ตรงนี้ก็ไม่ได้ปรับแก้อะไรนะคะ เพียงแต่อยากจะขอให้บันทึกเปึ้นเจตนารมณ์ เพื่อให้ ผู้เขียนกฎหมายที่เกี่ยวกับท้องถิ่น ในมาตราตรงนี้นะคะ นำหลักการในเรื่องโอกาส สัดส่วน และความเท่าเทียมทางเพศไปบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการสรรหาผู้บริหาร ท้องถิ่น ให้คํานึงถึงหลักการดังกล่าว และสะท้อนหลักการดังกล่าวให้ออกมาเปึ้นรูปธรรม อย่างแท้จริง อันนี้อยากให้เขียนเปึ้นบันทึกเจตนารมณ์ ซึ่งคราวที่แล้วที่พิจารณา ในประเด็นนี้ หลังจากที่เสียงแพ้ในที่สภาแล้ว ก็เลยไม่ได้บัญญัติไว้ในเจตนารมณ์ ก็เลย อยากจะขอเพิ่มเติมว่า เอาไปบัญญัติไว้ในบันทึกเจตนารมณ์ในประเด็นนี้นะคะ แล้วก็นอกจากนั้น ขอให้น้ำหลักการนี้ ให้ผู้ยกร่างกฎหมาย เรื่องการเลือกตั้ง สส. สว. นำไปพิจารณากำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวด้วย เพื่อให้พรรคการเมืองคำนึงถึงหลักการ ดังกล่าว ในการส่งผู้สมัครเลือกตั้งด้วยค่ะ อันนี้ขอให้เปึ้นบันทึกเจตนารมณ์ค่ะ
บันทึกที่อาจารย์อภิปรายก่อนแล้วกันนะครับ เพราะว่าตอนนี้เรากําลังพิจารณาถ้อยคํา นะครับ
ใช่ แต่ว่าตรงนี้จะขอเพิ่มเติม เพราะว่า ผ่านประเด็นนี้ไปแล้วค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ครับ ไม่ทราบว่า สภาเขาจะเห็นด้วยหรือเปล่านะครับ เดี๋ยวขอถ้อยคําให้จบก่อนนะครับ อาจารย์รุจิราครับ เชิญครับ
ขออนุญาต เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับมาอีกนิดหนึ่งนะคะ หน้า ๑๓๗ ข้อ ๖ นะคะ อยากให้แก้ถ้อยคำ เพราะว่าอ่านดูแล้ว มันแปลก ๆ เช่น ที่เขียนบอกว่า การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้ายให้ใช้วิธี เรียกชื่อและลงคะแนนเป่ดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้ เปึ้นรัฐธรรมนูญ นี่ อยากจะแก้ถ้อยคำว่า การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเป่ดเผย โดยจะต้องได้คะแนนเสียงข้างมาก เกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ไม่ทราบว่า ท่านยกร่าง จะเห็นด้วยหรือไม่ โดยเฉพาะประโยคที่เขียนว่า ในการที่จะให้ออกใช้เปึน ประโยคนี้ ดูสะดุดน่ะค่ะ เดี๋ยวอ่านอีกครั้งหนึ่งนะคะ ว่า การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่ ๓ ขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเป่ดเผย โดยจะต้องได้คะแนนเสียงข้างมาก เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
ครับ ท่านกรรมาธิการครับ เข้าใจไหมครับ ที่อาจารย์รุจิราพูดถึงครับ คือ มีคำอยู่ว่า เห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เปึน นี่นะครับ ก็คำเดิมครับ ทีนี้อาจารย์อาจจะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า คือ ถ้อยคำ ที่เขียนไว้ว่า ในการที่จะออกใช้เปึ้นรัฐธรรมนูญ นั้น เข้าใจว่า น่าจะเปึ้น ค่อนข้างเปึนคํา ซึ่งเปึนหัวใจสําคัญของตรงนี้ว่า รัฐสภานั้นจะต้องตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่า จะให้ร่าง ที่ทํามานั้นจะออกใช้เปึ้นรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะฉะนั้นคํานี้จึงได้กราบเรียนว่า ใช้มา ค่อนข้างจะรัฐธรรมนูญทุกฉบับ เพื่อจะให้ยืนยันว่า ต้องตัดสินใจในเรื่องนี้ครับ
ฉบับ ๒๕๔๐ ไม่ได้ใช้คำนี้ค่ะ
อาจารย์มีตัวอย่างไหมครับ เอามาหรือเปล่าครับ ลองดูสิ ๒๕๔๐ ใช้ถ้อยคำอย่างไร ท่านอัชพรดูนิดหนึ่ง
กราบเรียนท่านประธานครับ ของรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นั้น อยู่ในมาตรา ๓๑๓ ซึ่งใช้อย่างเดียวกันครับ ว่า (๖) การออก เสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ขั้นสุดท้าย ให้ใช้วิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเป่ดเผย และต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เปึ้นรัฐธรรมนูญมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา
ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ติดใจ ขอบคุณค่ะ
ครับ ขอบพระคุณครับ อาจารย์ครับ ดีครับ ช่วย ๆ กันดูรายละเอียดนิดหนึ่งนะครับ บทเฉพาะกาล มีสมาชิกท่านใดติดใจ มีไหมครับ ท่านศิวะครับ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ ไม่ได้ติดใจอะไร แต่วันนั้นที่มีการพูดถึงว่า ที่เราพูดถึงว่า ไม่อยากให้ สภานิติบัญญัติแห่งชาตินี่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย แต่วันนั้นรู้สึกว่า มีการตอบแล้วว่า ไม่จําเปึนต้องเขียนใช่ไหมครับ ตอนแรกผมพูดถึงเรื่องว่า ไม่ให้แต่งตั้งผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง แล้วก็พูดถึงเรื่องการไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เพราะในกฎหมายนี้ เขียนให้เขาปฏิบัติหน้าที่ ทั้งเปึนสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา ซึ่งเขาสามารถที่อาจจะ ขอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เลยอยากขอคําชี้แจงเรื่องนี้หน่อยครับ
ครับ เดี๋ยวนะครับ ก่อนชี้แจงนะครับ ในมาตราบทเฉพาะกาลนี่ มีท่านใดติดใจไหมครับ แล้วเดี๋ยวค่อยตอบของท่านศิวะอีกทีนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ในส่วนบทเฉพาะกาลนี้ จะมีพิมพ์ ตกไป ๔ จุด ของฝ์ายเลขานุการเองนะครับ จะขออนุญาตเสนอเปึ้นทีละมาตรา ขอความเห็นชอบเปึ้นทีละมาตรา
ครับ เชิญครับ
ในมาตรา ๒๙๖ วรรคสามครับ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ในวาระเริ่มแรก ห้ามมิให้ผู้เคยเปึนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งได้รับเลือกตั้งเปึน ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดํารงตําแหน่งเปึน สมาชิกวุฒิสภาซึ่งจะมีการสรรหาเปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ขออนุญาตแก้ไขคําว่า สรรหา เปึ้น ได้มา ครับ ความก็จะเปึนว่า ซึ่งจะมีการได้มาเปึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ครับ อันนี้พิมพ์ผิดครับ
มีการได้มาเปึ่นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ นะครับ แล้วมีข้อความไหนอีกไหมครับ มาตรานี้มีส่วนไหนอีกไหมครับ
ไม่มีแล้วครับ มีอันนี้อันเดียวครับ
ไม่มีนะครับ ท่านสมาชิก ไม่เห็นอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสนอนะครับ เรื่องการแก้ถ้อยคำเท่านั้น เชิญท่านอัชพรครับ
จุดที่ ๒ ในมาตรา ๓๐๓ ครับ ๓๐๓ (๓) ครับ คือ มาตรานี้เปึนมาตราที่จะให้ออกกฎหมายภายในกี่ป้นะครับ ระยะเวลา ทีนี้ใน (๓) ของมาตรา ๓๐๓ นี้เองนั้น พูดถึงกฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า คือ กฎหมายที่เกี่ยวกับการทําหนังสือสัญญานะครับ แต่ยังไม่ได้พูดตอนไหนว่า ให้เสร็จ ภายในเวลาเท่าไร จะขออนุญาตเพิ่มความในตอนท้ายของ (๓) นี้นะครับ หลังคำว่า หนังสือสัญญา นะครับ ก็จะต่อท้ายว่า ภายในหนึ่งป้นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ ซึ่งเปึนข้อความเดียวกับข้อความของทุกวงเล็บครับ ข้อความของ (๓) หายไปครับ เติมคำว่า ภายในหนึ่งป้นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๗๖ ครับ
นับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นะครับ ตามมาตรา
๑๗๖ ครับ
๑๗๖ นะครับ ไม่ต้องบอกใช่ไหมว่าใครแถลง
จะอยู่ในตอนต้นของมาตรา ๓๐๓ ครับ ว่า คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินนั้น ครั้งแรกนั้นจะต้องทำให้เสร็จ ภายในเวลาเท่านี้ เท่านี้ ก็หมายความว่า เปึนหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่จะทําครับผม
มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการขอแก้ไข มาตรา ๓๐๓ เพิ่มข้อความใน (๓) นะครับ มาตราอื่นครับ
มาตราถัดไป มาตรา ๓๐๕ (๒) ครับ มาตรา ๓๐๕ คือ ในวาระเริ่มแรกนั้น ยังไม่นําบทบัญญัติบางมาตราของรัฐธรรมนูญ มาใช้ ความใน (๒) ที่พิมพ์อยู่ในร่างที่นำเสนอนั้น ไปเอาความเดิมมา ความจริงข้อความ นั้นได้นําเสนอใหม่ในที่ประชุม และที่ประชุมเห็นชอบไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นขอใช้ ข้อความที่ที่ประชุมเห็นชอบ ที่ได้แก้ไขใหม่ ข้อความจะมีลักษณะอย่างนี้ครับว่า (๒) ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม แล้วก็ต่อข้อความเดิม มิให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๑๐๒ (๑๐) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเคยเปึ้นสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๕ (๘) นี้ เปึน (๙) ครับ มาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการดํารงตําแหน่งทางการเมือง การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ตัดออกครับ ใช้คําว่า และการดํารงตําแหน่งทางการเมืองเปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ข้อความทั้งหมดจะเปึ้นอย่างนี้นะครับ ว่า (๒) ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม มิให้ นําบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ (๑๐) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเคยเปึนสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการดำรงตำแหน่งทางการเมืองเปึนครั้งแรก ตามรัฐธรรมนูญนี้ ข้อความนี้ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมครับ
อันนี้เปึนไปตามที่ประชุมนะครับ อาจารย์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อภิชาติ ดำดี สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญนะครับ มาตรา ๓๐๕ (๑) นะครับ เรื่องของระยะเวลาในการ ตรากฎหมาย ตามมาตรา ๔๗ หลักการเดิมที่ได้ตกลงกันไว้ นั่นก็คือหนึ่งร้อยแปดสิบวัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ นี้นะครับ ------------------------------------------------------- ซึ่งข้อความในนี้แตกต่างออกไป เปึ้นเรื่องของการนับแต่วันที่แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นะครับ ตรงนี้จะไม่ตรงกันนะครับ เพราะว่าในความเดิมนั้นก็คือ นับแต่วันประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้ นะครับ
ครับ เดี๋ยวครับ (๒) เมื่อกี้กรรมาธิการเสนอนะครับ เดี๋ยวขอถามมตินิดหนึ่งนะครับ (๒) นี่นะครับ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม ถูกไหมครับ ตัวเลขถูกไหมครับ ทั้งนี้ ให้นำ บทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ (๑๐) ถูกนะครับ แล้วตัวเลขอันอื่นนี่ แก้เฉพาะ ๑๑๕ เลข ๘ เปึน เลข ๙ นะครับ แล้วก็แก้ตอนท้าย ขออนุญาตท่านอ่านอีกรอบได้ไหม เดี๋ยวเมื่อกี้พอดี ผมขออนุญาตจบเปึนอนุนะครับ
(๒) ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ (๑๐) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเคยเปึ้น สมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการดํารงตําแหน่งทางการเมืองเปึนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้
เปึ้นไปตามมติที่ประชุมนะครับ อันนี้ก็จําได้นะครับ มีสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ ท่านรัฐครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างครับ เพื่อนสมาชิกที่ทรงเกียรติครับ ในมาตรา ๓๐๕ (๒) นี่คือ ท่านตัดคําว่า ที่จะลงเลือกตั้งวุฒิสมาชิก ออกใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ
ครับ ตัดตอนท้ายครับ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาครั้งแรก ออกนะครับ ก็เปลี่ยนเปึน การดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตรงกันแล้วนะครับ ผ่าน (๒) นะครับ เมื่อกี้กลับไป (๑) ครับ ของอาจารย์อภิชาติครับ กรรมาธิการเข้าใจไหมครับ ที่อาจารย์อภิชาติถาม เชิญตอบ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ เดิมนั้นก็เคยพูดกันลักษณะเช่นนั้นจริง ครับท่าน แต่ว่าหลังจากที่ตอนไปรวมกันแล้วนั้น พบว่า ถ้า ๑๘๐ วันนับแต่วันที่ รัฐธรรมนูญประกาศใช้นั้น ในช่วงนั้นกําลังเลือกตั้งกันอยู่ จะไม่มีใครดําเนินการในเรื่องนี้ แม้แต่คณะรัฐมนตรี ก็รัฐมนตรีรักษาการ เข้าใจว่า คงจะมีปัญหา ก็เลยขออนุญาตแก้ไป ให้สอดคล้องกับวงเล็บอื่น ๆ ซึ่งจะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่แถลงนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลใหม่นั้น มาเริ่มดำเนินการครับ ไม่อย่างนั้นแล้วถ้าช่วง ๑๘๐ วัน มันจะช่วงตกเลือกตั้งกันพอดี ช่วงนั้นจะยังไม่มีใครทำอะไร แล้วมันก็จะไม่สามารถทําได้ตามที่กําหนดครับ
ประทานโทษครับ ในระหว่างนั้นยังมีคณะกรรมการ ปฏิรูปสื่อ แล้วก็สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยังสามารถดำเนินการเรื่องนี้ต่อเนื่อง ได้ไหมครับ เพราะว่าก็ยังไม่ได้ว่างเว้นจากฝ์ายนิติบัญญัตินะครับ
ท่านสมคิดครับ
ความจริงสภาก็จะ มีตลอด รัฐบาลก็จะมีตลอดนะครับ แต่ว่า ในมาตรา ๓๐๕ ทั้งหมด หรือในบทเฉพาะกาล ทั้งหมดนี่ เราคาดการณ์ว่า จะให้คนใหม่ทั้งหมดมาทำครับ ท่านอภิชาติครับ คือ ไม่ให้ คนเก่าปัจจุบันนี่ทําอยู่เลยนะครับ บทเฉพาะกาลก็จะไปข้างหน้า แล้วถ้าคิดในเชิงที่ไป ข้างหน้านี่ ๑๘๐ วันนับตั้งแต่วันที่รัฐบาลใหม่เข้ามาน่าจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นรัฐบาลชุดนี้ หรือรัฐบาลหลัง หรือว่าสภา คือ สนช. นี่จะเปึนคนทำครับ ซึ่งจะมีปัญหา เราก็ขออนุญาต ว่า น่าจะเปึนชุดใหม่ทั้งหมดที่มาทำตามบทเฉพาะกาล
ครับ เข้าใจตรงกันแล้วนะครับ ท่านกรรมาธิการมีมาตราไหนครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ อีกจุดสุดท้ายครับ ของฝ์ายเลขานุการ ก็คือ มาตรา ๓๐๕ อันเดียวกันนี่ครับ แต่ใน (๗) วงเล็บสุดท้ายของมาตรา ๓๐๕ ที่เดิมว่า มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๕๕ วรรคห้า มาใช้บังคับภายในหนึ่งป้นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ขออนุญาตเติมคำว่า มาตรา ๒๘๘ วรรคสาม ไว้ด้วย อ่านก็จะได้ว่า มิให้น้ำบทบัญญัติมาตรา ๒๕๕ วรรคห้า และมาตรา ๒๘๘ วรรคสาม มาใช้บังคับภายในหนึ่งป้นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ อันนี้ตกครับ มาตรา ๒๘๘ วรรคสาม คือ องค์ประกอบของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเปลี่ยนไปเปึน ๔ องค์ประกอบ ซึ่งในปัจจุบันนั้นจะมี ๓ องค์ประกอบเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นก็ต้องยืดเวลาเพื่อให้เขาไปแก้กฎหมายมาสอดรับกันก่อนครับ อันนี้ข้อความ ตกไปครับ ก็เติมคำว่า มาตรา ๒๘๘ วรรคสาม เข้าไปใน (๗) ครับ
ครับ อาจารย์รุจิราครับ เชิญครับ
ขออนุญาตมาตรา ๓๐๘ นะคะ บรรทัดที่ ๔
อ๋อครับ เดี๋ยวครับ อาจารย์ครับ
อ๋อ ยังไม่ถึงค่ะ
ขอประทานโทษนะครับ เดี๋ยวให้จบตรงนี้ก่อนครับ (๗) มีท่านใดติดใจไหมครับ (๗) นะครับ กรรมาธิการขอเพิ่ม ท่านสมเกียรติ (๗) นะครับ ครับ กรรมาธิการขอเพิ่ม และ มาตรา ๒๘๘ วรรคสาม เข้าไป ไม่มีสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ กรรมาธิการมีเพิ่มอีกไหมครับ ยังไม่มีตอนนี้ เดี๋ยวมี ส่วนที่ค้าง เดี๋ยวค่อยต่อนะครับ อาจารย์รุจิราครับ และท่านสมเกียรติ และอาจารย์คมสัน ครับ อาจารย์รุจิราครับ
ข้ามไปมาตรา ๓๐๘ นะคะ บรรทัดที่ ๔ ตรงกลาง ๆ เพื่ออนุวัติการ แปลว่าอะไรคะ หรือ เพื่ออนุมัติ มาตรา ๓๐๘ บรรทัดที่ ๔ ค่ะ เสนอแนะการจัดทำกฎหมายที่จำเปึนต้องตราขึ้น เพื่ออนุวัติการ ไม่เข้าใจ ความหมายค่ะ
ครับ อาจารย์จรัญครับ อนุวัติ หรือ อนุมัติ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ อนุวัติการ ถูกต้องแล้วครับ คือ อิมพลีเมนต์ (Implement) ครับ คือ ดำเนินการให้เปึ้นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณครับ
ครับ ท่านสมเกียรติครับ มาตราไหนครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ๓๐๕ ครับ ใน (๕) ครับ การใดที่เกี่ยวกับการจัดทําหรือดําเนินการตามหนังสือสัญญาที่ได้ดําเนินการ ไปแล้วก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้เปึ้นอันใช้ได้ และมิให้นําบทบัญญัติ มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม มาใช้บังคับ แต่ให้น้ำบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม มาใช้ บังคับกับการดำเนินการที่ยังคงค้างอยู่ และต้องดำเนินการต่อไป อันนี้หมายถึง กิจกรรม ที่เราไปเจรจาและดําเนินการไว้แล้ว แต่ยังไม่ทําสัญญาใช่ไหมครับ กับประเทศต่าง ๆ ใช่ไหมครับ เพราะว่า ขณะนี้เราได้ไปดําเนินการจัดทํากิจกรรมเหล่านี้กับประเทศต่าง ๆ ไว้ เกือบทั่วโลกแล้วครับ แต่ยังไม่ได้ลงนามนะครับ จะมีที่ไม่ได้ทำอยู่ ๒ ประเทศเองมั้ง ติมอร์ (สาธารณรัฐประชาธิปไตยติมอร์เลสเต (The Democratic Republic of Timor – Leste)) กับลาวมั้งครับ นะครับ อันนี้ใช่ไหมครับ สําหรับประเทศต่าง ๆ ที่ยังไม่ได้ลงนามในสัญญา ครับ แต่ได้ดำเนินการไปแล้วครับ มันคลุมถึงตามวรรคนี้หรือเปล่าครับ ขอบพระคุณครับ
ครับท่าน กรณีเดียวกันหรือเปล่าครับ อาจารย์คมสันครับ อ๋อ คนละกรณีนะครับ ท่านกรรมาธิการจะตอบเลยไหมครับ ของท่านสมเกียรตินะครับ ครับ ท่านอาจารย์จรัญ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๓๐๕ (๕) นี่ ก็ตรงตามมติที่สภาให้ไว้นะครับ ว่า อะไรที่ทําเสร็จไปแล้วก็ไม่ต้องไป ดำเนินการตามกระบวนการใหม่ ที่เราเขียนไว้ในมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม แต่ส่วนที่ยัง ไม่ได้ทำ ค้างอยู่ ก็ทำต่อตามกระบวนการใหม่ ตาม ๑๙๐ วรรคสามนะครับ ขอบพระคุณ ครับ
ครับ ท่านสมเกียรติเข้าใจแล้วนะครับ อาจารย์คมสันครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ คมสัน โพธิ์คง ครับ กรรมาธิการ และสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผมมีประเด็นว่า ขอย้อนกลับไปมาตรา ๓๐๓ (๑) นิดหนึ่งครับ คือ ในมาตรา ๓๐๓ (๑) นี่ เปึ้นเรื่องของการ ดำเนินการจัดทำกฎหมาย (๑) ให้เสร็จภายในหนึ่งป้นับแต่วันแถลงนโยบาย นี่นะครับ ในนี้นี่ได้เขียนถึงกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ตามมาตรา ๘๗ (๔) แต่เข้าใจว่า น่าจะขาดกฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมือง ตามมาตรา ๗๘ (๗) นะครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้ขอให้ท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณา ด้วยครับ
ครับ ท่านอาจารย์สมคิดครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ ก็กรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ เข้าใจว่า เราพูดกันมาแล้ว ก็ขออนุญาตไปเติมที่ (๑) ของ ๓๐๓ บรรทัดที่ ๕ จากข้างล่างครับ ที่ขึ้นต้นคําว่า วรรคสองนะครับ ก็ขอเติมคําว่า กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองตามมาตรา ๗๘ (๗) นะครับ บรรทัดที่ ๕ จาก ข้างล่างนะครับ ตรงคำว่าวรรคสอง ต่อจาก วรรคสอง วรรคสอง แล้วเว้นวรรคครับ และต่อด้วย กฎหมายว่าด้วยสภาพัฒนาการเมืองตามมาตรา ๗๘ (๗)
ครับ ตรงกันไหมครับ อาจารย์คมสั้น ตรงแล้วนะครับ
ตรงครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ มีสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่า เปึนไปตามที่กรรมาธิการเสนอนะครับ อาจารย์สมคิดครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ สมคิด เลิศไพฑูรย์ กรรมาธิการครับ ขออนุญาตแก้อีกมาตราหนึ่งครับ มาตรา ๓๐๖ ครับ วรรคสุดท้ายเลยครับ อยู่ในหน้า ๑๔๖ นะครับ ๑๔๖ นั้น เขียนว่า ให้นำความ ในมาตรานี้ไปใช้กับพนักงานอัยการด้วยโดยอนุโลม วรรคหนึ่งไม่ได้เอามาใช้ครับ ท่านประธานครับ ใช้แต่วรรคสอง วรรคสาม ก็ขออนุญาตแก้ว่า ให้นำความในวรรคสอง และวรรคสามไปใช้กับพนักงานอัยการด้วยโดยอนุโลม ตัดคำว่า มาตรานี้ ครับ และเติม คำว่า วรรคสองและวรรคสาม นะครับ ขออนุญาตเติมอีกนิดหนึ่งครับ ให้น้ำบทบัญญัติใน ใช่ไหมครับ ให้น้ำบทบัญญัติในวรรคสองและวรรคสามไปใช้กับพนักงานอัยการด้วย โดยอนุโลม ครับ
ครับ สมาชิกทันไหมครับ มาตรา ๓๐๖ นะครับ วรรคสุดท้าย กรรมาธิการขอแก้นะครับ วรรคสุดท้าย ให้น้ำบทบัญญัติในวรรคสอง วรรคสามไปใช้กับพนักงานอัยการด้วย โดยอนุโลม ผมสรุปถูกหรือเปล่า ถูกนะครับ ท่านรัฐครับ เรื่องเดียวกันนี้นะครับ ใช่ไหมครับ
เรื่องเดียวกันครับ
ครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างครับ ท่านเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ของผมมีปัญหานิดเดียวครับ ตะกี้ที่ผมเรียนถาม ท่านยกร่าง ท่านบอกว่า ได้ตัด ตะกี้นะครับ พอดีมันเป่ดจะไม่ทันครับ
เดี๋ยวครับ ๓๐๖ หรือเปล่าครับ
๓๐๕ (๒) ครับ
เดี๋ยวครับ เดี๋ยว ผมถามให้จบก่อนนะครับ ในมาตรา ๓๐๖ วรรคท้าย กรรมาธิการขอแก้ไข นะครับ มีสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ ส่วนของอัยการนะครับ ท่านธนพิชญ์กับท่าน เสริมเกียรติเห็นด้วยนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า ผ่านนะครับ มาตรา ๓๐๖ ผ่านนะครับ ท่านรัฐครับ
ท่านประธานครับ พอดีที่ใน ๓๐๕ (๒) ที่ท่าน ทางยกร่าง ท่านให้ตัดคําว่า ซึ่งการได้มาของวุฒิสภา แล้วท่านใส่คําว่า ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ไปครับ แต่คราวนี้ผมมาเป่ดดูใน ๑๑๙ นะครับ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มันก็รวม วุฒิสมาชิกเข้าไปด้วยใช่ไหมครับ รวมนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกวุฒิสภา ตกลงนี่แปลว่าตัดหรือไม่ตัดครับ ขอบคุณครับ
คือ ตัดข้อความ แต่ไปเติมข้างบนครับ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม นะครับ ภายใต้บังคับ ก็คือ ตัดออกครับ ลงไม่ได้นะครับ กรรมาธิการยืนยันครับ
คือ เมื่อเติมคำว่า ภายใต้บังคับ มาตรา ๒๙๖ วรรคสาม ก็ต้องกลับไปดูมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม ซึ่งเปึ้นบทบัญญัติเฉพาะ ว่า ห้ามสมาชิกวุฒิสภาเดิมนั้นลง แล้วก็ให้ลงได้เฉพาะสมาชิก ช่วงป้ ๒๕๔๙ นะครับ อันนั้นคือ บทบัญญัติเฉพาะ ก็จะได้ยกเว้นไป เพราะว่าภายใต้บังคับตรงนั้นก็ต้อง เปึ้นอยู่อย่างนั้นไปแล้ว การแก้ไขตรงนี้ และใช้คําว่า การดํารงตําแหน่งทางการเมือง ก็ต้องหมายความว่า ยกเว้นวุฒิสมาชิก วุฒิสภา เพราะว่า มีข้อความว่า ภายใต้บังคับ กํากับอยู่ ครับ เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๙๖ จึงเปึนมาตราเฉพาะว่า สําหรับสมาชิกวุฒิสภา เดิมนั้นจะต้องเปึนไปตามนั้น มาตรานี้เปึ้นบทที่ว่า ไม่ให้มาใช้บังคับกับการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทน กับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองอื่น เช่น เปึ้นรัฐมนตรี เปึ้นอะไร พวกนั้นไปนะครับ ส่วนวุฒิสภานั้นต้องไปดู ๒๙๖ ครับ
สรุปก็คือ สว. ป้ ๒๕๔๓ ลงไม่ได้ ชัดเจนนะครับ ตรงกันนะครับ
ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านอัครวิทย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ครับ จะมีข้อสังเกตอยู่สี่ห้ามาตรานะครับ ในบทเฉพาะกาล มาตรา ๒๙๓ วรรคห้า วรรคท้าย ๒๙๓ นั้น เปึ้นเรื่องเกี่ยวกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นะครับ ทีนี้วรรคท้าย ใช้คําว่า ให้น้ําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๓ มาใช้บังคับกับการสิ้นสุด การดำรงตำแหน่งของสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม เรื่องของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่มีเรื่องการดำรงตำแหน่งครับ มีแต่การสิ้นสุด ฉะนั้น ข้อตัด คำว่า การดำรงตำแหน่ง ออกจากวรรคท้ายนี้ อ่านความว่า ให้น้ำบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๓ มาใช้บังคับกับการสิ้นสุดของสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม ครับ โดยเฉพาะมาตรานี้ครับ
ครับ เข้าใจครับ สิ้นสุดของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มันสิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง คือ ตัวบุคคลนะครับ ถ้าหากว่าเอา การดำรงตำแหน่ง ออก เปึน สิ้นสุดของสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ คือ องค์กรนะครับ ท่านจะเลือกเอาอันไหนครับ ลองดูนะครับ เอาของสภา ก็ยืนยันได้นะครับ
ครับ ได้เช็กแล้วครับ ๑๕๓ เปึนเรื่ององค์กร ไม่ใช่เรื่องคน เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตตัดเปึนอย่างที่ ท่านอัครวิทย์ว่านะครับ ให้น้ำบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๓ มาใช้บังคับกับการสิ้นสุดของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยโดยอนุโลม ตัดคำว่า การดำรงตำแหน่ง ซึ่งเปึ้นเรื่องคน ออกครับ
ครับ กรรมาธิการยืนยันแล้วนะครับ สิ้นสุดการดำรงตำแหน่ง นี่ตัดออกนะครับ มาตรา ๒๙๓ วรรคสุดท้าย นะครับ กรรมาธิการขอตัดคําว่า การดํารงตําแหน่ง ออก เปึน ให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๑๕๓ มาใช้บังคับกับการสิ้นสุดของสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย โดยอนุโลม นะครับ ท่านสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ถือว่า เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการขอแก้ไขครับ เชิญท่านอัครวิทย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ ครับ มาตราต่อไปที่จะขอเสนอ คือ มาตรา ๒๙๗ ครับ มาตรา ๒๙๗ นั้น บัญญัติว่า ในวาระเริ่มแรกให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระสามป้นับแต่ วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ และมิให้น้ำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งเกิน หนึ่งวาระมาใช้บังคับกับบุคคลดังกล่าว ข้อความเช่นนี้ อาจจะทำให้เข้าใจได้ว่า สมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหาครั้งแรกนั้น เมื่อได้นําบทบัญญัติที่ห้ามดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระมาใช้แล้ว จะสามารถดํารงตําแหน่งกี่วาระก็ได้ เพราะไม่ได้จํากัดเอาไว้ ฉะนั้น จะขอเติมให้ชัดเจนว่า และมิให้น้ำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดํารงตําแหน่งเกิน ๑ วาระ มาใช้บังคับกับบุคคลดังกล่าว โดยเติมว่า ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาเปึนครั้งที่สอง ตามรัฐธรรมนูญนี้ เติมข้อความว่า ในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาเปึ้นครั้งที่สอง ตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็คือ ไม่ห้ามสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาครั้งแรก ที่จะได้รับ การสรรหาเปึนครั้งที่ ๒ แต่ไม่ใช่ครั้งต่อไป
ครับ มีคำอื่นที่ดีกว่านี้หรือเปล่าครับ แต่เข้าใจครับ เข้าใจ เข้าใจว่า เปึ้นครึ่งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปยังเปึนได้อีก เพราะไปเปึนได้แค่ครึ่งเดียวนะครับ หลักการตรงกันครับ ถ้อยคํา ในวาระถัดไปเลยหรือเปล่าครับ ดูรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ เขาเขียนคล้าย ๆ เชิญครับ
ขออนุญาตนะครับ กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา ถ้าใช้คําสั้น ๆ ได้ไหมครับว่า และมิให้น้ํา บทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งเกินหนึ่งวาระมาใช้บังคับกับบุคคลดังกล่าว ในการสรรหาคราวต่อไป ได้ไหม
จริง ๆ มันต้องไม่เอาวาระติดต่อกันนะครับ คือ ขออนุญาตช่วยคิดนิดหนึ่งว่า สรรหานี่ เขาห้ามวาระต่อไปใช่ไหมครับ ก็เอามาตรานั้นมาใช้เลยไม่ได้หรือครับ ให้เอาตรงนั้นมาใช้ กับการสรรหา ครับ เดี๋ยวกรรมาธิการลองคิดดูนะครับ ลองคิดดูถ้อยคำนิดหนึ่งนะครับ มีมาตราอื่นไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ มีมาตรา ๒๙๙ นะครับ ซึ่งเปึนการใช้คําซ้ํานะครับ หลายแห่ง กับเรื่องอื่น ๆ ข้อพูดเรื่อง การใช้ถ้อยคำซ้ำก่อนนะครับ ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม จะขึ้นต้นวรรคว่า ให้ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง ตําแหน่ง ต่าง ๆ นะครับ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และจะต่อด้วย ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คําว่า ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง ที่เขียนไว้ในแต่ละวรรคข้างหน้านี้ มันซ้ําซ้อนกับคําว่า ซึ่งดำรงตำแหน่ง ข้างหลัง ขออนุญาตตัด ขอตัด ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง ทุกแห่งในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามออก ก็จะอ่านเปึนว่า ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาซึ่งดํารง ตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เปึ้นผู้ตรวจการแผ่นดินตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญนี้ แล้วก็ในวรรคสอง วรรคสาม ก็จะอ่านทํานองเดียวกันครับ โดยเฉพาะ เรื่องของการขอตัดข้อความว่า ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง ในวรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสาม ออก ในบรรทัดแรกของแต่ละวรรคนะครับ ก็มีจุดอีก ๒ จุดครับ
เดี๋ยวครับอาจารย์ อันนี้ให้ชัดเจนนิดหนึ่ง เดี๋ยวสมาชิกตามไม่ทัน มาตรา ๒๙๙ นะครับ ในวรรคที่ ๑ ๒ ๓ นะครับ มีคําว่า ให้ผู้ซึ่ง นะครับ คําว่า ให้ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง นี่นะครับ เหมือนกันทั้ง ๓ วรรคนี่ ขอตัดคำว่า ผู้ซึ่ง ออก อาจารย์พูดอีกทีครับ
ขอตัดทั้งหมดเลยครับ ผู้ซึ่งดำรง ตําแหน่ง อ่านเปึ้น ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และ คําว่า ซึ่งดํารงตําแหน่ง จะปรากฏต่อไปครับ ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้
อ๋อครับ เข้าใจ เข้าใจแล้วนะครับ คือ คําว่า ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง ทั้งสามวรรคนี่นะครับ วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามนี่ ขอตัดออกนะครับ ก็ระบุไปเลยว่า ให้ใครไปเลยนะครับ วรรคหนึ่ง ก็คือ ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา วรรคสอง คือ ให้กรรมการการเลือกตั้ง วรรคสาม ก็ให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินะครับ สมาชิกทันนะครับ อาจารย์สุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กระผมมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นตรงกันข้ามกับท่านอาจารย์อัครวิทย์นะครับ ขออภัยที่เอ่ยนาม เนื่องจากผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภานี่มันเปึ้นชื่อของตําแหน่ง ในมาตรา ๒๙๙ เรากําลังจะพูดถึงบุคคลซึ่งอยู่ในตําแหน่งต่าง ๆ นะครับ ว่า ถ้ายังอยู่ในวันที่ประกาศใช้ รัฐธรรมนูญนี้จะมีผลอย่างไร เพราะฉะนั้นผมกลับมีความเห็นอย่างนี้ครับ ท่านประธาน ครับ ผมเห็นว่า เราควรจะตัดคําว่า ซึ่งดํารงตําแหน่ง ในที่ต่อท้ายจากประโยคแรกออก นะครับ โดยใช้ข้อความดังนี้ครับ ให้ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ให้ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ นะครับ คือ ถ้าเราไปตัดคําว่า ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง ตอนต้นออกนี่ มันจะกลายเปึนว่า เราไปพูดถึงตําแหน่งเสียก่อน ว่า ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ มันจะกลายเปึนเราไปพูดถึงชื่อของตําแหน่ง ซึ่งชื่อของตําแหน่งนี้มันจะมีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า ตำแหน่งนั้นมีบุคคลดำรงตำแหน่งอยู่หรือไม่ในวันประกาศใช้ครับ
อาจารย์อัครวิทย์ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ จะตัด ส่วนไหนคงไม่มีข้อขัดข้องนะครับ เพราะว่าความหมายก็คือ คําซ้ําซ้อนกันครับ ตัดส่วน หลังออก ซึ่งดํารงตําแหน่ง ก็คงคําว่า ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง ในส่วนหน้าไว้ คิดว่า คงไว้ อย่างที่ ส่วนหน้าไว้ได้ครับ ขอตัด ซึ่งดํารงตําแหน่ง ในส่วนหลัง ทั้ง ๓ วรรคออกครับ
ครับ กรรมาธิการเห็นด้วยกับที่ท่านสุรชัยเสนอนะครับ ทั้ง ๓ วรรคนี่นะครับ มีคำว่า ซึ่งดํารงตําแหน่ง นี่นะครับ เหมือนกันทั้ง ๓ วรรคนะครับ ซึ่งดํารงตําแหน่ง นี่ อยู่ในข้อความซ้ําส่วนที่ ๒ นะครับ ขอตัดออกไปนะครับ ส่วน ให้ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง ประโยคแรกนี่นะครับยังคงอยู่นะครับ ท่านกรรมาธิการยืนยันหรือเปล่าครับ อย่างไรครับ
ท่านประธานครับ มีผู้มาทักท้วง ครับ ต้องขออนุญาตนิดเถอะครับ คือ ที่ตัดส่วนแรกออก คงส่วนหลังนี่ มีผู้มาทักท้วงว่า ตามที่เสนอเดิมนะครับ จะตรงกับมาตรา ๒๙๒ ในเรื่องบทเฉพาะกาล บทแรก ซึ่งบัญญัติว่า ให้คณะองคมนตรีซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เปึนคณะองคมนตรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ครับ อันนี้ก็เปึ้นเรื่องขอให้พิจารณานะครับ ว่าจะตัด ส่วนแรกหรือส่วนหลังครับ
ครับ ท่านสุรชัยครับ มันก็จะเหมือนกับมาตรา ๒๙๒ ครับ โดยวิธีการเขียนเดียวกัน ที่กรรมาธิการเสนอครั้งแรกนั้น คงได้ไหมครับ อาจารย์ครับ เชิญครับ อาจารย์สุรชัยครับ
ผมกําลังพิจารณาอยู่ครับ จริง ๆ ผมเห็นว่า ถ้าจะกลับไปทบทวนที่ ๒๙๒ นี่นะครับ ผมก็ยังเห็นว่า ๒๙๒ นี่ ควรจะใช้คําว่า ให้ผู้ซึ่ง ดํารงตําแหน่งคณะองคมนตรีอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ก็คือ ด้วยเหตุผลที่ว่า ตําแหน่งต่าง ๆ นั้นมันมีอยู่ตลอดเวลาครับ แต่ว่ามีบุคคลอยู่ในตําแหน่งนั้นหรือไม่ เรากำลังพูดถึงตัวบุคคลซึ่งอยู่ในตำแหน่งต่าง ๆ ผมยังเห็นว่า น่าจะใช้คำว่า ผู้ซึ่งดำรง ตําแหน่ง แล้วก็ต่อด้วยชื่อของตําแหน่งนะครับ ก็สุดแล้วแต่ครับ ท่านอาจารย์อัครวิทย์ครับ
ครับ สุดแล้วแต่ ก็ให้อาจารย์อัครวิทย์ยืนยันครับ
ท่านประธานที่เคารพ ขอยืนยัน การแก้ ตามที่ขอแก้ครับ ขอตัดส่วนแรกออกครับ
ขอตัดส่วนแรกนะครับ
ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง ออกนะครับ เพื่อจะไม่ต้องไปแก้ ๒๙๒
ทั้ง ๓ วรรคนะครับ ผมยกตัวอย่างนะครับ วรรคแรก ก็เปึนว่า ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินของ รัฐสภา เลยนะครับ ข้อความ ผู้ดํารงตําแหน่ง ช่วงหลังนี่เอาไว้นะครับ ที่ประชุมไม่ขัดข้อง นะครับ ตัดคำซ้ำออกไปคำหนึ่ง เรื่องเดียวกันหรือเปล่าครับ ท่านพิเชียรครับ เชิญครับ
ครับ เรื่องนี้ มาตรา ๒๙๙ นี่นะครับ คือ ความจริงแล้วนี่ ผมคิดว่า ถ้าใช้ตามเดิมเลยนี่ มันจะชัดเจนยิ่งกว่าชัดเจนนะครับ คือ มีทั้ง ๒ คำเลยล่ะครับ เพราะว่าการไปตัดออกนี่ มันทำให้เกิดปัญหาในการตีความได้ เหมือนกัน กระผมอ่านดูแล้วนี่ ตั้งแต่วรรคหนึ่ง วรรคสอง วรรคสามนี่ จริง ๆ แล้ว มันก็มีความสมบูรณ์ในตัวของมันอยู่นะครับ กระผมคิดว่า ถ้าไปตัด ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่ง ด้านหน้านี่ออก ผมว่า มันอ่านแล้ว มันอาจจะตีความเปึนอย่างอื่นได้ คือ จริงอยู่ แม้คำมัน จะซ้ํากันก็ตาม แต่ว่ามั่นให้ความชัดเจนนะครับ ไม่ต้องตีความ ทีนี้ถ้าไปตัดออก ไม่ว่า จะตัดหน้าหรือตัดหลังนี่ กระผมคิดว่า มันอาจจะมีการตีความได้ครับ
คือ มันจะตีความเปึนอะไรครับ คือ ยังนึกไม่ออกครับ ก็เมื่ออ่าน พอตัดแล้ว มันก็ชัดนะครับ อาจารย์พิเชียร มันจะตีเปึนอย่างอื่น เปึนอะไรได้บ้างครับนี่ เขาบอกว่า ให้ผู้ตรวจการ แผ่นดินของรัฐสภาซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้นี้ เปึ้นผู้ตรวจการแผ่นดินตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ มันก็ชัดเหมือนกันครับ นะครับ พอได้ครับ คือ ไม่ใช่พอได้ คือ มันถูกแล้วนะครับ
เรียนท่านประธานนะครับ คือ มันมี ปัญหาวาระการดำรงตำแหน่ง ในสามสี่ตำแหน่งที่ว่านี่ คือ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการ การเลือกตั้ง กรรมการ ปปช. นะครับ กรรมการสิทธิมนุษยชน เพราะว่าวาระ การดํารงตําแหน่งของแต่ละกรรมการนี่ มันสั้น ยาว แตกต่างกันไปนะครับ การที่เขาเขียน ไว้ทั้งหน้า ทั้งหลังนี่ มันล็อก (Lock) โดยชัดเจนนะครับ ว่า ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการ แผ่นดินซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รั่ฐธรรมนูญเปึ้นผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามบทบัญญัตินี้ ครับ
ครับ กรรมาธิการเอาอย่างไรครับ คือ อาจารย์พิเชียรลองดูนะครับ โดยเริ่มนับวาระตั้งแต่ นี่นะครับ มันชัดเจนนะครับ เรื่องวาระนี่ ผมว่า วาระนี่ไม่มีปัญหา ที่ท่านยกตัวอย่างนี่ ท่านดูแต่ละวรรคนี่นะครับ เขาก็จะบอกว่า วาระที่อยู่นี่อยู่ถึงแค่ไหนนะครับ สิ่งที่ท่านตัด มันไม่เกี่ยวกับวาระเลยครับ อาจารย์ครับ ถ้ามันตรงประเด็นนี่ ผมไม่ได้ขัดข้องอะไรครับ
ครับ ผมก็ไม่ได้ขัดข้องอะไรครับ ผมต้องการความชัดเจนเท่านั้นเอง ท่านลองดูในวรรคสองสิครับ วรรคสองนี่ ดํารงตําแหน่งถึง ๓ ครั้งด้วยกันครับ ท่านประธาน ท่านดูวรรคสองนะครับ ให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการ ปปช. และสมาชิกสภาที่ปรึกษา ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงดํารงตําแหน่งต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุด วาระ ผมคิดว่า ชัดเจนครับ คือ คําที่ใช้อยู่แล้วนี่ ผมว่ามันดีครับ คือมันชัดเจน
ครับ กรรมาธิการว่าอย่างไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กรรมาธิการคิดว่า การตัดข้อความที่ซ้ําออกนั้น ไม่ได้ทําให้ความหมายเสียหายครับ ขอยืน ตามที่เสนอครับ
ครับ ท่านสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ ท่านรัฐครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านกรรมาธิการยกร่างครับ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาตถามผ่านทาง ท่านประธานไปนะครับ ในมาตรา ๒๙๙ วรรคสามนะครับ ที่ท่านพยายามจะช่วยให้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินี่ ถ้าเลือกตั้งไม่เกิน ๑ ป้ แล้วคงอยู่ต่อไปได้อีกจนครบ วาระนะครับ ก็เปึน สมมุติว่า ๖ ป้ ถ้าเลือกไม่ถึง ๑ ป้ ท่านก็อยากจะให้เขาอยู่ต่อนะครับ แต่พออยู่ต่อแล้ว ท่านก็ไปเพิ่ม ตัวที่ผมถามท่านไปครั้งที่แล้วครับ มิให้น้ำบทบัญญัติ เกี่ยวกับการห้ามดํารงตําแหน่งเกินหนึ่งวาระมาใช้กับบุคคลนั้น ก็คือ เขาอยู่ต่อได้แล้ว เขาก็ยังอยู่ต่อได้ไปตลอดใช่ไหมครับ ผมขออนุญาตเรียนถามท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณครับ
ครับ เหมือนกับเมื่อกี้เลยครับ ที่ท่านไปหาคำมาครับ คล้าย ๆ กันนะครับ เดี๋ยวผมขอถาม มติตรงนี้ให้เรียบร้อยก่อนนะครับ ท่านรัฐครับ ขออภัยนะครับ ส่วนที่กรรมาธิการขอตัดนี่นะครับ ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งทั้ง ๓ วรรคนะครับ ในที่มันซ้ํากัน วรรคแรกนะครับ ส่วนแรกนี่ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ไม่มีนะครับ ถือว่า ผ่านนะครับ ของท่านรัฐ ท่านกรรมาธิการจะตอบอย่างไรครับ ท่านรัฐถามว่า ในส่วนวรรคที่ ๓ นี่นะครับ ในส่วนกรรมการสิทธิมนุษยชนนี่ ในส่วนนี้ครับ ที่ให้เริ่มนับ แล้วก็ให้เปึ้นต่อไปได้ไม่เกินหนึ่งวาระมาใช้กับบุคคลนั้น นี่ จะตีความไปว่า เฉพาะตรงนี้ยกเว้น คือ เปึ้นได้ตลอดเลยใช่ไหม เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ โดยที่ กรรมการสิทธิมนุษยชนกำลังจะมีการคัดเลือกใหม่ แต่งตั้งใหม่นะครับ ซึ่งตามกฎหมาย เข้าใจว่า จะต้องเริ่มดําเนินการแล้ว แต่อาจจะยังทําไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม ถ้าทํา แล้วเสร็จก่อนที่ประกาศรัฐธรรมนูญนี้นะครับ ในระหว่างนี้กรรมการชุดเก่าจะรักษาการอยู่ ถ้าหากว่า การดําเนินการเสร็จสิ้นก่อนที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ กรรมการสิทธิ ที่เข้ามานั้น ยอดจำนวนของตัวกรรมการเอง วิธีการสรรหาต่าง ๆ แตกต่างไปจากที่ บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ กรรมการสิทธิมนุษยชนตามกฎหมายเดิมนั้น มี ๑๑ คน แต่ตาม รัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่างกันอยู่นี้ มี ๗ คนนะครับ แล้วก็วิธีการสรรหาต่างกัน ต่างกัน มากนะครับ คราวนี้ถ้าหากว่า กรรมการชุดนั้นเข้ามาก่อนรัฐธรรมนูญนี้ ก็เข้ามาเปึน กรรมการสิทธิมนุษยชน เราก็รับรองว่า เขาจะดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งคาดหมายว่า คงจะทำ หลังจากที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ไม่นาน แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ได้กําหนดไว้ข้างหลังนะครับ เพื่อกันไม่ให้มีการนานว่า แล้วก็โดยที่รัฐธรรมนูญใหม่นี้กำหนดห้ามไม่ให้กรรมการ สิทธิมนุษยชนดํารงตําแหน่งเกินกว่า ๑ วาระ ก็เลยคิดว่า ถ้าเขาเข้ามาไม่กี่เดือน จะเข้ามา อีกครั้งไม่ได้ ถ้าไม่มีกฎหมายนี้บัญญัติเปึนข้อยกเว้นไว้ ก็กำหนดว่า แต่ถ้าบุคคลดังกล่าว ได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งยังไม่เกินหนึ่งป้นับถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ไม่ให้นําบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดํารงตําแหน่งเกินหนึ่งวาระมาใช้บังคับกับบุคคลนั้น ก็หมายความว่า เมื่อเขาต้องออกไป เพราะเหตุว่าสรรหาใหม่นะครับ เขาก็มีสิทธิที่จะได้รับ การสรรหาเข้ามาเปึนกรรมการสิทธิอีกครั้งหนึ่งครับ
ครับ คือ เดี๋ยว ผมเข้าใจท่านรัฐนะครับ คือ สิ่งที่อาจารย์อธิบายนี่ ถ้าไปเขียนอย่างนี้ นะครับ ว่า มิให้นําบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดํารงตําแหน่งเกินหนึ่งวาระมาใช้บังคับกับ บุคคลนั้น นี่ ถ้าเขียนแค่นี้ มันก็จะตีความไปเหมือนมาตรา ๒๙๗ เมื่อกี้ที่ให้ไปหา ถ้อยคำมา ที่อาจารย์ไปเพิ่มว่า ให้ในครั้งที่ ๒ อะไรนี่ ห้ามเปึ้นต่อนี่นะครับ ตรงนี้เพิ่มว่า ในวาระแรก ได้ไหมครับ มิให้นำอะไรนี่นะครับ อาจารย์อัชพรครับ
ครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ครับ สําหรับในเรื่องของสิทธิมนุษยชน จะเอาอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ข้อความที่ว่า มิให้น้ำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้าม ดำรงตำแหน่งเกินหนึ่งวาระ นั้น ถ้าแก้เปึนอย่างนี้นะครับว่า ----------------------------------- มิให้น้ำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่ง เติมว่า ติดต่อกันเกินหนึ่งวาระมาใช้ บังคับกับบุคคลนั้น เติมว่า ในการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญ นี้ คือ ข้อความตอนต้นเราบอกว่า ให้ผู้ซึ่งเปึนกรรมการนั้นคงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่า จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ และ ข้อความต่อมา คือ แต่ถ้าบุคคลดังกล่าวได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งยังไม่เกินหนึ่งป้ นับถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ก็จะเติมว่า มิให้นําบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดํารง ตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระมาใช้บังคับกับบุคคลนั้น ในการแต่งตั้งกรรมการ สิทธิมนุษยชนขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็จะหมายความว่า บทบัญญัติตัวนี้ กรรมการ สิทธิมนุษยชนอยู่ต่อจนกระทั่งต้องมีการตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนขึ้นใหม่ตาม รัฐธรรมนูญนี้ แล้วเราก็บอกว่า ใครก็ตามที่ดํารงตําแหน่งยังไม่ถึง ๑ ป้นี่ มิให้นํา บทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามติดต่อกัน ๑ วาระมาใช้กับการแต่งตั้งกรรมการ สิทธิมนุษยชนขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ
ท่านรัฐเข้าใจไหมครับ ตรงกันไหมครับ ท่านรัฐครับ
ขออนุญาตครับ ท่านประธาน ผมก็พยายามจะเข้าใจ ทางท่านยกร่างนะครับ แต่ผมขออนุญาตยกตัวอย่างดีไหมครับ สมมุติตอนนี้ท่านมี สิบกว่าคนนะครับ นาย ก ก็อยู่ในนั้นด้วย ตอนนี้คัดลงมาเหลือ ๗ คน สมมุตินะครับ ตามตัวเลขของท่าน ก็คือ ท่านสามารถคัดเข้าไปอยู่ใน ๗ คนนี้ นาย ก ก็อยู่ได้ ใช่ไหมครับ แล้วนาย ก นี่ ไปลงวาระต่อจากนี้ได้ไหมครับ เพราะว่าถ้าจากที่ท่านเขียนว่า ห้ามมิให้น้ํา บทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งเกินหนึ่งวาระมาใช้กับบุคคลนี้ ก็แปลว่า นาย ก ก็ลงได้ตลอดสิ ใช่ไหมครับ ท่านครับ ขอบคุณครับ
ท่านอัชพรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม อัชพร จารุจินดา เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างที่ท่านรัฐว่านั้น ก็คือ เมื่อกี้ที่กรรมาธิการ ขอเติม ก็คือ เติมต่อไปว่า มาใช้บังคับในการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนขึ้นใหม่ เปึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ นั่นก็คือ ใช้ครั้งเดียว คือ ครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ก็จะได้รับสิทธิแค่นี้ แค่นั้น ครั้งต่อ ๆ ไปก็จะไม่ได้รับสิทธิอีก ก็ต้องเปึนไปตามบทบัญญัติ หลักครับ
เชิญท่านรัฐครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านยกร่างครับ แล้วคราวนี้ พอสมมุติ ว่า นาย ก อยู่ใน ๗ คนนี่นะครับ นาย ข นี่คือ ถ้าอยู่ใน ๑๘ คน ไม่อยู่ใน ๗ คนที่ถูกเลือกนี่ เขาจะได้ยกเว้นในการลงครั้งที่ ๒ ไหมครับ ขออนุญาตเรียนถามครับ เพราะว่า ทางท่านยกร่างบอกว่า ในครั้งแรกของรัฐธรรมนูญนี้ แต่ว่า สมมุติว่า นาย ข ซึ่งหลุด ออกไปจาก ๗ คนนี้นี่ เขาจะมีสิทธิเข้ามาได้ไหมครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญอาจารย์ครับ
ท่านประธานครับ ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกนะครับ ตัวเลขที่ท่านพูดถึงกรรมการ ๗ คน ก็คงจะ หมายถึง ถ้าหากว่าจะมีการเลือกกรรมการชุดใหม่ขณะนี้นะครับ ตัวเลขนั้นไม่ใช่ ๗ คน ครับ เพราะเปึนการเลือกก่อนที่รัฐธรรมนูญนี้จะใช้บังคับ ตัวเลขจํานวนกรรมการ สิทธิมนุษยชนที่จะเข้ามาก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เปึนไปตามกฎหมายปัจจุบัน ซึ่ง ๑๑ คน นั่นคือ เปึ้นเหตุที่เรากําหนดเอาไว้ว่า จะมีการสรรหาใหม่ เมื่อรัฐธรรมนูญนี้ ใช้แล้วนะครับ แล้วก็ชุดใหม่ ๑๑ คนนั้นนะครับ เขาได้รับสิทธิที่จะเข้ามา ท่านจะได้รับการ คัดเลือกเข้ามาเปึนกรรมการสิทธิใหม่ ถ้าหากว่า ได้รับการคัดเลือกตามรัฐธรรมนูญนี้ ในครั้งแรกครับ เพื่อให้ความเปึนธรรมกับเขาครับ
ครับ ท่านรัฐ เข้าใจตรงกันหรือยังครับ
คิดว่าเข้าใจแล้วครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ครับ
เข้าใจตรงกันแล้วนะครับ แล้วเขียนให้ตรงกันด้วยนะครับ
ท่านประธานครับ ในมาตรา ๒๙๙ นี้ ยังมี ๒ จุดครับ
เดี๋ยวครับ ขอความชัดเจนถ้อยคำ เจ้าหน้าที่จะได้บันทึกนะครับ ท่านใดจะสรุปครับ ขอถ้อยคำ ที่บอกว่า เห็นตรงกันแล้วนี่นะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ครับ ขออนุญาตอ่านมาตรา ๒๙๙ วรรคสาม ทั้งวรรค์ นะครับ เพื่อความต่อเนื่องกันไปว่า ให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่ง อยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงดํารงตําแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ แต่ถ้าบุคคล ดังกล่าวได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งยังไม่เกินหนึ่งป้นับถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มิให้น้ำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระมาใช้บังคับกับ บุคคลนั้น ในการแต่งตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนขึ้นใหม่เปึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้
ครับ ท่านสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมคัรบ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า เห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสนอนะครับ ทีนี้มาตราดังกล่าวที่ท่านแก้นี่ มันจะไป แขวนไว้มาตรา ๒๙๗ ข้อความคล้าย ๆ กันนะครับ ที่ตอนท้าย ที่ท่านจะเติมครับ มันเกี่ยว กันไหมครับ จะพิจารณาเลยไหม ๒๙๗ ที่แขวนสักครู่ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ สำหรับมาตรา ๒๙๗ ก็จะแก้ไขลักษณะ คล้าย ๆ กัน เพื่อให้ชี้ชัด จะเติมครั้งต่อไปอย่างไรนะครับ ก็จะเติมอย่างนี้ครับว่า ในวาระ เริ่มแรก ให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระสามป้นับแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ และมิให้น้ำบทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่ง เติมว่า ติดต่อกันเกินหนึ่งวาระ มาใช้บังคับกับบุคคลดังกล่าว แล้วก็เติมว่า ในการสรรหาคราวถัดไปหลังจากสิ้นสุด สมาชิกภาพ อ่านข้อความทั้งหมดนะครับ มาตรา ๒๙๗ ในวาระเริ่มแรก ให้สมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระสามป้นับแต่วันเริ่มต้นสมาชิกภาพ และมิให้นํา บทบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินหนึ่งวาระมาใช้บังคับกับบุคคล ดังกล่าวในการสรรหาคราวถัดไปหลังจากสิ้นสุดสมาชิกภาพครับ
ครับ มีท่านสมาชิกไม่เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการเสนอ มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ถือว่า เห็นชอบกับที่กรรมาธิการขอแก้ไข มาตรา ๒๙๗ นะครับ ผ่านมาตรานี้
ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรานี้ มีจุดเล็ก ๆ ๒ จุดครับ
มาตรา ๒๙๗ นะครับ
๒๙๙ ครับ ๒๙๙ เมื่อกี้
ท่านกลับไป ๒๙๙ หรือครับ เชิญครับ
๒๙๙ นั้น มีในวรรคหนึ่งนะครับ ในบรรทัดที่ ๔ สามต่อสี่ครับ โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ทรงแต่งตั้ง คำว่า ทรงแต่งตั้ง นั้น ขอปรับปรุงให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๒๙ ที่ใช้คำว่า พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ๒๙๙ วรรคหนึ่งนะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ฉะนั้นตรงส่วนนี้ขอเพิ่มเปึน วันที่ พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ในวรรคหนึ่งนะครับ และจุดเล็ก ๆ อีกจุดหนึ่ง ในวรรคสี่ ก็คือ ว่า วรรคสี่ บัญญัติว่า ให้บุคคลตามมาตรานี้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ไปก่อน ตรงท้ายที่ว่า ไปก่อน นี้ขอแก้เปึน ต่อไป ครับ ให้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ต่อไป ๒ จุดครับ
จุดที่ ๒ นี่เข้าใจง่าย จุดแรกนี่ ขอความชัดเจนอีกที่ได้ไหมครับ ๒๙๙
๒๒๙ ครับ
เท่าไรนะครับ
๒๒๙ วรรคหนึ่งครับ
๒๒๙ หรือครับ
ใน ๒๙๙ วรรคหนึ่ง ใช้คำว่า วันที่ทรงแต่งตั้ง
วันที่ทรงแต่งตั้ง
ขอปรับปรุงเปึน วันที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา ๒๒๙ วรรคหนึ่งครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ๒๒๙ นะครับ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง และ กรรมการอื่นอีก ๔ คน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง ครับ ก็เลยใช้คำให้สอดคล้องกับใน มาตรา ๒๒๙ แทนที่จะใช้คําว่า ทรงแต่งตั้ง ลอย ๆ ครับ
ครับ ก็ข้อความให้ชัดขึ้นนะครับ มีท่านสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ ตัด ๒๙๙ ๒ จุด นะครับ วรรคที่ ๑ กับวรรคที่ ๔ วรรคที่ ๑ นับแต่วันที่ทรงแต่งตั้ง ขอเพิ่มข้อความ เปึนว่า นับแต่วันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง นะครับ แล้วก็วรรคสุดท้ายนะครับ บรรทัดที่ ๒ จากข้อความว่า ที่ใช้บังคับอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ไปก่อน คําว่า ไปก่อน ขอแก้ เปึนว่า ต่อไป นะครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า เห็นด้วยกับที่กรรมาธิการขอแก้ไขนะครับ มีมาตราอื่นอีกไหมครับ อาจารย์อัครวิทย์ ครับ
มีมาตรา ๓๐๖ วรรคสามครับ มาตรา ๓๐๖ วรรคสามนั้น ในปัจจุบันก็จะมีคำที่เขียนเกินมา เขียนผิดจากพจนานุกรม แล้วก็ขาดไปนะครับ กับที่ สส. เสนอขอแก้ไขด้วย วรรคสาม บัญญัติว่า กฎหมายที่ตราขึ้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ผมจะขออ่านคำที่ เกินมา หรือว่าจะต้องแก้ไขก่อนนะครับ แล้วร้ายละเอียด เรื่องใหญ่ที่จะพูด จะพูดต่อไป กฎหมายที่จะตราขึ้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะต้องมีบทบัญญัติให้ผู้ที่จะมีอายุครบ หกสิบป้บริบูรณ์ ในป้งบประมาณใดในระยะสิบป้แรก คำว่า และ เกินมาครับ ขอตัด และ ออก นับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ทะยอย คำว่า ทยอย นี้ พจนานุกรม จะไม่มีสระอะครับ ขอปรับปรุงให้ถูกต้อง ทยอยพื้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ข้อความ ปัจจุบันจะเปึนต่อไปว่า เมื่อสิ้นป้งบประมาณนั้นแบบขั้นบันได้ แล้วก็สามารถขอไปดำรง ตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในป้งบประมาณต่อไปได้ หน้าคำว่า สามารถ จะขอเติมคำว่า และ นะครับ อันนี้สั้น ๆ ง่าย ๆ คือ บรรทัดที่ ๒ ก็ตัดคําว่า และ บรรทัดที่ ๓ แก้คําว่า ทยอย ให้ถูกพจนานุกรม และบรรทัดที่ ๔ ข้อเติมคำว่า และ ก่อนคำว่า สามารถ เรื่องนี้ เปึ้นเรื่องถ้อยคำเล็กน้อย แต่สิ่งที่จะขอปรับปรุง ซึ่งเปึ้นเนื้อหา ก็คือว่า ในบรรทัดที่ ๓ ที่มี คำว่า เมื่อสิ้นป้งบประมาณนั้น จะขอตัดออก แล้วก็เช่นเดียวกัน ในบรรทัดที่ ๔ คำว่า ในป้งบประมาณ ตอนท้ายข้อตัดออก เพื่อข้อความจะอ่านเปึนอย่างนี้ครับ และเดี๋ยวผม จะอธิบายว่าเพราะอะไร กฎหมายที่ตราขึ้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะต้องมี บทบัญญัติให้ผู้ที่จะมีอายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ในป้งบประมาณใดในระยะสิบป้แรก นับแต่วันที่กฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ทยอยพื้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่แบบขั้นบันได้ และสามารถขอไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสต่อไปได้ นะครับ ข้อความที่ไปเขียนว่า ของเดิมที่เขียนไว้นะครับ ทำให้มองว่า ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมที่อายุครบ ๖๐ ป้บริบูรณ์ ในป้งบประมาณใดในระยะ ๑๐ ป้แรก จะต้องทยอยพื้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่เมื่อ สิ้นป้งบประมาณป้นั้น ๆ คือ ป้ที่ต้นมีอายุครบ ๖๐ ป้บริบูรณ์ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะการที่ หลักการ คือ ให้ทยอยให้พ้นจากตำแหน่งแบบขั้นบันได้ หมายความว่า เปึนป้ต่อ ๆ ไป แต่ว่าไม่ใช่ไปจนมีอายุจะไปถึง ๗๐ อย่างที่วรรคหนึ่งบัญญัติไว้ทันทีทันใดนะครับ แล้วก็ เมื่อพื้นจากตำแหน่งที่ดำรงอยู่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในป้งบประมาณที่อายุ ๖๐ ป้บริบูรณ์ อาจจะเปึน ๖๑ ๖๒ หรืออะไรก็ตามที่นะครับ แล้วนี่เขาสามารถขอไปดำรงตำแหน่ง ผู้พิพากษาอาวุโส การเปึนผู้พิพากษาอาวุโสนั้น จะต้องเปึนในวันที่ ๑ ตุลาคมของ ป้งบประมาณแต่ละป้ครับ ฉะนั้น คำว่า ในป้งบประมาณ ไม่จำเปึ้นต้องมี เปึ้นผู้พิพากษา อาวุโสต่อไปได้ นี่คือ การขอแก้ไขวรรคสามครับผม
ท่านสมาชิกทันไหมครับ กรรมาธิการสรุปอีกทีครับ เรื่องนี้หรือเปล่าครับ อาจารย์ครับ เรื่องเดียวกันนะครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ในมาตรา ๓๐๖ วรรคสาม หลังจากที่ท่านอาจารย์อัครวิทย์ ปรับถ้อยคำแล้วนะครับ กระผมขออนุญาตเสนอว่า น่าจะต้องปรับเติมคำในบรรทัดที่ ๒ นะครับ หลังคำว่า หกสิบป้บริบูรณ์ นี่นะครับ เติมคำว่า ขึ้นไป เข้าไปด้วย ข้อความก็จะ เปึนว่า มีอายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ขึ้นไปในป้งบประมาณใด ทั้งนี้ เพราะว่า คนที่จะพ้น จากตำแหน่งในช่วงเวลาแรกนี่นะครับ อาจจะพ้นจากตำแหน่งเมื่ออายุ ๖๑ ก็ได้ ๖๒ ก็ได้ ๖๓ ๖๔ ๖๕ ก็ได้ ไม่จำเปึ้นจะต้องพื้นเมื่ออายุครบ ๖๐ ป้บริบูรณ์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ควรจะต้องเติมคำว่า ขึ้นไป ด้วย แล้วนอกนั้นก็เหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์อัครวิทย์ได้ ปรับแก้ไว้แล้วครับ
เพื่อความชัดเจนนะครับ
ซึ่งถ้าคำนี้ถูกต้องนี่ วรรคสอง ก็จะต้องเติมคำว่า อายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ขึ้นไป เช่นกันครับ เพราะว่าในวรรคสองเอง นั้นก็เปึนไปได้ที่ท่านใช้สิทธิอยู่ถึงอายุ ๖๔ ๖๕ แล้วไม่ไหว ท่านก็ขอไปเปึนผู้พิพากษา อาวุโสที่อายุ ๖๕ ๖๖ ก็เปึนได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ตายตัวที่ให้สิทธิเฉพาะคนที่อายุครบ ๖๐ ป้บริบูรณ์ในป้งบประมาณนั้น เท่านั้นครับ ขอให้ใช้คำว่า อายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ขึ้นไปในป้งบประมาณใด ทั้ง ๒ วรรค เลยครับ ทั้งวรรคสองและวรรคสามครับ
คงแก้ไขให้ชัดเจนขึ้นนะครับ หลักการเดิมหมดนะครับ ยังอยู่ในหลักการเดิมหมดนะครับ เพียงแต่เพิ่มถ้อยคำในมาตรา ๓๐๖ วรรคที่ ๒ นะครับ บรรทัดที่ ๓ นะครับ อาจารย์จรัญ ครับ เดี๋ยวผมจะสรุปให้อีกทีนะครับ มาตรา ๓๐๖ วรรคที่ ๒ บรรทัดที่ ๓ นะครับ ซึ่งมีอายุ ครบหกสิบป้บริบูรณ์ในป้งบประมาณใด นี่ ท่านเพิ่มคำว่า ขึ้นไป หลัง บริบูรณ์ นะครับ ก็จะเปึนว่า เมื่อมีอายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ขึ้นไปในป้งบประมาณใด ถูกไหมครับ อันนี้ครับ ถูกนะครับ วรรคที่ ๓ นะครับ ท่านปรับถ้อยคํานะครับ ว่า กฎหมายที่จะตราขึ้นตาม วรรคหนึ่งและวรรคสอง จะต้องมีบทบัญญัติให้ผู้ที่จะมีอายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ เติมคำว่า ขึ้นไปในป้งบประมาณใดในระยะสิบป้แรก แล้วก็ตัดคำว่า และ ออก นับแต่วันที่กฎหมาย ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ แล้วก็ ทะยอย ตัด สระอะ ออกนะครับ ทยอยพื้นจากตำแหน่งที่ ดำรงอยู่แบบขั้นบันได้นะครับ ก็คือ ตัดคำว่า เมื่อสิ้นป้งบประมาณ ออกนะครับ อยู่แบบ ขั้นบันได้ และเติมคำว่า และ และสามารถขอไปดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาอาวุโสต่อไปได้ นะครับ ตัดคำว่า ในป้งบประมาณ ออกนะครับ ตรงกันไหมครับ เจ้าหน้าที่เขาจะได้บันทึก เอาไว้ให้ถูกต้องนะครับ ท่านอาจารย์จรัสครับ มาตราเดียวกันนี้นะครับ เชิญครับ
ท่านประธานครับ กระผม จรัส สุวรรณมาลา ครับ กระผมฟังและคิดตามที่ท่านคณะกรรมาธิการเสนอนะครับ คือ ๒ อย่างนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยไปด้วยกันอะไรสักอย่าง ลองดูอีกทีนะครับ ท่านบอกว่า ซึ่งมีอายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ขึ้นไป แล้วก็ ในป้งบประมาณใด นะครับ คือ ช่วงเวลา ๖๐ ป้ ขึ้นไปนี่ มันจะเปึนช่วงยาวนะครับ แล้วก็ ป้งบประมาณใด นี่ มันเปึ้นพีเรียด (Period) ของเวลา เพราะฉะนั้นนี่ถ้าท่านจะใช้ ตั้งใจจะให้หมายถึง อายุ ๖๐ ป้บริบูรณ์ขึ้นไป ก็น่าจะไม่มีคำว่า ในป้งบประมาณ กำกับ เพราะว่า ในป้งบประมาณที่ ๖๐ ป้ขึ้นไปนี่ เปึน ๖๑ ๖๒ ๖๓ มันคล้าย ๆ จะมีพีเรียดกับช่วงเวลาปนกันอยู่ในที่เดียวกัน ขอบพระคุณ ครับ
ท่านใดตอบครับ เชิญอาจารย์จรัญครับ
ท่านประธานที่เคารพ พอดีในทาง ปฏิบัติของทางศาลนี่ แล้วกฎหมายก็จะตั้งผู้พิพากษาอาวุโสใหม่ ในวันที่ ๑ ตุลา ของ แต่ละป้ ก็คือ เปึนวาระสิ้นป้งบประมาณพอดี ก็อยากจะคงแนวทางปฏิบัติอย่างนั้นว่า ท่านจะต้องแสดงเจตจำนงก่อนสิ้นป้งบประมาณ แล้วก็ กต. ก็จะต้องตรวจสอบอะไร ทุกอย่าง แล้วก็จะมีมติ แล้วถึงจะทำเรื่องขอโปรดเกล้าฯ ท่านเปึ้นผู้พิพากษาอาวุโส เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลา ของป้งบประมาณใหม่ ขอคงไว้ตามนี้ เพราะเปึนกฎหมายด้วย นะครับ ขอบพระคุณครับ
มีท่านใดติดใจอีกไหมครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ
ท่านไหนครับ อ๋อครับ โทษทีครับ อาจารย์ศรีราชาครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ คือ ผมยังติดใจถ้อยคำอยู่คำหนึ่ง ในวรรคที่ ๓ นี่ คือ ผมไม่ ทราบว่า เปึนถ้อยคำที่ถูกต้อง แล้วมันจะเปึนแบบแผนในรัฐธรรมนูญต่อไปหรือเปล่า ก็คือ คำว่า แบบขั้นบันได้ นี่ครับ ผมยังคิดว่า มันจะมีคําอื่นใช้ได้ดีกว่านี้ไหม แล้วก็ไม่ทราบว่า มันจะสื่อความหมายตรงกันหรือเปล่านะครับ คำว่า แบบขั้นบันได้ ผมยังติดใจอยู่นะครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านจรัญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ตรงนี้หาคำในภาษาไทยที่จะอธิบายให้กระชับนี่ยากมากเลยครับ แนวความคิด ก็คือ อย่าให้ใครนี่ได้ยืดอายุเกษียณในช่วงแรกนี้ ๑๐ ป้เลย สมมุติ ผมดำรงตำแหน่งประธานศาลใดศาลหนึ่งอยู่ ป้ที่ผมจะครบเกษียณอายุ ๖๐ ป้นี่ กฎหมาย ตัวนี้ออก ผมเลยอยู่ได้ ครองตำแหน่งนี้ไป ๑๐ ป้เลย นี่ไม่ถูก เราก็อยากจะให้ทยอยไปใน ระยะเปลี่ยนผ่าน ๑๐ ป้แรกนี่ว่า คนที่อายุครบ ๖๐ ป้ในป้แรก ก็อยู่ต่อไปได้อีกป้หนึ่ง หรือ ๒ ป้ แล้วก็เกษียณอายุที่ ๖๑ หรือ ๖๒ ไปเปึ้นผู้พิพากษาอาวุโส แล้วรุ่นต่อไป คนที่ จะเกษียณอายุ ๖๑ ๖๒ ก็ไปเกษียณตำแหน่งนะครับ ณ ๖๓ ๖๔ แต่ว่าแบบนี้มันจะ ทด ๑ ทด ๒ ทด ๓ ก็อยู่ที่ความเหมาะสมของการร่างกฎหมายเฉพาะเรื่องต่อไป เพราะฉะนั้นถ้าเราเขียนในรัฐธรรมนูญนี่ มันจะละเอียดเกินไปครับผม ก็เลยขออนุญาต เขียนแบบนี้ แล้วก็ให้ปรากฏเจตนารมณ์ไว้แบบนี้นะครับ แล้วก็เปึนคำที่ตรงกับที่ทางศาล ฎีกาขอมาครับ ขอบคุณครับ
ครับ มันจะหมายความถึง เปึนลำดับแต่ละป้ต่อเนื่องกันไปไหมครับ
ท่านประธานครับ
เขียนอย่างที่ผมเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ
ผมว่าที่ท่าน ประธานกรุณาได้พูดถึงนี่ ผมว่า ค่อนข้างจะเข้าท่านะครับ คือ มันน่าจะเปึ้นทยอยเหลื่อม กันเปึนลำดับ อย่างนี้ผมว่ามันจะเปึนภาษาไทย แต่ แบบขั้นบันได้ นี่ ผมรู้สึกว่า มันเปึน ภาษาที่แม่ง ๆ นะครับ ขอกราบเรียนว่า มันไม่น่าจะอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพนะครับ ว่า จริงอยู่ศาลอาจจะใช้นะครับ แต่ผมว่า ศาลใช้ก็เปึนภาษา ธรรมดา ราชการที่สื่อสารกันเปึ้นที่เข้าใจ แต่ถ้าเผื่อท่านเอาบันได้ไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมรู้สึกว่า มันชอบกล ชอบกลนะครับ เพราะฉะนั้นทยอยเหลื่อมกันตามลำดับ หรืออะไร อย่างนี้ ผมว่า พอจะไปได้นะครับ ขอบพระคุณครับ
เมื่อกี้ที่ผมเสนอนี่นะครับ ทยอยพื้นจากตําแหน่งที่ดํารงอยู่เปึนลำดับในแต่ละป้ ต่อเนื่องกันไป ได้ไหมครับ ครอบคลุมไหมครับ
ท่านประธานครับ กรรมาธิการ ขอรับถ้อยคำ ที่ท่านประธานเสนอมาไว้ในร่างครับ แทนคำว่า แบบขั้นบันได้
ท่านสมาชิก ดีครับ นาน ๆ ได้มีคำยอทีครับ มีท่านสมาชิกเห็นอย่างอื่นไหมครับ ขอแก้ถ้อยคำนิดหน่อยนะครับ แบบขั้นบันได้ เขียนให้ชัดขึ้นเท่านั้นเอง ว่า เปึ้นลำดับ ในแต่ละป้ต่อเนื่องกันไป นะครับ เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการขอแก้ไขนะครับ ท่านอาจารย์อัครวิทย์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อัครวิทย์ สุมาวงศ์ กรรมาธิการครับ มาตราสุดท้ายที่ผมจะขอปรับปรุงนะครับ คือ มาตรา ๓๐๗ ครับ มาตรา ๓๐๗ บัญญัติว่า ให้กรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งดํารงตําแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ คงดํารงตําแหน่งเปึ้น กรรมการตุลาการศาลยุติธรรมต่อไป เว้นแต่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่อายุครบหกสิบป้ บริบูรณ์ในป้งบประมาณ ๒๕๕๐ และผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลใดที่ย้ายไปชั้นศาลนั้น ทั้งนี้ ไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ มีอยู่ ๒ จุดครับ คือ ในบรรทัดที่ ๓ เราใช้คําว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่อายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ ในป้งบประมาณ ๒๕๕๐ แล้วต่อไปว่า และผู้ทรงคุณวุฒิ ตรง และผู้ทรงคุณวุฒิ นี่ครับ ขอเติมตรงหน้า ผู้ทรงคุณวุฒิ ว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้ตรงกับข้อความตอนหน้า เมื่อเติมแล้ว จะเปึนว่า และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลใดที่ย้ายไปจากของที่ปรากฏ ปัจจุบัน คือ ย้ายไปจากศาลนั้น ขอเติมว่า ที่ย้ายไปจากชั้นศาลนั้น เพราะว่า การเปึน กรรมการตุลาการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากศาลนั้นจะมาจากชั้นศาล ถ้าเขาย้ายไปจาก สมมุติ จากศาลอุทธรณ์ ภาค ๑ ไปศาลอุทธรณ์ ภาค ๒ นั้น เขาจะไม่ขาดจากการเปึ้น กรรมการตุลาการ เพราะอยู่ในชั้นเดียวกัน แต่ถ้าเขาย้ายไปขึ้นศาลฎีกา เขาจะไปจาก ชั้นศาลนั้น ฉะนั้น ขอเพิ่ม ๒ คําครับ กรรมการ หน้า ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็ ชั้น หน้าคําว่า ศาลนั้น ครับ
ครับ ชัดเจนนะครับ อาจารย์กรรณิการ์ครับ
เรียนท่านประธานค่ะ กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ขอเรียนถามค่ะ ว่า มาตรา ๓๐๗ ที่บอกว่า วรรคที่ ๓ ลงมาน่ะค่ะ เว้นแต่กรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิที่อายุครบหกสิบป้บริบูรณ์ ยังคงขึ้นไปไหมคะ จะให้เหมือนกับถ้อยคําของ มาตรา ๓๐๖ ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณครับ อาจารย์ครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ตรงนี้ไม่ต้องมี ขึ้นไป ครับ เพราะเมื่อกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งเปึ้นผู้พิพากษาศาลยุติธรรม มีอายุครบ ๖๐ ป้บริบูรณ์ในป้งบประมาณ ๒๕๕๐ นะครับ คือ วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๐ นี่ วันที่ ๑ ตุลาคม เขาพ้นไปเปึ้นผู้พิพากษาอาวุโสครับ ซึ่งจะไม่มีสิทธิเปึนกรรมการตุลาการต่อไป
ครับ กรรมาธิการตอบยืนยัน แต่ขอแก้ ๒ คำนะครับ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เพิ่ม คำว่า ชั้น หน้า ศาล นะครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยที่กรรมาธิการขอแก้ไขถ้อยคำ มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ไม่มี ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการนะครับ ท่านอาจารย์วิชาครับ
พอดีผมขอย้อนไป นิดหนึ่งครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิชา มหาคุณ ครับ มาตรา ๒๔๖ นะครับ กระผมขอย้อนไปนิดหนึ่งครับ เรื่องถ้อยคำหน่อยครับ ในวรรคที่ ๒ นะครับ เปึ้นเรื่องของ คณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาตินี่ ว่ามาจากที่ไหนบ้างนะครับ บรรทัดที่ ๕ นะครับ ที่ว่า ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชน นั้น เปึน องค์การ นะครับ ตามหลัก ครับ ผู้แทนองค์การพัฒนาเอกชน แล้วก็วรรคถัดมา ซึ่งองค์การพัฒนาเอกชนหรือองค์กร วิชาชีพนั้น คือ ให้รับกันครับ เปึนมติของที่ประชุม ปรับให้ตรงตามมติ แล้วก็ตรงตาม หลักเกณฑ์ด้วยครับ
องค์การพัฒนาเอกชน กับ องค์การเอกชน นี่ เหมือนกันไหมครับ เห็นเขียนไม่เหมือนกัน นะนี่ ไม่เหมือนนะครับ
ไม่เหมือนกันครับ ล้อมาจากมาตรา ๖๔ ครับ
๖๔ ครับ กรรมาธิการขอแก้ไข มาตรา ๒๔๖ วรรคที่ ๒ นะครับ ขอแก้คำว่า ผู้แทนองค์กร พัฒนาเอกชน เปึน ผู้แทนองค์การเอกชน นะครับ และบรรทัดต่อมานะครับ ขอแก้ ซึ่งองค์กรเอกชน ขอแก้เปึน ซึ่งองค์การเอกชน
ท่านประธานครับ ผู้แทนองค์การพัฒนาเอกชน นั่นถูกต้องแล้วครับ ตามมติที่ประชุมครับ แล้วก็สุดท้าย นะครับ ซึ่งองค์การพัฒนาเอกชนหรือองค์กรวิชาชีพ ก็คือ รับกันว่า ตัวผู้แทนจากองค์การ พัฒนาเอกชนนั้นนี่ ต้องได้รับการรับรองจากองค์การพัฒนาเอกชนด้วยครับ คือ ปรับจาก องค์กรเอกชน มาเปึน องค์การพัฒนาเอกชน ตามข้อ ๑๐
แก้ให้เหมือนกันว่าอย่างนั้นเถอะ
ครับผม ถูกต้องครับ แก้ให้เหมือนกันครับ
แก้ให้เหมือนกันนะครับ แต่เปลี่ยนจาก องค์กร เปึน องค์การ แต่เปึนองค์การเดียวกัน คือ องค์การพัฒนาเอกชน นะครับ ท่านสมาชิกทันไหมครับ วรรคที่ ๒ นะครับ บรรทัดที่ ๖ กับบรรทัดที่ ๗ นะครับ นับจากบนนะครับ หากท่านสมาชิกไม่เห็นเปึ้นอย่างอื่นนะครับ ถือว่า เห็นด้วยกับกรรมาธิการขอแก้ไขนะครับ อาจารย์จรัญ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม มีถ้อยคําอีก ๓ จุด แต่ว่าไม่ได้สําคัญอะไรนะครับ จุดที่ ๑ ครับ มาตรา ๒๙๕ วรรคสุดท้าย ครับ ใน ๒๙๕ วรรคสุดท้ายนี่ พูดถึง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ๒ ชุดนะครับ ชุดที่ สภาจะไปร่างขึ้นใหม่กับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ในป้ ๒๕๔๑ เพราะฉะนั้น ในบรรทัดสุดท้ายนี่ครับ ที่บอกว่า ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปจนกว่าพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ นี่ กระผมขอหารือว่า เราเติมให้ชัดได้ไหมครับ ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวนี่ เอาให้ชัดว่า ที่ตราขึ้นตามมาตรานี้ ก็คือ ในมาตรานี้ บอกว่า จะต้องให้สภานิติบัญญัติไปพิจารณาตราร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญนะครับ ก็เฉพาะ ๒ ฉบับที่ตราขึ้นตามมาตรานี้ครับ เพราะฉะนั้น ดังกล่าว นี่ จะไม่รู้ว่า ดังกล่าว คืออันไหน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นตามวรรคนี้ นะครับ ตามวรรคนี้นี่มีผลใช้บังคับ คือไม่อย่างนั้นมันรีเฟอร์ (Refer) ไปแล้ว อ้างไม่ถูกตัว ครับ อันนั้นจุดที่ ๑ นะครับ จุดที่ ๒ นะครับ ท่านประธานครับ
ผมขอถามสมาชิกนิดหนึ่งได้ไหมครับ ๒๙๕ กรรมาธิการขอแก้ไข อาจารย์ เชิญครับ
ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙๕ วรรคแรกนี่ พูดถึงกฎหมาย ๓ ฉบับครับ แต่วรรคสุดท้ายนี่ พูดถึง ๒ ฉบับ เนื้อนี่เปึนคนละประเด็นกัน ๒๙๕ วรรคแรกนี่นะครับ เปึนเรื่องการตรากฎหมายเลือกตั้ง นะครับ แต่วรรคสุดท้ายนี่ เปึนกฎหมายพรรคการเมืองกับกฎหมาย กกต. นะครับ วรรคสุดท้ายนี่ ก็มีเนื้อหาว่า ตราบใดยังไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองและกฎหมาย การเลือกตั้ง กกต. นี่ ก็ให้กฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ใช้ต่อไป จนกว่าจะมีกฎหมายใหม่ของ ๒ ฉบับนี้นะครับ คำก็ไปทิศทางนั้นนะครับ ท่านจรัญครับ ท่านจะแก้อะไรตอนท้าย ไหมครับ แต่ว่า คำว่า ดังกล่าวนี่ น่าจะหมายถึง กกต. กับพรรคการเมืองอยู่แล้วนะครับ ๒ ฉบับ แต่ถ้าไปแก้ว่า เปึนมาตรานี้ นี่ มันจะรวมเปึน ๓ ฉบับ ซึ่งคนละอันกันครับ
ท่านจรัญขอแก้เปึ้น วรรคนี้ ไปแล้วครับ เปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้น ตามวรรคนี้ วรรคนี้ คือ มี ๒ ฉบับ
ท่านประธานครับ ท่านจรัญไม่ติดใจแล้วครับ ก็ขออนุญาตให้บันทึกไว้แค่นั้น หมายความว่า ก็ ๒ ฉบับนี้ ใช้คำเดิมครับ ขออนุญาต
ครับ อาจารย์จรัญครับ
จุดที่ ๒ กระผมขออนุญาต
ครับ เดี๋ยวนะครับผม คือ กรรมาธิการไม่ต้องแก้แล้วใช่ไหมครับ ตามเดิมนะครับ เชิญต่อ ครับ
จุดที่ ๒ ขออนุญาตไปที่ มาตรา ๒๘๐ ในเรื่องจริยธรรมนี่นะครับ ๒๘๐ นี่ ในบรรทัดที่ ๓ อ้างไปถึงการจัดทำหรือ ปรับปรุงประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ นี่ กระผมขออนุญาตเติมให้ชัดเลยว่า วรรคหนึ่ง เพราะใน ๒๗๙ มันพูดหลายเรื่อง เฉพาะในวรรคหนึ่งนี่ พูดถึงว่า จะต้องจัดทํา ประมวลจริยธรรมนะครับ แล้วในบรรทัดสุดท้ายของวรรคหนึ่ง ในมาตรา ๒๘๐ นี้ ที่บอก ว่า ต้องดำเนินการบังคับให้เปึนไปตามประมวลจริยธรรม นี่ ขออนุญาตเติมให้ชัดเลยว่า ตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม เพราะในวรรคสาม เขาจะบอกกระบวนวิธีดำเนินการเอาไว้ เลย ก็จะยึดโยงกันนะครับ ๒๗๙ วรรคสามนะครับ
ครับ หมดหรือยังครับ ในส่วน ๒๘๐ ครับ
ดำเนินการบังคับให้เปึ้นไปตาม ประมวลจริยธรรม ตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม
เมื่อกี้ท่านบอกวรรคหนึ่ง
อ๋อ วรรคหนึ่งนั้น อยู่ในบรรทัดที่ ๓ ครับ
บรรทัดที่ ๓ นะครับ
บรรทัดที่ ๓ ๒๗๙ วรรคหนึ่ง แล้วในบรรทัดสุดท้ายนะครับ ดำเนินการบังคับให้เปึนไปตามประมวลจริยธรรมนี่ ต้องขอเติมว่า ตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม ซึ่งเปึนมาตราที่บอกวิธีดำเนินการเอาไว้
ครับ ก็เขียนให้ชัดขึ้นนะครับ เขียนให้ชัดขึ้น ครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ไม่มีนะครับ ถือว่า เห็นด้วย กับที่กรรมาธิการขอแก้ไขนะครับ ท่านไพบูลย์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ ครับ ขออนุญาตเรียนเปึ้นบันทึกนะครับ หรือจะ บัญญัติก็สุดแล้วแต่นะครับ ในมาตรา ๓๐๐ ที่ว่า ให้คณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เปึ้นอยู่ ๙ ท่านนี่นะครับ ปัจจุบันนี้นะครับ ตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ๒๕๔๙ เปึ้นศาล รัฐธรรมนูญนี่ ถ้าดูถึงมาตราอื่น ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเปึนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นะครับ ก็จะมีบทยกเว้นไว้ว่า เปึนข้าราชการการเมืองได้ในลักษณะอย่างนั้นนะครับ ไม่ให้ เอาบทบัญญัติมาตราต่าง ๆ มาใช้บังคับ หรือแม้แต่คณะรัฐมนตรีนะครับ ที่มิให้นำ บทบัญญัติมาตราต่าง ๆ มาใช้บังคับ ทีนี้ในมาตรา ๓๐๐ มันยังไม่มีในส่วนนี้ เนื่องจากว่า ตุลาการแต่ละท่านก็เปึนข้าราชการตุลาการ จากศาลฎีกา จากศาลปกครองสูงสุดนะครับ บทถาวร เขาเขียนว่า ประธานศาลกับตุลาการนี่ ต้องไม่เปึนข้าราชการนะครับ แต่ทีนี้ไม่ได้ บัญญัติยกเว้นไว้นะครับ ก็เกรงว่า จะเกิดปัญหาการตีความนะครับ ถ้าจะกรุณาเพิ่มวรรคสอง ว่า มิให้นำบทบัญญัติ มาตรา ๒๐๕ (๓) มาตรา ๒๐๗ (๑) (๒) ก็คือ อย่าเอาเรื่องเปึนข้าราชการอยู่ปัจจุบันมาบังคับนะครับ ก็จะเหมือนกับ สภานิติบัญญัติเช่นกันครับ แล้วอย่าน้ำในเรื่องของมาตรา ๒๐๙ (๕) ก็คือ เปึ้นข้าราชการ อยู่แล้วต้องพื้นจากตําแหน่งไปมาใช้บังคับกับการดํารงตําแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญ ชุดปัจจุบัน จะคล้าย ๆ กับมาตรา ๒๙๘ นะครับ กับมาตรา ๒๙๓ นะครับ ในเรื่องของ สภานิติบัญญัติ ที่ยกเว้นว่า ถ้าเปึนข้าราชการอยู่ก็เปึ้นได้ ในลักษณะเดียวกัน เพราะว่า ผลสุดท้ายถ้ามีปัญหา เดี๋ยวคณะตุลาการท่านก็ต้องตีความอยู่ดี แล้วมันจะมีปัญหา นะครับ ถ้าจะบัญญัติตรงนี้ให้ชัดเจนอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ในมาตรา ๓๐๐ โดยขอเพิ่ม อาจจะเปึนวรรคสองนะครับ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๕ (๓) มาตรา ๒๐๗ (๑) (๒) และมาตรา ๒๐๙ (๕) มาใช้บังคับกับการดํารงตําแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญ มันก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ ก็สุดแล้วแต่นะครับ เดี๋ยวจะเกิดปัญหาการตีความ แล้วจะ ยุ่งยากนะครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ท่านเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ขอเพิ่มเปึนวรรคสามนี่นะครับ โดยหลักการ เดิมอยู่วรรคหนึ่งอยู่แล้ว แต่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการตีความ หลักการอยู่วรรคหนึ่ง แต่ขอเพิ่มความชัดเจนในวรรคสอง เปึนวรรคสองนะครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ เห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสนอนะครับ ครับ แต่ถ้อยคำเมื่อกี้นี้ตอนท้าย ท่านสรุป ตอนท้ายนี่ ท่านอ่านอีกรอบได้ไหมครับ เจ้าหน้าที่เขาจะได้ทำได้ถูกครับ
เพิ่มเปึนวรรคสองนะครับ กราบเรียนว่า ข้อความเปึ้นอย่างนี้นะครับ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๒๐๕ (๓) มาตรา ๒๐๗ (๑) (๒) และมาตรา ๒๐๙ (๕) มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่งตุลาการ รัฐธรรมนูญ
ตามรัฐธรรมนูญ ด้วน ๆ อย่างนี้หรือครับ ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ หรืออย่างไรครับ
ตามวรรคหนึ่ง ครับ มาใช้ บังคับกับการดํารงตําแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ครับ
ครับ ตามวรรคหนึ่ง นะครับ อันนี้ชัดนะครับ กรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ เห็นด้วยนะครับ ท่านตุลาการรัฐธรรมนูญพยักหน้าแล้วครับ นะครับ เพิ่มหลักการให้ชัดเจนขึ้นนะครับ ท่านนุรักษ์ครับ มีมาตราอื่นอีกไหมครับ ตอนก่อนพักนี่ นะครับ ผมจำว่า เดี๋ยวท่านศิวะครับ เดี๋ยวผม ไม่ลืมครับ ไม่ลืม ไม่ลืม นะครับ ตอนก่อนพัก มี ๒ มาตรา มีท่านใดเสนอครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ของผมนั้นประเด็นที่ค้างอยู่ คือ ประเด็น ที่ท่านสุรชัยได้กรุณายกขึ้น ในมาตรา ๘๑ (๕) ที่บอกว่า สนับสนุนการดำเนินการ ขององค์กรภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบ จากความรุนแรงในครอบครัว นะครับ อันนั้นข้อความที่ให้ไปเช็กหรือไปตรวจสอบรายงาน การประชุม ไปตรวจสอบรายงานการประชุมแล้ว ปรากฏอย่างนี้ครับว่า คำแปรญัตติ ของท่านสุรชัยนั้น ความจริงแปรญัตติอยู่ใน (๓) ของมาตรา ๘๐ เดิม ซึ่งมาเปึ้น ๘๑ ตามร่างที่เสนอใหม่ โดยใช้ว่า สนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ มีบทบาท ในการช่วยเหลือประชาชน นั้น ปรากฏว่า ในรายงานการประชุมนั้น ก็ได้มีการอภิปราย ค่อนข้างมาก และท้ายที่สุดนั้น ให้เอาไปใส่อยู่ใน (๑) ของมาตรา ๘๑ ตอนท้าย แต่ว่า ที่ประชุมนั้น ขอให้ไม่จำกัดเจาะจงลงไปเฉพาะองค์กรวิชาชีพทางด้านกฎหมาย เพราะจะ มีด้านอื่นด้วย อย่างเช่น ท่านอาจารย์ศิวะก็เสนอด้านรัฐศาสตร์ ด้านอะไรพวกนั้นเข้ามา ตกลงที่ประชุมก็ขอถามท่านสุรชัย ท่านสุรชัยก็ไม่ขัดข้องนะครับ ว่า ใช้คำว่า องค์กร วิชาชีพ เฉย ๆ แล้วไปไว้อยู่ใน (๑) ส่วน (๕) นั้น ทางที่ประชุมนั้น ได้มีมติให้เอา (๗) ของท่านอาจารย์สมชัยเปึนหลัก ส่วนของท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นั้น ข้อความเดียวกัน แต่ไปอยู่ใน (๘) ที่ประชุมเลยให้เอา ของอาจารย์สมชัยเปึ้นหลัก เพียงแต่ติดอยู่ในประเด็นว่า จะต้องจัดสรรงบประมาณให้ หรือไม่ แล้วก็มีการลงมติว่า ไม่ต้อง นะครับ ให้ตัดคำว่า จัดสรรงบประมาณ ตามคำแปร ญัตติ ออก ข้อความที่เหลือ ก็เลยเหลือในข้อความ (๕) ว่า สนับสนุนการดำเนินการของ องค์กรภาคเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเปึนคำแปรญัตติของท่านอาจารย์สมชัย และที่ประชุม รับตามนั้นครับ เพราะฉะนั้นตามที่ร่างมานั้น ถูกต้องตามรายงานการประชุมแล้วครับผม
ครับ อาจารย์สุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กราบเรียน อย่างนี้ครับ หลังจากฟังคำชี้แจงจากท่านอัชพรแล้ว ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ถ้าจะเอาข้อความที่ผมแปรญัตติไปใส่ใน (๑) นี่ ผมไม่ขัดข้อง แต่ว่าร่างที่เสนอวันนี้นี่ ก็ไม่ได้เอาข้อความอย่างที่ท่านชี้แจงว่า ให้ไปใส่ใน (๑) ก็ไม่ปรากฏข้อความตามที่ ท่านชี้แจงใน (๑) นะครับ ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า ใน (๑) ของมาตรา ๘๐ ซึ่งขณะนี้เปึ้น มาตรา ๘๑ นั้นนี่ เราจะเห็นได้ว่า ข้อความที่ปรากฏนั้น ก็คือ เราพูดถึงเรื่องการที่รัฐต้อง ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เปึนไปตามกฎหมายอย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม และทั่วถึง ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และจัดระบบงาน ราชการและงานของรัฐอย่างอื่น ท่านจะเห็นว่า ข้อความ คําว่า ส่งเสริมการให้ความ ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ปรากฏข้อความแค่นี้ ไม่ได้มีข้อความรวมไปถึงการที่ รัฐจะต้องส่งเสริมองค์กรวิชาชีพให้มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายด้วย ไม่มีข้อความอย่างที่ท่านชี้แจงปรากฏอยู่ใน (๑) เลย ส่วนท้ายสุดของ (๑) ที่มีเพิ่มเติมอีก ก็คือ โดยให้ประชาชนและองค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม ตรงนั้น ก็คนละเรื่อง คนละประเด็นกันครับ เพราะว่า ในส่วนนี้เปึ้นส่วนที่เราพูดถึงการมีส่วนร่วม ในกระบวนการยุติธรรม แต่ที่ผมแปรญัตติไว้นี่ ผมแปรญัตติในเรื่องของการที่รัฐ จะต้องสนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย คือ มาขยายความบรรทัด ๒ ของ (๑) ตรงข้อความที่ว่า ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือ ทางกฎหมายแก่ประชาชน ถ้าท่านจะเอาข้อความที่ผมแปรญัตติมาใส่ (๑) นี้นี่ ต้องเปึน ข้อความว่า ส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพมีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชน ทางกฎหมาย ก็จะตรงกับที่ท่านชี้แจงว่า เราอภิปรายกันแล้ว เราตกลงรับหลักการ ตามคําแปรญัตติของผม แต่ว่าจะเอามาเขียนรวมใน (๑) ให้ผม แต่ไม่ปรากฏว่า ได้นํามา รวมใน (๑) ให้ผมครับ ท่านกรุณาทบทวนอีกทีหนึ่งครับ
ครับ ดูถ้อยคําด้วยครับ ถ้อยคําเปึนอย่างไรครับ คือ เท่าที่ฟังดูเหมือนรับของท่านสุรชัย นะครับ แต่เอามาเขียนนี่ครบไหม
เผอิญมันต่อเนื่องกันมานะครับ ในรายงานการประชุม ท่านอาจารย์วัชรา ขอประทานโทษนะครับ ที่เอ่ยนาม ท่านบอกว่า ให้เติมตอนท้ายว่า ให้องค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม ท่านเปึ้นคนเสนอ แล้วก็เลยจบไปตามนั้นครับ แต่ทีนี้ถ้าจะเติม
ครับ เดี๋ยวครับ ขอเอาถ้อยคำนะครับ คือ ไม่ขอแก้หลักการนะครับ อาจารย์สมคิดครับ
ก็อย่างนี้ได้ไหมครับ ท่านประธานครับ เราใกล้จบแล้วครับ แล้วก็คงเปึนหลักการที่ตรงกันได้ ก็ขอหารือว่า จะเติมทั้ง ๒ คำเลยได้ไหมครับ (๕) สนับสนุนการดำเนินการขององค์กรวิชาชีพและ องค์การเอกชน ขอตัดคำว่า ภาค ออกนะครับ ท่านประธานครับ จะได้ตรงกันนะครับ สนับสนุนการดำเนินการขององค์กรวิชาชีพและองค์กรเอกชน องค์การเอกชน ท่านโทษครับ ที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และขอเติม แก่ประชาชน เข้าไป ได้ไหมครับ ท่านสุรชัยรับได้ใช่ไหมครับ ขอ ๒ คำเลยนะครับ ก็มีองค์กรวิชาชีพที่ ท่านสุรชัยต้องการ สนับสนุนการดำเนินการขององค์กรวิชาชีพและองค์การเอกชน ที่ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ก็ได้อาจารย์ ช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย ได้ไหมครับ
ขออนุญาตท่านประธาน
ครับ
ถ้าผมจําไม่ผิด ในชั้นที่เราแปรญัตติกัน เหตุที่มีแยก (๕) ออกมานี่นะครับ (๕) นี้ เกิดขึ้นสืบเนื่องจากคำแปรญัตติของท่านอาจารย์ เจิมศักดิ์ ของท่านนี่ ท่านจะไปเน้นเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า (๕) นี่ เราจะป่ดท้ายด้วยข้อความว่า โดยเฉพาะผู้ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงใน ครอบครัว แต่ (๑) นี่ เราจะพูดถึงนโยบายของรัฐเกี่ยวกับงานการให้ความช่วยเหลือ ประชาชนทางกฎหมาย ผมเห็นว่า มันจะเปึนนโยบายในคนละเจตนากันนะครับ เพราะฉะนั้นนี่ ผมขอเสนอว่า ถ้าจะให้เปึนไปตามมติที่เราตกลงกันไว้ ก็คือ สิ่งที่ผม แปรญัตตินั้นนี่ น่าจะมาปรับปรุงอยู่ใน (๑) ถ้าไม่แยกอนุใหม่ต่างหากนะครับ ก็ควรจะอยู่ ใน (๑) คือ ตรงบรรทัดที่ ๒ ของ (๑) นะครับ ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย แก่ประชาชน ก็เปึน ส่งเสริมให้องค์กรวิชาชีพทางกฎหมายมีบทบาทในการให้ความ ช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน ก็จะตรงกับที่ผมแปรญัตติไว้ครับ แล้วก็ (๕) ก็คงเดิม ตามที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ได้ขอแปรญัตติไว้ ได้ไหมครับ ท่านอาจารย์สมคิดครับ
ขออนุญาตท่านประธาน ครับ คำว่า ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน นี่ คงหมายถึง รัฐจะเปึ้นผู้ส่งเสริมในทุกด้าน และให้ทุกองค์กรครับ คงไม่ใช่เฉพาะองค์กรวิชาชีพทาง กฎหมายเท่านั้น ขอความกรุณาท่านสุรชัยเถอะครับ อยู่ใน (๕) น่าจะดีแล้วครับ มันไม่ตรง ครับ ท่านครับ ถ้าอยู่ใน (๑) (๑) เปึนหลักการทั่วไปครับ ที่ไม่ได้พูดถึงองค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยเฉพาะ
เข้าใจตรงกันไหมครับ ท่านสุรชัยครับ คือ (๑) นี่ กว้าง ๆ เปึ้นนโยบายทั่วไปนะครับ (๕) นี่ กำหนดชัดเจนขึ้น ว่าเปึนองค์การหรือองค์กร
ครับ คือ เข้าใจตรงกัน ท่านประธาน เข้าใจ ตรงกัน แต่ทีนี้ปัญหามันเกิดจากการที่ท่านไปยุบรวมอนุ จริง ๆ สิ่งที่ผมขอแปรญัตติไว้เดิม ต้องขออนุญาตเท้าความนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอแปรญัตติอยู่ใน ๘๐ (๓) เดิม ซึ่ง (๓) นี้จะพูดถึงนโยบายที่รัฐจะส่งเสริมและสนับสนุนภาคประชาชนทั้งนั้นเลยนะครับ โดยเริ่มจากส่งเสริม สนับสนุน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม นี่ก็อยู่ใน (๓) เดิม แล้วท่านก็มายุบรวมอยู่ใน (๑) ใหม่ ผมก็ขอแปรญัตติใน (๓) เดิม ซึ่งเปึ้นอนุที่ พูดถึงการส่งเสริมและสนับสนุนภาคประชาชนทั้งนั้นเลยครับ ว่า รัฐจะส่งเสริมและ สนับสนุนให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม สามารถเข้าถึงกระบวนการ ยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และผมก็ขอแปรว่า สนับสนุนให้องค์กรวิชาชีพ มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย รวมถึง ผมขอแปรว่า ให้มีกองทุนที่รัฐ สมทบให้ได้อย่างเพียงพอด้วย แต่ว่าข้อความตอนท้ายนี่ ท่านกรรมาธิการยกร่างนี่ ไม่เห็นด้วยกับผม และในที่สุดผมก็ไม่ติดใจ เรื่องรัฐจะต้องจัดตั้งกองทุน แต่เราตกลงกัน ได้ว่า เห็นชอบกับข้อความของผม ที่ขอแปรญัตติว่า สนับสนุนให้มีองค์กรวิชาชีพ มีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย โดยกรรมาธิการยกร่างขอให้ตัดคำว่า องค์กรวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับ ออก คงเหลือแต่ องค์กรวิชาชีพ เฉย ๆ ตอนนั้นที่เรา ตกลงกันได้อย่างนี้นะครับ ก็คือ อยู่ใน (๓) ทีนี้ท่านไปยุบ (๓) มาร่วมกับ (๑) มันก็เลย ทำให้เราค่อนข้างที่จะไม่ลงตัวกัน
ได้ครับ ผมคิดว่าอย่างนี้ไปได้ครับ
ครับ กรรมาธิการไหวไหมครับ เชิญครับ
กรรมาธิการรับได้ครับ ท่านประธานครับ
ครับ ท่านวัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร เมื่อมาดูมาตรานี้นะครับ ผมก็มาพลิกดู ตามที่เคยขอแปรญัตติไว้ แล้วก็ทางฝ์ายกรรมาธิการได้รับที่จะไปนำใส่ คือ เรื่องการส่งเสริมและสนับสนุน การให้ความรู้แก่ประชาชนทางกฎหมาย แต่ปรากฏว่า ในนี้ดู พยายามอ่านแล้ว หลายเที่ยว ข้อความนี้ไม่ปรากฏตรงไหนเลยครับ คือ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ได้รับความรู้ทางกฎหมายอย่างทั่วถึง
ครับ อาจารย์วิชาครับ
ท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม วิชา มหาคุณ กระผมจำได้ว่า กระผมเปึนคนอภิปราย แล้วก็ชี้แจงในเรื่องนี้ นะครับว่า เรื่องการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายกับประชาชน ซึ่งรัฐจะต้องส่งเสริมตาม (๑) เปึนเรื่องการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายด้วย แล้วก็อบรมให้ประชาชนมีความรู้ ในทางด้านกฎหมายด้วย กระผมก็ยกตัวอย่าง นักกฎหมายเท้าเปล่าครับ หรือ แบร์ฟุต ลอว์เยอร์ (Barefoot Lawyer) นะครับ ที่รัฐจะต้องสนับสนุนให้เกิดมีขึ้น อาสาสมัครพวกนี้ นะครับ รวมหมดครับ อยู่ในกระบวนการนี้ทั้งหมด แล้วท่านอาจารย์วัชรา ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านก็เข้าใจ และท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นท่านยอมรับ ท่านรับได้ครับผม อันนี้ ผมจำได้ เพราะว่าผมได้อภิปรายเรื่องนี้ไว้ยืดยาวหน่อยครับผม ขอบพระคุณครับ
ครับ อาจารย์วัชราครับ คงอยู่ในเรื่องเดียวกันนะครับ โดยให้ประชาชนและองค์กรวิชาชีพ มีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมนี่ครับ
สุดแล้วแต่จะพิจารณาครับ แต่ผมอ่านดูแล้ว ผมยังไม่เห็นว่า มีความหมายเช่นนั้นในตัวหนังสือนะครับ
ครับ ท่านดู (๑) นะครับ วรรคสุดท้ายนี่ครับ มีมาตราอื่นไหมครับ อันนี้มาตราหนึ่ง เมื่อกี้ที่ แขวนก่อนพัก มันมี ๒ มาตรานะครับ ตอนแรกมี ๓ แล้วก็เสร็จไปมาตราหนึ่ง
ท่านประธานครับ
ครับ อาจารย์สุรชัยครับ
ผมอยากจะรบกวนท่านอัชพร ช่วยอ่าน ข้อความใน (๑) หลังจากที่เราปรับปรุงใหม่แล้วให้ฟังอีกสักครั้งครับ รบกวนครับ ๘๑ (๑) ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ใน (๑) ของมาตรา ๘๑ ที่แก้ไขแล้วตั้งแต่เมื่อเช้า ก็จะเปึน อย่างนี้นะครับว่า (๑) ดูแลให้มีการปฏิบัติและบังคับการให้เปึ้นไปตามกฎหมาย อย่างถูกต้อง รวดเร็ว เปึนธรรม และทั่วถึง ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน และจัดระบบงานราชการ และงานของรัฐอย่างอื่นในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยให้ประชาชน และองค์กรวิชาชีพมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรมและการช่วยเหลือประชาชน ทางกฎหมาย
ครับ ตรงกันไหมครับ อาจารย์สุรชัยครับ ได้ไหมครับ ได้นะครับ พยักหน้าแล้วครับ ท่านจรัญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ กระผมติดใจในเรื่องข้อเสนอของท่านวัชรานะครับ ว่า การให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน เราเติมไปใน (๑) บรรทัดที่ ๒ ได้ไหมครับ ที่บอกว่า ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือ นี่ เราเติม และให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ ประชาชน ก็จะครบที่ทุกท่านได้อภิปรายไว้ และได้ฝากคณะกรรมาธิการยกร่างไป
ขอบพระคุณมากครับ
ครับ ได้นะครับ เพิ่มถ้อยคำนะครับ ตามที่กรรมาธิการเสนอ มาตราเท่าไรนะครับ อาจารย์จรัญครับ
๘๑ (๑) นั่นเองนะครับ ในบรรทัด ที่ ๒ ที่บอกว่า ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน นี่ ก็เติมให้ครบว่า ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือและให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน ขอบพระคุณครับ
มาตรา ๘๑ ทั้งหมดนี่นะครับ กรรมาธิการและสมาชิกมีการแก้ไขปรับถ้อยคำนะครับ มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า ที่ประชุมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ขอแก้ไขนะครับ มีมาตราอื่นค้างอีก มีไหมครับ อาจารย์ปริญญาครับ พร้อมไหมครับ ไม่พร้อม ให้อาจารย์กรรณิการ์ก่อน พร้อมไหมครับ ครับ
กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมขออนุญาต ช่วยดูมาตรา ๓๙ หน่อยนะครับ เรื่องถ้อยคำ ลักษณะภาษาไทยนะครับ
เปึนอย่างไรครับ ท่านเสนอเลยครับ
คือ ผมรู้สึกว่า อ่านแล้วมันขัด ๆ หู มันอาจจะ เพราะลักษณะภาษาไทย ผมขออ่านนะครับ ท่านประธานครับ บุคคลจะไม่ต้องรับโทษ อาญา เว้นแต่จะได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ นะครับ ผมขออนุญาตตัดคำว่า จะ ๒ ข้างออก เปึ้นบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ คือ ๒ จะ ลงไปนี่ มันฟังแล้วขัดหู ขัดตา ลักษณะภาษาไทย มันฟังแล้วไม่เข้าหู แต่ถ้าท่าน จะเอาจะใดจะหนึ่งออกก็ได้ หรือทั้ง ๒ จะนะครับ หรือว่า ถ้าจะให้ถ้อยคําที่ดีที่สุด ก็คือ บุคคลต้องไม่รับโทษอาญา นะครับ ต้องไม่ แต่แล้วแต่ท่าน แต่ผมคิดว่า คํา จะ ๒ จะนี่ มันทำให้ภาษาไทยดูไม่สมบูรณ์ แล้วอ่านแล้วไม่รื่นหูนะครับ แต่ลักษณะเปึ้นถ้อยคำครับ
ครับ อันนี้เปึ้นไปตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ นี่นะครับ ท่านไหนจะชี้แจงครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จรัญ ภักดีธนากุล ครับ ผมคิดว่า ถ้าตัดคำว่า จะ ออกไป ทั้ง ๒ ที่นี่ ก็จะเปึนบทกฎหมายที่ แข็งขัน แล้วก็ยืนยันหลักการใหญ่อันนี้ให้มั่นคงขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ท่านเห็นด้วยกับการตัดทั้ง ๒ คำ หรืออย่างไรครับ ขอความชัดเจนครับ กรรมาธิการ ครับ
กรรมาธิการเห็นด้วย ให้ตัดคำว่า จะ ทั้ง ๒ คําออกครับ ขอบพระคุณครับ
ครับ ผมว่า จะ หลังน่าจะอยู่หรือเปล่า นะครับ คือ จะ แรกนี่ตัดไป ก็เพื่อให้ยืนหยัด ในหลักการ ว่า บุคคลไม่ต้องรับโทษทางอาญา หลักการนะครับ เว้นแต่จะได้ทำการ อันกฎหมาย ก็คือ เปึ้นอนาคตนะครับ หรืออย่างไรครับ ก็แล้วแต่กรรมาธิการนะครับ ตัดออกนะครับ ตัดคําว่า จะ ในมาตรา ๓๙ ออก ทั้ง ๒ คํานะครับ ก็เปึนว่า บุคคลไม่ต้อง รับโทษทางอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้น นะครับ มีสมาชิกไม่เห็นด้วย มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า เห็นด้วยกับที่ท่านปริญญาเสนอ และกรรมาธิการเห็นด้วยนะครับ ขอบคุณนะครับ ถือว่า ผ่านที่ประชุมนะครับ อาจารย์กรรณิการ์ครับ
เรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร ในหน้า ๑๐๕ หมวดผู้ตรวจการแผ่นดิน อ่านในบทบาทหน้าที่แล้ว มีข้อเสนอ ที่จำได้ในที่ประชุม ในเรื่องของการทำหน้าที่ในการส่งเสริม ติดตาม ประเมินผล การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยมีท่านสมาชิก คือ ท่านสุรชัยแปรไว้ แล้วก็บอกว่า ให้มา อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ทราบว่า อ่านแล้วยังไม่ค่อยชัดเจนว่า บทบาทหน้าที่ตรงนี้ ในหน้า ๑๐๘ ๑๐๙ ยังจะมีอยู่หรือเปล่าค่ะ ขอบคุณค่ะ
ท่านสมคิดครับ
ไม่ได้ขอแก้อะไร ใช่ไหมครับ ถามใช่ไหมครับ อยู่ใน ๑๐๙ (๓) ครับ หน้า ๑๐๙ (๓) ครับ มาตรา ๒๔๔ ในหน้า ๑๐๙ (๓)
ตรงกันหรือยังครับ อาจารย์กรรณิการ์ครับ เข้าใจตรงกันนะครับ ผ่านนะครับ มีมาตราอื่น อีกไหมครับ อาจารย์วัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร กระผมขอให้ดูหน้า ๑๑๒ ของมาตรา ๒๔๙ วรรคสุดท้าย และข้อความตอนสุดท้ายครับ ว่า อันนี้ถูกต้องแล้วหรือ ที่เขียนว่า จนกว่าจะมีคำพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองว่าผู้นั้นกระทําความผิด จะเปึน ว่า ผู้นั้นไม่ได้กระทำความผิดหรือเปล่า คือ มีผู้สงสัย ผู้สงสัยนั้นเปึนอนุกรรมการตรวจร่าง รัฐธรรมนูญครับ ท่านสงสัยว่า น่าที่จะเปึนการไม่ได้กระทําความผิด คือ ทําให้ คณะกรรมการปัองกัน ปปช. นะครับ ได้กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
ท่านอัชพรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการครับ ข้อความคงถูกแล้ว คือ ความหมายจะเปึน อย่างนี้ครับว่า ถ้าใน ๔ บรรทัดจากข้างล่างขึ้นไป ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งมานั้น จะทำหน้าที่เปึน กรรมการ ปปช. เปึนการชั่วคราวนะครับ โดยผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เปึนกรรมการชั่วคราวนั้น จะอยู่ในตำแหน่งได้ ๒ เหตุนะครับ อันหนึ่ง ก็คือ อยู่ในตำแหน่งชั่วคราวได้จนกว่า กรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่ต้นดำรงตำแหน่งแทน จะปฏิบัติหน้าที่ได้ ตรงนี้คือ กรณีที่ศาลฎีกาสั่งยกฟัอง กรรมการคนนั้นก็จะกลับเข้ามา ปฏิบัติหน้าที่ ตรงนี้คนที่เปึนชั่วคราวก็จะพ้นจากตำแหน่งไป กับกรณีที่ ๒ หรือจนกว่า จะมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่าผู้นั้น กระทำความผิด นั่นก็คือ ศาลฎีกาตัดสินว่า กรรมการ ปปช. ผู้นั้นทำผิดจริง ก็จะต้องเริ่ม กระบวนการสรรหาใหม่ คนที่เข้ามาชั่วคราวนั้นก็จะต้องพื้นไปจากตำแหน่งในตอนนั้น เพื่อให้กระบวนการสรรหาคนใหม่มาแทนครับ เพราะฉะนั้นที่เขียนไว้ ก็คือ กรณีแรก ก็คือ ถ้อยคําที่ว่า จนกว่าที่ผู้ซึ่งต้นดํารงตําแหน่งแทนจะปฏิบัติหน้าที่ได้ นั่นหมายถึงว่า ศาลฎีกาพิพากษาว่าไม่มีความผิดครับ อันที่ ๒ จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้น กระทําความผิด ก็คือ ความผิด ก็ออกไปเหมือนกันครับ
ครับ อาจารย์วัชราครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม วัชรา ขอถามต่อไปครับว่า ทำไมยังปล่อยให้มีช่วงเว้นว่างอยู่ ทำไมไม่ จนกว่าที่จะ มีคำพิพากษาว่ามีกระทำความผิด และได้สรรหา ปปช. ใหม่เข้ามาแล้ว ตกไปหรือเปล่า ครับ ข้อความตอนนี้
ครับ ถ้าสรรหาได้ แล้วบอกว่า ผิด แล้วยังให้ทำต่อหรือครับ
สรรหาใหม่
ครับ ท่านอัชพรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา ครับ ตอนนั้นที่พิจารณากัน ก็คือ เมื่อได้ความชัดเจนว่า ศาลฎีกาตัดสินว่าผิดแน่นั้น ก็มีกระบวนการต่อเนื่องกันไปได้ เพราะฉะนั้นความจําเปึน ที่จะต้องมาอยู่ชั่วคราวในระหว่างนั้นก็ไม่จำเปึ้นอีกต่อไป ก็เข้าไปสู่กระบวนการสรรหา รวมทั้งบุคคลที่เข้ามาชั่วคราวนั้นอาจจะเข้าไปอยู่ในกระบวนการสรรหาด้วย ก็เลยจะให้ ยุติลงแค่ที่มีคำพิพากษาของศาลนะครับ ก็ใช้ช่วงเวลาประมาณสัก ๓๐ วัน สรรหาใหม่ครับ
พอศาลบอกผิด บางทีเข้าคุกแล้วนะครับ เปึนต่อไม่ได้แล้วนะครับ มีมาตราอื่นอีก ไหมครับ ท่านสุรชัยครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ครับ ผมขออนุญาตไปที่มาตรา ๒๔๔ นะครับ หน้า ๑๐๘ ต่อเนื่อง ไปที่หน้า ๑๐๙ หน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ ตรงนี้สืบเนื่องจากที่ผมยื่นคำขอ แปรญัตติไว้ แล้วก็สืบเนื่องจากที่เมื่อกี้ท่านกรรณิการ์ได้กรุณาสอบถามนะครับ และ ได้รับคําชี้แจงจากท่านกรรมาธิการว่า สิ่งที่ผมแปรญัตติไว้ ให้มีองค์กรเพื่อทําหน้าที่ในการ ส่งเสริม ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั้น ในชั้นแปรญัตติ ท่านกรรมาธิการตกลงกันได้กับท่านกรรมาธิการว่า รับว่าจะไปเพิ่มเติมเปึนหนึ่งในหน้าที่ ของผู้ตรวจการแผ่นดินให้นะครับ แล้วเมื่อสักครู่ท่านได้กรุณาชี้แจงว่า เพิ่มให้แล้วอยู่ใน (๓) นะครับ ดูใน (๓) แล้วนี่ ข้อความยังขาดสิ่งที่ผมต้องการไปในคำแปรญัตติ คือ การติดตาม นะครับ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมข้อความในมาตรา ๒๔๔ (๓) เปึนอย่างนี้ ได้ไหมครับ ติดตาม ศึกษา ประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะ ขออนุญาตเพิ่มคำว่า ติดตาม เข้าไปอีกคำหนึ่ง ใน (๓) ครับ
ครับ อยู่ในหลักการหรือเปล่าครับ อยู่ในเรื่องเดิมที่
อยู่ในเรื่องเดิมทั้งหมดเลยครับ ที่ปรากฏ อยู่ในคำขอแปรญัตติผมครับ
อ้าว แล้วที่ประชุมมีมติให้ใส่แล้วหรือเปล่าครับ ไม่ใช่มาเพิ่มใหม่ตอนนี้นะครับ
ให้ใส่แล้วครับ เพียงแต่ว่า ผมเสนอให้เปึ้น องค์กรต่างหาก ที่ประชุมตกลงกันว่า จะให้ไปเพิ่มเปึนหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน จะได้ไม่ต้องแยกเปึนองค์กรต่างหากออกมาครับ
ครับ ท่านกรรมาธิการครับ
ก็คงเติมได้ครับ ท่านประธานครับ แต่ขออนุญาตกราบเรียนว่า ใน (๓) นี่ให้ท่านสุรชัยดูแล้วนะครับ ตั้งแต่ ก่อนเติมนะครับ ถ้าท่านสุรชัยจะเติมอีกนะครับ ก็ โอ.เค. (O.K.) นะครับ เติมคำว่า ติดตาม เข้าไปครับ ใน (๓) ครับ
อย่างไรครับ เดี๋ยวท่านพูดอย่างนี้ เหมือนกับมาเติมกันเองทีหลังนะครับ ต้องขอความ ชัดเจนนะครับ ว่า มันอยู่ในหลักการที่ต้องเติม แต่ไม่ได้เติมเข้ามา จึงเติมให้สมบูรณ์ อย่างนั้นหรือเปล่าครับ
ใช่ครับ
ก็ตามหลักการที่ตกลงกันในคราวแปรญัตติ นะครับ
ความจริง ศึกษา นี่มัน ติดตาม อยู่แล้วนะครับ แต่ท่านสุรชัยอยากได้ ติดตาม นะครับ จะจบแล้วครับ ก็กรรมาธิการเห็นด้วยครับ เติมคำว่า ติดตาม เข้าไปครับ จะได้จบเสียทีครับ
ครับ ถ้าเพิ่ม เดี๋ยวสมาชิก ต้องถามสมาชิกนะครับ ว่า ถ้อยคำ ก็คือ อยู่ในหลักการเดิมที่ เคยตกลงไว้นะครับ แต่ใส่เพื่อให้ชัดเจนขึ้นนะครับ หลักการไม่เสีย ไม่ได้เปลี่ยนแปลง หลักการอะไรนะครับ (๓) ท่านก็ขอเติม ศึกษา ประเมินผล ติดตาม ใช่ไหมครับ และจัดทำ ข้อเสนอแนะ ใช่ไหมครับ ถูกไหมครับ อีกทีครับ เจ้าหน้าที่จะได้บันทึกถูกครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่า ถ้าเติม ติดตาม แล้ว ศึกษา ก็ไม่ต้องครับ เลือกเอาคำใดคำหนึ่งได้ไหมครับ ติดตาม ประเมินผล และจัดทำข้อเสนอแนะ ซึ่งมันก็จะต้องศึกษาอยู่ในตัวอยู่แล้วครับ ขอบพระคุณครับ
รับได้ครับ เปึน ติดตาม ประเมินผล และ จัดทําข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ นะครับ แล้วก็ต่อด้วยข้อความเดิม นะครับ
ติดตาม แล้ววรรคนะครับ
ติดตาม แล้วก็วรรคนะครับ ประเมินผล แล้วก็วรรค และจัดทำข้อเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
ครับ ท่านสมาชิกเห็นด้วยไหมครับ ถ้าไม่เห็นเปึ้นอย่างอื่น ถือว่า อาจารย์วัชราครับ ไม่เห็นด้วยหรือครับ
กระผมเห็นเปึนอย่างอื่นครับ ท่านเป่ดโอกาสให้ ขอบพระคุณมากครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วัชรา หงส์ประภัศร เมื่อได้ติดตามแล้ว ใน (๔) ได้พูดถึงรายงานผลการตรวจสอบ ติดตาม น่าจะต่อด้วย ตรวจสอบ ประเมินผล ครับ มันจะได้ลงกับ (๔) ที่ว่า รายงานผลการตรวจสอบ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล ครับ ซึ่งเปึนหลักของการประเมินผล
ครับ ท่านวัชรา ขอเพิ่มคำว่า ติดตาม แล้วก็เพิ่ม ตรวจสอบ เข้าไปด้วย อย่างไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ (๔) กับ (๓) เปึนคนละหน้าที่ คนละภารกิจกัน ไม่ได้ต่อเนื่องกันนะครับ (๓) นี่ ดูแลเรื่องของ การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ (๔) รายงานผลการตรวจสอบของผู้ตรวจการแผ่นดินนะครับ ใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ
อาจารย์วัชราครับ คนละเรื่องกันครับ
มีสิทธิที่จะท้วงติงอยู่แล้วครับ ขอบคุณครับ
ไม่ใช่ ผมไม่ได้ว่าอะไรท่าน ผมบอกว่า สิ่งที่ท่านเสนอมั่นคนละมาตรา
กระผมเห็นว่า เพื่อความสมบูรณ์นะครับ น่าจะ มีคำว่า ตรวจสอบ อยู่ด้วย คือ ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล มันเปึนกระบวนการที่มา ด้วยกัน ไปด้วยกันครับ
พูดถึง (๓) ใช่ไหมครับ (๓) นะครับ
ใช่ครับ
ไม่รวม (๔) นะครับ มีสมาชิกเสนอครับ ผิดหลักการอะไรไหมครับ อาจารย์สุรชัยครับ อย่าเพิ่งกุมข์มับ ท่านวัชราเสนอแบบนี้ครับ ไม่ตรงกับของท่านหรือครับ
ผมไม่ขัดข้องครับ ถ้าจะเติมถ้อยคำ ตามที่ ท่านวัชราขอ ผมไม่ขัดข้องครับ
อาจารย์สมคิดครับ
อย่าเติมเลยครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านวัชราเถอะครับ จะกลับบ้านกันแล้วครับ คือ ไม่อย่างนั้น ต้องเติมคำว่า ศึกษา อีก ติดตาม ประเมินผล จัดทำอะไรต่าง ๆ รายงาน คือ ต้องไปเติม กิริยาแบบนี้เยอะแยะ จำนวนมาก ผมเข้าใจว่า เราเข้าใจตรงกันแล้วล่ะครับ ว่า แบบนี้ มีติดตามแล้ว มีประเมินผลแล้ว มีจัดทำข้อเสนอแนะแล้ว พอเถอะครับ
กรรมาธิการยืนยันนะครับ แต่แก้ตามท่านสุรชัยแล้วนะครับ พอนะครับ ขอบพระคุณ นะครับ ถือว่า เห็นด้วย มีสมาชิกเห็นเปึนอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ครับ ถือว่า เห็นด้วยกับที่ท่านสุรชัย และกรรมาธิการเห็นชอบนะครับ มีมาตราอื่นอีก ไหมครับ ของท่านศิวะนี่ ยังอยู่ในเนื้อหาพิจารณาร่างไหมครับ เชิญครับ ติดค้างอยู่ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ศิวะ แสงมณี สสร. นะครับ อย่างที่ได้เรียนถามไว้นะครับ ในมาตราที่เกี่ยวกับบทเฉพาะกาลนะครับ มาตรา ๒๙๖ นะครับ ๒๙๖ หรือเปล่าครับ ที่เมื่อกี้ถาม ที่ผมเรียนถามว่า สมาชิก สภานิติบัญญัติแห่งชาติสามารถที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือเปล่าครับ ที่เรียนถามไว้ครับ เพราะว่า เข้าปฏิบัติหน้าที่ทั้งสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็สมาชิกวุฒิสภาพร้อมกันด้วย นะครับ เลยขออนุญาตถามอันนี้ไว้ แล้วก็ถ้าท่านอาจารย์สมคิดจะตอบเร็ว ๆ จะได้กลับบ้าน ก็ยินดีครับ
ท่านสมคิดครับ
ก็ถ้าเขาจะแก้ ก็แก้ได้ ครับ ตามมาตรา ๒๙๑ นี่นะครับ เพราะว่าเขาทําหน้าที่ ทั้งเปึ้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และรัฐสภา ไปขณะเดียวกันด้วยนะครับ แต่ผมเข้าใจว่า ในทางปฏิบัตินี่ สนช. คงไม่แก้หรอกครับ เพราะว่าประชามติ ถ้าผ่านนะครับ วันที่ ๑๙ สิงหาคมนี่ มันผ่าน ประมาณ ๒๐ ล้านคนนะครับ โอกาสที่ สนช. ที่มาจากการแต่งตั้ง เขาคงไม่ไปแก้นะครับ แต่ว่า ถามว่า เราควรเขียนไหมว่า ให้เขาไม่แก้นะครับ เรื่องนี้ไม่ได้คุยกันนะครับ ถ้าอันนี้ ก็เปึ้นเรื่องหลักการใหม่นะครับ เห็นบอกว่า คุยด้วยใช่ไหมครับ แล้วไม่เอาใช่ไหมครับ เรื่องนี้
หลักการตอบแล้วครับ ว่า จะทำก็ทำได้นะครับ อาจารย์รุจิราครับ เชิญครับ
ถ้าหากว่าทําได้นี่ ก็แสดงว่า เราควรจะต้องเขียน เพราะวันนั้นผมเองก็เสนอให้เขียนอยู่แล้ว แล้วก็ทางกรรมาธิการก็รับว่า จะไปเขียนครับ แต่อาจจะไปคิดใหม่ หรืออย่างไรครับ ว่า เขาอาจจะไม่ทํา เพราะว่าเข้ามาจากการแต่งตั้ง อะไรอย่างนี้ มันไม่ใช่แก้หลักการนะครับ วันนั้นที่จริงรับไปแล้วครับ ท่านครับ
ท่านอัชพรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ กระผม อัชพร จารุจินดา กรรมาธิการ ด้วยความเคารพนะครับว่า ประเด็นนี้ก็ได้เคย คุยกันในที่ประชุมสภานี้ ว่า ความจริงถ้า สนช. อยากจะแก้ ก็คงแก้ได้ แต่ว่าการที่เพิ่งผ่าน ประชามติมาหยก ๆ นั้น แล้ว สนช. มาแก้ โดยที่เปึ้นสภามาจากการแต่งตั้งนั้น คงไม่สมควร แต่การที่จะเขียนลงไปถึงขนาดที่ว่า ห้ามแก้นั้น ประเดี๋ยวถ้าเกิดมีอะไร จำเปึนจริง ๆ หรือมีอะไร จากที่เราดูถี่ถ้วน แล้วนึกว่าไม่มีปัญหานี่ มันเกิดปัญหาที่ จำเปึนต้องแก้เล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ จะทำให้ไม่สามารถแก้วิกฤติหรือแก้ปัญหาตรงนั้นได้ ก็จึงได้ตกลงกันว่า ถ้าอย่างนั้นไม่เขียนลงไป แต่ก็เปึ้นที่รับทราบด้วยว่า ในเรื่อง หลักการนั้น สนช. นั้น คงจะไม่แก้ เพราะว่า อย่างที่ว่า เพิ่งผ่านจากสภา ผ่านจาก ประชามติไปนะครับ
ครับ บันทึกไว้ในเจตนารมณ์แล้วกันนะครับ ว่า สสร. ขอให้ สนช. ถ้าไม่จำเปึ้นอย่าแก้ นะครับ อาจารย์รุจิราครับ
ค่ะ หน้า ๑๑๓ ข้อ ๖ บรรทัดที่ ๒ อันนี้เปึ้นเรื่องของพิสูจน์อักษร หรือเรื่องการใช้ภาษาไทยที่เปึนภาษาเขียน ไม่อยากให้ฉีก คำค่ะ คำว่า ราชกิจจานุเบกษา นี่ บรรทัดที่ ๒ ของข้อ ๖ ตรงท้าย ๆ ให้ประกาศรายงาน ดังกล่าวในราช อยากจะเอาคำว่า ราช นี่ ไม่ฉีกคำ แต่มารวมอยู่กับคำบรรทัดใหม่ เปึน ราชกิจจานุเบกษา แค่นั้นเองค่ะ
ครับ ขอบพระคุณครับ อาจารย์สมคิดครับ
ท่านประธานครับ ขอบคุณท่านอาจารย์รุจิราครับ ฝ์ายเลขาจะไปตรวจทั้งหมดนะครับ แล้วเห็นด้วย กับท่านอาจารย์รุจิราว่า อันนี้คงต้องไปทำนะครับ
ครับ ขอฝากวรรคตอนนี่นะครับ เพราะบางทีอ่านดูอาจจะกระโดด พิมพ์กระโดดอะไร นะครับ อันนี้สําคัญนะครับ ทีนี้ขอถามนิดหนึ่งครับ คำปรารภ์นี่นะครับ คำปรารภ์นะครับ ส่วนสุดท้ายนี่ เข้าใจว่า ต้องผ่านประชามติก่อนนี่นะครับ ถึงจะเติมกันได้นะครับ ทีนี้ส่วนที่จะเติมนี่ ประสาน กันแล้วนะครับ กับ ครม. นะครับ ยกร่างครับ ผมถามเพื่อที่จะบันทึกไว้ครับ เพราะเดี๋ยว ครม. กับเรานี่ต้องประสานกันอย่างไรนะครับ ตกลงว่า ถ้อยคําดังกล่าวมีคนรับผิดชอบ แล้วนะครับ มีสมาชิกติดใจมาตราอื่นอีก มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเปึนอย่างอื่น)
ถือว่า ผ่านถ้อยคํานะครับ ผ่านในวาระที่พิจารณาวาระ ๒ นี่นะครับ ถือว่า ที่ประชุมไม่ เห็นเปึนอย่างอื่น เห็นด้วยกับร่างฉบับนี้แล้วนะครับ ในการแก้ถ้อยคํานะครับ ไม่มีส่วน อื่น นะครับ ก็ถือว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนี้เสร็จสิ้นแล้วนะครับ แล้วก็ ในวันพรุ่งนี้จะเปึ้นการลงมติเพื่อเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป นะครับ ก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการยกร่างนะครับ ทุกท่านนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องอื่น ๆ มีอะไรไหมครับ ท่านอรรครัตน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่เคารพ กระผม นายอรรครัตน์ รัตนจันทร์ กระผมอยากให้นำสิ่งที่แก้ไขในวันนี้ทั้งหมด ทำเปึนใบแทรกมาได้ไหมครับ แล้วก็ถ้าวันนี้ได้ก็ได้ หรือไม่ก็เปึนพรุ่งนี้แบบเช้าเลยครับ ขอเปึนใบแทรกก็ได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ครับ ทางปฏิบัติพรุ่งนี้จะแจกอีกเล่มหนึ่ง พรุ่งนี้จะแก้ให้หมดครับ นะครับ ทันไหมครับ พรุ่งนี้เดี๋ยวจะเอาสิ่งที่พิจารณาวันนี้นะครับ แก้ไข แล้วพรุ่งนี้ก็แจกท่านสมาชิกนะครับ แล้วก็จะค่อยลงมตินะครับ ถูกต้องไหมครับ ยืนยันหน่อยครับ ท่านเลขาครับ ท่านกรรมาธิการครับ
ใช่ครับ ท่านประธาน ครับ ก็จะขออนุญาตว่า เดี๋ยวฝ์ายเลขาของสภานะครับ ที่รับผิดชอบของกรรมาธิการ ยกร่างจะไปปรับแก้ถ้อยคําตามนั้น แต่ขออนุญาตท่านอร์รครัตน์ว่า คงไม่ทําเปึ้นแก้ไข เพิ่มเติมอะไรอีกนะครับ เพราะไม่มีเวลาแล้วครับ
นะครับ ท่านพิเชียรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ นะครับ กระผม พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานนะครับ เพื่อความเข้าใจของเพื่อนสมาชิกทั้งหมดว่า กระบวนการในการโหวต (Vote) รับ หรือไม่รับรัฐธรรมนูญ พรุ่งนี้นี่จะดําเนินการอย่างไร แล้วก็จะเริ่มต้นเวลาใดครับ ขออนุญาตเรียนถามท่านประธานครับ
ครับ ก็ตามหนังสือที่เชิญประชุมนะครับ พรุ่งนี้ประชุมเก้าโมงครึ่งนะครับ หนังสือประชุม เข้าใจว่า แจกท่านแล้วนะครับ ส่วนการลงคะแนนเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบนี่ เดี๋ยว พรุ่งนี้ท่านประธานก็จะแจ้งรายละเอียดให้ท่านทราบอีกครั้งหนึ่ง แต่บอกได้คร่าว ๆ ว่า ก็จะขานชื่อท่านที่ละคนนะครับ เปึนลำดับไปว่า เห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ทั้งฉบับนะ ครับ มีเรื่องอื่นอีกไหมครับ ไม่มีเรื่องอื่นแล้วนะครับ วันนี้ก็หมดระเบียบวาระการ ประชุมแล้ว นะครับ ผมขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่มาประชุมทุกท่านนะครับ ขอป่ด ประชุมครับ