สุพัฒน์พงษ์ พันธ์มีเชาว์ ชี้แจงแนวทางการใช้กำไรและเงินปันผลของ ปตท. รวมถึงการสนับสนุนประชาชนผ่านโครงการ CSR โดยย้ำว่าต้องเป็นไปตามกฎหมายและมีผู้ถือหุ้นเป็นผู้ตัดสินใจ พร้อมยืนยันว่าการให้ ปตท. ไม่แสวงหากำไรขัดกับหลักการบริษัทมหาชน และเน้นความสำคัญของการรักษาเสถียรภาพพลังงานและการลงทุนต่อเนื่องเพื่อความมั่นคงของประเทศ รวมถึงเสนอให้เชิญทุกโรงกลั่นประชุมเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการกำหนดราคาน้ำมันและค่าการกลั่น พร้อมรายงานความคืบหน้าการเจรจาและพิจารณาแนวทางกำกับดูแลหากสถานการณ์ยืดเยื้อ
แต่มันก็ไม่มีประโยคก่อนหน้านั้นอยู่ดีนะครับ ท่านตัดผมไม่แน่ใจนะครับ ผมยัง ยืนยันครับว่าผมใช้คำว่ากำไรทั้งหมด เพราะว่ามันมีข้อมูลที่เกี่ยวพันกันมาว่ามีบางบริษัท ในต่างประเทศเขาเอากำไรทั้งหมดอะไรอย่างนี้ไปช่วย แต่ก็ไม่เป็นไรก็เข้าใจกันได้จะได้เข้าใจ ถูกต้องตรงกันว่าสิ่งที่พูดไปขณะนั้นมันก็คือกำไรทั้งหมดในความเข้าใจของผมว่าเอากำไร ทั้งหมดเลย ไม่ต้องให้มีกำไรเลย ปตท. แล้วก็ไปช่วยเหลือประชาชน ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ต้อง ไปช่วย ไม่ต้องได้เงินปันผล อ้ายอย่างนี้ผมเชื่อว่าทำไม่ได้ทางข้อกฎหมาย แต่ที่ท่านเสนอมา ๒ ข้อ ซีเอสอาร์ (CSR) มีการนำทางอนุกรรมาธิการได้เสนอมาอันนี้ก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ผมคิด ว่าก็สอดคล้องกันอยู่แล้วกับการที่ผมเคยเสนอในการตอบกระทู้ของท่านอัครเดชนำซีเอสอาร์ (CSR) ไปช่วยเหลือประชาชนก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ กระทรวงพลังงานก็ขอความร่วมมือไปยัง ปตท. มาโดยตลอด หลายเรื่องผมเองก็ได้กราบเรียนทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปก่อน หน้านี้ ในกระทู้ก่อนหน้านี้ไปแล้วว่าได้ช่วยอะไรกันไปบ้างเรื่องแอลพีจี (LPG) เอ็นจีวี (NGV) ผมว่าถ้าปีนี้ก็เป็นหมื่นล้านได้เหมือนกันถ้ารวม ๆ กันนะครับ ไม่ได้ก็ใกล้เคียง เมื่อเทียบกับ กำไรแสนล้านท่านก็อาจจะบอกดูเหมือนไม่ค่อยเยอะ อาจจะอยากให้ได้มากกว่านี้เอาทั้ง แสนล้านบาทไปช่วยเลย อย่างที่ผมเรียนนะครับเอากำไรทั้งหมดไปช่วยทั้งหมด แล้วก็ ผู้ถือหุ้นตัดสิน ผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่ได้อะไรเลยก็คงไม่น่าจะทำได้ ยกเว้นผู้ถือหุ้นเขาไปตกลง กันเอง หรือข้อเสนอแม้กระทั่งในเรื่องของเงินปันผลส่งรัฐ ผมเข้าใจว่าเงิน ท่านเขียนว่า กำไรนะครับ แต่ผมเข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องเงินปันผล เอาเงินปันผลส่งรัฐเพิ่มขึ้นเพื่อไปช่วย พยุงราคาเชื้อเพลิงของตัวเอง ผมก็เข้าใจว่าก็น่าจะทำได้อยู่ดีอันนี้ก็ไม่ได้ขัดกัน เพราะว่า เงินปันผลก็คือเงินในส่วนที่รัฐบาลจะได้รับตามสัดส่วนของตัวเอง ๖๒ เปอร์เซ็นต์คงไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะเราถือ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ก็ได้แค่ ๖๒ เปอร์เซ็นต์ ปันผล ๑๐๐ หน่วย ก็ได้แค่ ๖๒ หน่วย ๓๘ หน่วยก็เข้าสู่ผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆ ตรงนี้ก็ทำได้ก็ไม่ได้ขัดกัน คราวที่แล้ว ผมก็อธิบายเหมือนกันว่ามีเงินภาษีและเงินปันผลส่งให้กับรัฐเป็นจำนวนเท่าไร ท่านสมาชิก สภาผู้ทรงเกียรติก็บอกว่าผมมาตอบแทนเหมือนมาชี้แจงแทน ปตท. วันนี้ผมก็ไม่พูดตัวเลข ดีกว่า เอาหลักการ จะเรียกเงินปันผลก็จะเพิ่มขึ้นก็ทำได้ไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้วันนี้เมื่อเช้าผมก็ได้กราบเรียนท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติขอเอ่ยนามนะครับ คุณครูมานิตย์ท่านก็กล่าวในประเด็นเดียวกันว่าทำได้ กระทรวงการคลังก็ทำทุกปีอยู่แล้ว ในฐานะผู้ถือหุ้นเขาก็พิจารณาว่าเงินปันผลแต่ละปีพึงจะส่งรัฐเท่าไร แล้วพึงที่จะเก็บไว้เท่าไร ในเฉลี่ยที่ผ่านมาก็อยู่ประมาณ ๕๐ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ เราอาจจะเห็นกำไรก็จริง คราวนี้ไม่ได้ บอกว่าเถียงแทนนะครับ แต่ผมเชื่อว่าบริษัททุกบริษัทถ้าใครเป็นผู้ประกอบการจะทราบดีว่า กำไรทั้งหมด ๑๐๐ หน่วย ก็จะต้องจ่ายเงินปันผลมาบางส่วน ๕๐ หน่วยบ้าง ๖๐ หน่วยบ้าง ในกรณีของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่เหลือเขาก็เก็บไว้ เก็บไว้มันไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาเป็น กำไร แล้วก็จะเป็นเก็บไว้ในบริษัททั้งหมดก็ต้องมาเป็นเงินปันผล ซึ่งเหล่านี้มันก็เข้าผู้ถือหุ้น เข้ารัฐบาลไปหมดแล้วนะครับ ในส่วนของรัฐบาลเป็นงบของแผ่นดิน งบของที่ใช้ในการทำ งบประมาณ แล้วบางส่วนก็มาช่วยในมาตรการพลังงานต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ทำไป อันนี้ก็เข้า ทางคลังไป ส่วนที่เหลือในบริษัทอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์นี้ก็เพื่อบำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องยนต์ เพื่อการขยายกิจการ เพื่อให้กำไรมันมีมากขึ้นนะครับ ท่านอาจจะยกว่ามันน่าจะช่วยได้มาก กว่านี้ ลองไปเทียบดูนะครับ งบซีเอสอาร์ (CSR) เมื่อเทียบกับกำไรหลังจากที่หักเงินปันผล ที่เก็บไว้ในบริษัทแล้วมันมากน้อยแค่ไหนนะครับ ตรงนี้ก็อยากจะให้พิจารณาศึกษาต่อก็ดี ในเรื่องของอนุกรรมาธิการซึ่งทำได้ดีนะครับ ในเรื่องของทั้ง ๒ ช่องทางนี้ทำได้นะครับ แต่ว่า ทางกระทรวงพลังงานไม่ได้มีอำนาจไปกำกับหรือสั่งการว่ากำไรจะต้องเป็นเท่าไร อย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นซึ่งเขาก็มีการดำเนินการแล้วก็ทำกันอยู่แล้วประจำ แต่ส่วน ในเรื่องของซีเอสอาร์ (CSR) ก็เป็นเรื่องของคณะกรรมการ เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น แต่เราเอง ก็ขอความร่วมมือทาง ปตท. มาโดยตลอดนะครับ ก็ขอเรื่องว่าในช่วงมาตรการที่ประชาชน ยากลำบากจะช่วยอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้นถ้าแบ่งแล้วส่วนที่เป็นซีเอสอาร์ (CSR) ก็มีอยู่แล้ว ส่วนที่เป็นเงินปันผลรัฐบาลก็ได้อยู่แล้ว จะเอามากกว่านี้ก็ไปพูดคุยกันในฝั่งของผู้ถือหุ้นครับ สามารถทำได้แต่ต้องผ่านประชุมผู้ถือหุ้นครับ มีการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ตรงนี้ก็อยากจะ เรียนเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ
ในส่วนที่บอกว่าถ้าจะให้ดำเนินการถูกกฎหมาย วิธีการที่จะดำเนินการอยู่ วันนี้ก็ตาม ๒ ช่องทางถูกกฎหมาย ที่ท่านได้ศึกษากันมาก็ตรงกันนะครับ ที่ศึกษากันมา อนุกรรมาธิการจะเชิญ ก.ล.ต. จะเชิญใครต่อใครมาศึกษาแล้วก็บอกว่าทำแบบโดย ๒ วิธีนี้ เป็น ๒ วิธีที่ถูกกฎหมาย ซึ่งอย่างที่ผมเรียนทำอยู่แล้ว มีกรณีใหม่มาอีก มีกรณีใหม่มาบอกว่า กรณีของคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าบอกว่าให้ลดไปเลย เอาแค่ต้นทุนไม่ต้องมีกำไรเลย ไม่ต้องมีกำไรเลย ตรงนี้ก็หมายความว่าเงินปันผลของรัฐก็ต้องลดไปด้วย ตรงนี้ก็หมายความ ว่าการตัดสินใจแบบนี้เป็นการตัดสินใจของ ปตท. เองนะครับ ถ้าการตัดสินใจของ ปตท. จะเปลี่ยนแปลงการทำธุรกิจในสาระสำคัญ คือเป็นการทำธุรกิจที่ไม่หวังกำไรเลย เป็นเรื่อง สำคัญ เป็นเรื่องที่ต้องประชุมผู้ถือหุ้น เป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจ กระทรวงพลังงานไปสั่ง ไปบอก ไม่ได้นะครับ ถึงแม้จะสั่งจะบอกว่ามีมาตรการ เขาก็ต้องตัดสินใจโดยอำนาจตาม กฎหมายภายใต้ พ.ร.บ. บริษัทมหาชน ภายใต้ พ.ร.บ. ตลาดหลักทรัพย์อยู่ดี เพราะเป็นการ เปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์สำคัญเหมือนบริษัททุก ๆ บริษัทนะครับ อยู่ดี ๆ ถามทุกบริษัท ในตลาดหลักทรัพย์ ถามรัฐวิสาหกิจทุกแห่งในประเทศไทย ท่านอนุกรรมการเรียนเชิญมาเลย แล้วถามว่าในยามที่ประชาชนเดือดร้อนเราเลิกกันไหม เราเลิกทำธุรกิจหากำไรกัน เรามาทำ ธุรกิจที่ไม่มุ่งหากำไรเลยนะครับ ต้องตัดสินใจโดยผู้ถือหุ้นครับ อย่างไรก็สั่งตรงไม่ได้นะครับ กรณีรัฐวิสาหกิจอาจจะง่ายสักนิดหนึ่งก็คือกระทรวงการคลัง ก็เป็นเรื่องของนโยบายรัฐบาล แต่สิ่งสำคัญที่สุดต้องไม่ลืมว่าถ้าทำธุรกิจที่ไม่หวังจะกำไรเลย เอาเท่าทุน บริษัทเท่าทุนนี่ มันก็จะเกิดอย่างที่ผมได้เรียนมาตอนต้นว่าทุกบริษัทที่เขามีกำไรเขาจะกันเงินส่วนหนึ่ง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ไว้เป็นเงินปันผล แล้วเขาก็จะเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับ บำรุงรักษาเครื่องจักร เครื่องยนต์ เขาจะเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับขยายกิจการเพื่อให้มี การเติบโตให้บริการกับภาคประชาชนให้มีความสมบูรณ์ ให้มันมีคุณภาพที่ดีขึ้น มันไม่ใช่ เพียงแค่ราคาอย่างเดียวนะครับ มันต้องมีการเติบโตและมีคุณภาพของการบริการที่ดีขึ้น เช่นเดียวกันด้วย และในกรณีของบริษัทพลังงานจำเป็นจะต้องมีการรักษาเสถียรภาพทาง พลังงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศในยามนี้ หากไม่มีการลงทุน หากไม่ได้มี การเตรียมการหรือซ่อมบำรุงรักษาโรงงานต่าง ๆ ในเงินที่เหลืออยู่นี่ก็จะเป็นความเสี่ยง เราจะยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นหรือ ผมคิดว่าในนโยบายของทุก ๆ รัฐบาล ไม่ใช่เพียงแค่รัฐบาลนี้ เสถียรภาพความมั่นคงทางพลังงานเป็นอันดับ ๑ ของนโยบายของกระทรวงพลังงานตั้งแต่มี รัฐบาลที่ผ่านมาทุก ๆ รัฐบาล อันนี้ก็อยากจะเรียนให้ทางท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ ผ่านมายังท่านประธานสภาด้วย
ส่วนในเรื่องของข้อมูล ผมไม่แน่ใจนะครับว่าถ้าผมจะแนะนำ ลองเชิญโรงกลั่น เขามาเลย อย่าไปเชิญแค่ ปตท. ผมแนะนำนะครับ เชิญโรงกลั่นมาเลย แล้วดูสิว่าเขาจะตอบ ข้อมูล ผมจำได้ในการตอบกระทู้ของท่านอัครเดชคราวที่แล้ว ท่านมีอะไรบอกผม ถ้าเขาไม่มา เขาไม่ร่วมมือ ผมถือว่าตรงนี้มันเป็นการไม่ให้ข้อมูลกับตัวแทนของประชาชน ผมคิดว่าการให้ ข้อมูลที่ถูกต้องกับตัวแทนประชาชน เพื่อให้ตัวแทนประชาชนจะได้ไปสื่อสารกับประชาชน อย่างถูกต้องเป็นเรื่องสำคัญ ลองดูนะครับ ผมไม่แน่ใจในแง่ข้อกฎหมาย น่าจะเชิญโรงกลั่น อย่าเอาแค่ของ ปตท. เอามาหมดเลยนะครับ ทุกโรงกลั่นเลยนะครับ จะได้มีความเข้าใจ ที่ตรงกันเสียทีหนึ่งว่าสูตรทั้งหลายนี่ ที่ผ่านมาทุกรัฐบาลก็พยายามจะแกะ พยายามจะถาม พยายามจะคุยนะครับว่าทำไมต้องไปอิงประเทศสิงคโปร์ ทำไมเป็นทุกรัฐบาลล่ะครับ ถามกัน มาหมดแล้วนะครับ ก็ยังมีข้อติดค้างกันอยู่เป็นบางเรื่อง แต่สำหรับกระทรวงพลังงานเรามี การทบทวนนะครับ มีที่ปรึกษา แล้วเราก็หารือกับภาคประชาชนครับ แล้วก็ติดตามมา โดยตลอดนะครับ แล้วก็อยากจะเรียนท่านอัครเดชด้วยว่าแม้กระทั่งเรื่องค่าการกลั่น ผมเรียนตรง ๆ เราก็ ติดตามอยู่ ในวันที่ตอบกระทู้ของท่านเดือนพฤศจิกายนเมื่อปีที่แล้วราคามันยังไม่โดดขึ้นครับ มันเพิ่งมาโดดขึ้นเมื่อ ๓ เดือนที่ผ่านมา เราก็ตามดูอยู่ว่ามันจะเป็นการโดดขึ้นอย่างต่อเนื่องไหม ติดตามมา และเริ่มคุยกับทางผู้ประกอบการโรงกลั่นนะครับ เจรจากับเขาขอความร่วมมือ ในเรื่องนี้ เพราะว่ามันเคยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เมื่อปี ๒๕๕๑ ถ้าผมจำไม่ผิดมันโดดขึ้นมา แล้วก็สักพักหนึ่งมันก็หายไปครับ มันขึ้นมาชั่วคราว แต่เราดูคราวนี้ยังก้ำกึ่งอยู่ก็ขอความร่วมมือ ไปก่อนนะครับ ก็ได้รับความร่วมมือ ก็พูดคุยกันอยู่ ได้รับความร่วมมือด้วยดีทุกโรงกลั่นเลย ๖ โรงกลั่นด้วยกัน ไม่นับโรงกลั่นเล็ก ๆ ซึ่งไม่ค่อยได้ผลิตเท่าไร คุยกันอยู่ก็เชื่อว่าน่าจะได้ ข้อสรุป แต่หากว่ามันยืดเยื้อไม่จบเสียทีหนึ่ง แล้วค่าการกลั่นมันยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราก็ คงจะต้องมีการดำเนินการนะครับ ทางกระทรวงพลังงานก็จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจจะรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ด้วย ใครต่อใครด้วย หามาตรการต่าง ๆ ที่จะสร้างกติกา ให้ทางโรงกลั่นทั้งหลายที่มีส่วนเกินของกำไร ในกรณีที่เหตุการณ์เป็นกรณีพิเศษที่เกิดขึ้น ก็ส่งเข้ากองทุนมาช่วยเหลือภาคประชาชน ลดภาระกองทุนหรือไปลดราคาน้ำมันต่าง ๆ ต่อไปก็คล้าย ๆ ประเทศอื่น ๆ หรือในบางกรณีถ้าจำเป็นจะต้องเป็นยกร่างของกฎหมายเลย ก็อาจจะต้องมาถึงรัฐสภาแห่งนี้นะครับ ผมก็เรียนให้ทางท่านอัครเดชได้รับทราบในเบื้องต้น ตามนี้ครับ ขอบคุณครับ