อภิชาติ ศิริสุนทร วิพากษ์การดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติที่ล้มเหลวในการแก้ปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชนกว่าล้านครัวเรือน ชี้ปัญหาจากโครงสร้างการตัดสินใจที่รวมศูนย์ ขาดการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น นโยบายไม่สอดคล้องความต้องการจริง และขาดความเสมอภาคในการจัดสรร จึงเรียกร้องให้ทบทวนโครงสร้างและแนวทางการจัดการใหม่โดยเร่งด่วน
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต อภิปรายเกี่ยวกับรายงานผลการดำเนินงานและการประเมินผลการปฏิบัติงานของ คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึง พ.ศ. ๒๕๖๓ อันนี้ก็ประมาณ ๖-๗ ปี แล้วที่ คทช. ดำเนินการมา แล้วผมก็พยายามที่จะอ่านแล้วก็เปิดดูหน้าที่ ๔๑ ซึ่งเป็นผลการ ดำเนินงานของท่านนี่ล่ะครับ ว่าท่านดำเนินการมา ๗ ปี เข้าปีที่ ๘ ท่านดำเนินการแก้ไข ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของพี่น้องประชาชนได้ไปถึงไหน อย่างไร เท่าที่ผมเปิดดูผลสำเร็จ ของผลการรายงานมันชี้ชัดถึงความสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าดูตัวเลขท่านแก้ไขปัญหาอนุญาต เห็นชอบการใช้พื้นที่ในเขตพื้นที่ป่าสงวน เขตพื้นที่ป่าไม้ตาม พ.ร.บ. ๒๔๘๔ ป่าชายเลน ที่ราชพัสดุ ที่สาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ตามที่ท่านเขียนมาในรายงาน ปรากฏว่าท่านกำหนด เป้าหมายไว้ก็ยังไม่สูงล่ะครับ ผมว่าพี่น้องประชาชนที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินมีหลักล้าน เท่าที่ผมทราบข้อมูลอย่างน้อยก็สองล้านเป็นอย่างต่ำ แต่ท่านกำหนดเป้าหมายไว้ที่เท่าไร ๑,๐๗๑ แล้วก็ท่านอนุญาตให้ไปใช้ประโยชน์ ๒๖๗ หรือคิดเป็นราย ท่านจัดคนเข้าใช้ ประโยชน์ในที่ดินแล้ว ๖๐,๔๑๙ ราย ถ้าเทียบจากจำนวนพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน มันน้อยมาก น้อยจริง ๆ นี่มันสะท้อนให้เห็นถึงกลไกที่รัฐบาลตั้งขึ้น หรือ คทช. เรียกย่อ ๆ ก็แล้วกันนะครับ มันไม่ได้ปฏิบัติการในระยะเวลา ๖ ๗ ปีนี้เพื่อให้ตอบโจทย์ต่อปัญหาของ พี่น้องประชาชนที่มันเกิดขึ้นจริง ๆ ผมก็มาเปิดดูอีกล่ะครับท่านประธานว่า เอ๊ะสาเหตุที่มัน ได้น้อยเกินคาด ซึ่งนายกรัฐมนตรีเวลาแถลงนโยบายประเภทพี่น้องประชาชนต้องลดความ เหลื่อมล้ำเรื่องที่ดิน เรื่องอะไรนี่ แต่พอกลไกมาทำมันน่าตกใจ ผมก็มาเปิดดูว่า เอ๊ะปัญหา มันอยู่ตรงไหน ผมมาเปิดดูโครงสร้างของอนุกรรมการ หน้าที่ ๒๙ ถึงหน้าที่เท่าไร ถึงหน้าที่ ๓๐ ปรากฏว่าอนุกรรมการต่าง ๆ ๙ อนุกรรมการเป็นอนุกรรมการที่แต่งตั้งมาจากข้าราชการ ส่วนกลางกับส่วนภูมิภาคทั้งนั้นเลย เป็นกลไกที่รวมศูนย์ไว้ที่ราชการทั้งหมด เป็นกลไก การตัดสินใจที่รวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลางทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ปัญหาที่ดินมีทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกหมู่บ้าน ทุกจังหวัดที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปทั้งหมดนี้ มันจะใช้โครงสร้าง แบบรวมศูนย์แบบนี้ในการที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อกำหนดเป้าหมายของการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เห็นชี้ชัดว่าพี่น้องประชาชนมีกี่รายที่มีปัญหาเป็นไปไม่ได้โครงสร้างที่มันรวมศูนย์ เพราะฉะนั้นมันผิดแล้วครับ ผิดตั้งแต่การตั้ง คทช. แล้วที่ไปรวบรวมเอาโครงสร้างไว้ที่ ส่วนกลางทั้งหมดหรือส่วนราชการทั้งหมดผิดตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นปัญหาที่มันกระจายไป ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล คนไม่ต่ำกว่า ๒ ล้านคนถึง ๔ ล้านคนที่มีปัญหาเรื่องที่ดินทำกินไปฝาก ความหวังไว้กับโครงสร้างที่รวมศูนย์ไม่ได้ ดังนั้นผมคิดว่ารัฐบาลหรือ คทช. เองต้องไป ทบทวนเรื่องโครงสร้างการทำงานใหม่ ผมคิดว่ามีสมาชิกท่านหนึ่งของพรรคก้าวไกลเสนอ ท่านมานพหรือเปล่าเสนอว่ามันต้องท้องถิ่นสิ เขารู้ให้เขามีอำนาจในการทำฐานข้อมูล สำรวจ คนในพื้นที่ของเขา สำรวจจำนวนพื้นที่ที่ดินที่สามารถเอามาจัด ก็ให้อำนาจเขาสิครับ ให้อำนาจเขาสำรวจ ให้อำนาจเขาเห็นชอบเบื้องต้นในการที่จะพิจารณาว่าใครควรอยู่ ตรงไหน อย่างไร ใครมีปัญหาอย่างไร อย่างไหน แค่ไหน อย่างไร ต้องอย่างนี้แล้วก็ส่งขึ้นมา พิจารณากัน ถ้าท่านทำรวมศูนย์อย่างนี้ ผมคิดว่าอีก ๑๐๐ปี ก็ไม่สำเร็จหรอกครับ แถมแนวคิดในการ จัดการก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ท่านให้สิทธิแค่อนุญาต คทช. มีสิทธิแค่อนุญาตใช่ไหมครับ ไม่ให้กรรมสิทธิ์ ไม่ให้สิทธิที่ดีกว่าที่จะเป็นการเช่า เป็นการ อนุญาตให้อยู่ซึ่งไม่สอดคล้องกับสังคมเศรษฐกิจแบบใหม่แล้ว มันสูญเสียพลังงานการผลิต สูญเสียเศรษฐกิจไปขนาดไหนเพราะพี่น้องไม่เกิดความมั่นคงในสิทธิในกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ผิดด้วยครับ เรื่องแนวคิดแนวนโยบายในการจัดการที่ดินของ คทช. ผมถือว่าผิด มิหนำซ้ำ ระเบียบของแต่ละหน่วยงานก็ทำให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำ กรมป่าไม้ให้กี่ไร่ ให้ ๕๐ ไร่ หรือเปล่าครับ ถ้าผมจำไม่ผิด อุทยานให้ ๒๐ ไร่อะไรทำนองนี้ก็เหลื่อมล้ำกันอีกล่ะครับ แล้วมิหนำซ้ำต้องไปใช้ระเบียบของหน่วยงาน ถ้าหน่วยงานเขาไม่เห็นชอบ เขาไม่อนุญาต คทช. ก็เป็นเสือกระดาษ ถูกไหมครับ เราทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าอย่างนั้นผมว่ารัฐบาลยุบเถอะ ยุบ คทช. ออกไปแล้วก็ให้ท้องถิ่นเขาเป็นคนดำเนินการในเรื่องเหล่านี้ เขาจะเห็นว่าใครมี ปัญหาอย่างถี่ถ้วน ผมขอสุดท้ายประโยชน์ด้วยแน่ ๆ เรื่องพิสูจน์สิทธิ ผมมีข้อมูลว่าทาง คทช. ดำเนินการในเรื่องนี้ด้วย แต่ผมไม่เห็นในรายงานนี้ว่าท่านพิสูจน์สิทธิในกรณีที่พี่น้องประชาชน ทับซ้อนกับที่ของรัฐ ไม่เห็นในรายงานขอให้ท่านได้ตอบด้วยเท่าที่ผมทราบข้อมูลน่าจะมีผู้ที่ ขอพิสูจน์สิทธิไม่น้อยกว่า ๒๗๐,๐๐๐ ราย อยากทราบทาง คทช. ดำเนินการไปถึงไหน อย่างไร และพิสูจน์สิทธิไปแล้วอย่างผมไปเกาะช้าง เกาะกูด กปร. พิสูจน์ว่าชาวบ้านอยู่ก่อน แล้วมันไปต่อไม่ได้ครับ ถามกรมที่ดินก็ไม่รู้ ไม่รู้จะแก้อย่างไร พิสูจน์ออกมาแล้วว่าชาวบ้าน มีสิทธิที่ดีกว่า ชาวบ้านอยู่ก่อนแต่ทางที่จะไปต่อไปก็ไปต่อไม่ได้ ถ้าหน่วยงานนั้น ๆ ไม่เห็นด้วย ก็สรุปแล้วชาวบ้านก็ไม่ได้สิทธิอยู่ดี แล้วมันจะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้อย่างไร ถ้าอย่างนั้นผมขอเสนอแนะให้ทาง คทช. ไปพิจารณาเรื่องแนวคิดแนวนโยบายไปพิจารณา ในเรื่องกลไกโครงสร้างในการทำงาน และถ้ายังทำไม่ได้อยู่อีกเสนอขอให้ยุบครับ ขอบคุณครับ