เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ชี้แจงบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากทั้งภาครัฐและทุนเอกชน พร้อมย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนสื่อประเภทนี้เพื่อเติมเต็มช่องว่างการสื่อสารให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบาง เด็ก และเยาวชน รวมถึงการปรับตัวสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลและโซเชียลมีเดียเพื่อเข้าถึงผู้ชมได้อย่างหลากหลายและทั่วถึงมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติครับ ผมคิดว่าท่านผู้อำนวยการวิลาสินี ได้ตอบคำถามไปเกือบจะครบหมดแล้ว ที่ผมขึ้นมา อยากจะแสดงความรู้สึกว่าต้องขอบพระคุณสมาชิกสภาแห่งนี้ที่ได้ติดตาม ไทยพีบีเอสแล้วก็เห็นประโยชน์ เห็นความสำคัญ แล้วก็อยากจะเห็นความก้าวหน้า แล้วก็มี ข้อคิด ข้อเสนอแนะที่ผมคิดว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ผมเองก็เคยนั่งอยู่ในที่นั่งในสภาแห่งนี้ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็พอจะเข้าใจดีว่าหัวอกของคนที่ทำหน้าที่ เป็นผู้แทนของประชาชนที่มาจากการเลือกตั้งเขายึดโยงผูกพันกับชาวบ้าน ยึดโยงผูกพันกับภูมิภาคอย่างไร เพราะว่าผมเองก็เคยทำหน้าที่เหมือน ๆ กันมาก่อน ผมอยากจะเรียนท่านผู้มีเกียรติเพื่อที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าไทยพีบีเอสนั้นเป็นสื่อสาธารณะ ซึ่งไม่ใช่สื่อของรัฐและไม่ใช่สื่อพาณิชย์และเป็นสื่ออะไรครับ ไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากว่าเรามีปัญหา ท่านทั้งหลายคนคงทราบดีว่าผมอยู่ในวงการสื่อมา ๓๐ ปี ไทยพีบีเอสเกิดมาได้ ๑๔ ปีเพิ่งขึ้นปีที่ ๑๕ คนทำสื่อทั้งหลายมีความเดือดร้อนเพราะถ้าเป็น สื่อพาณิชย์ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องระมัดระวังที่จะไม่กระทบเจ้าของสื่อที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และไม่กระทบสปอนเซอร์ (Sponsor) เพื่อความอยู่รอด สื่อของรัฐท่านเข้าใจดีอยู่แล้วว่าคนที่ ทำสื่อก็ไม่มีความกล้าที่จะไปกระทบผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ด้วยเหตุนี้สังคมจึงได้ประดิษฐ์ สื่อสาธารณะขึ้นเพื่อให้เป็นสื่อที่เป็นอิสระให้ได้ ปลอดจากโฆษณาปลอดจากอิทธิพล ของทุนแล้วก็ปลอดจากอิทธิพลของผู้มีอำนาจหลัก พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและ แพร่ภาพคือไทยพีบีเอสนั้นจึงได้เกิดขึ้นเป็นพิเศษ เกิดขึ้นเพื่อที่จะกันไม่ให้ทุนเข้ามา แทรกแซง แล้วขณะเดียวกันก็ให้มีรายได้ที่ปลอดจากการแทรกแซงของผู้มีอำนาจ กล่าวคือ พระราชบัญญัติของไทยพีบีเอสเป็นพระราชบัญญัติเฉพาะที่สามารถเก็บค่าบำรุง ผมเน้นนะครับ ค่าบำรุงจากผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคสุราและยาสูบ ออนท็อป (On Top) คือไม่ใช่ไปแบ่ง ภาษีสรรพสามิต แต่เป็นค่าบำรุงอีก ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่า ในพระราชบัญญัติเขียนชัดเจนว่าไทยพีบีเอสมีสิทธิมีอำนาจในการเก็บค่าบำรุงแต่ขอให้ หน่วยงานของรัฐเป็นผู้เก็บให้ แต่ไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนที่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอาเข้ารัฐไป หมายความว่าถ้าไม่มีพระราชบัญญัติฉบับนี้เงิน ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ก็คืนไปให้กับ ผู้ประกอบการ คืนไปให้กับผู้ดื่มหรือผู้สูบสุราและยาสูบ เพราะฉะนั้นเงินนี้ไม่ใช่เงินที่แบ่งมา จากภาษีอากรอันนี้ผมต้องเรียน เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกออกแบบไว้เพื่อให้สื่อ ชนิดนี้เป็นสื่อที่เป็นกลางได้เป็นสื่อที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นไทยพีบีเอส เข้ามาปิดช่องว่างของสื่อทั้งหลายในประเทศ แต่ว่าท่านมีประเด็นเรื่องโซเชียลมีเดีย (Social Media) เรื่องสื่อต่าง ๆ อันนั้นเราต้องค่อย ๆ พูดกันต่อไป ประเด็นถัดไปที่ ไทยพีบีเอสมีภารกิจที่จะปิดช่องว่างต่อไป ซึ่งสมาชิกได้พูดหลายคนแล้วก็คือคนเล็กคนน้อย ในบ้านเมืองที่ไม่มีอำนาจซื้อ รวมทั้งเด็กและเยาวชนที่ไม่มีอำนาจซื้อ ท่านจะเห็นได้ว่า สื่อทั่วไปเขามีความยากลำบากที่เขาจะทำเพราะคนพวกนี้เมื่อไม่มีอำนาจซื้อสปอนเซอร์ (Sponsor) ก็ไม่สนใจที่จะลงโฆษณา แล้วเขาจะทำได้อย่างไรล่ะครับในเมื่อเขาต้องหารายได้ เขามีข้อจำกัดตรงนี้เพราะฉะนั้นประชาชนไทยพีบีเอสจึงจำเป็นที่จะต้องสนใจคนเล็กคนน้อย คนชายขอบและคนในภูมิภาคต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งเยาวชนและเด็กปัญหา ท่านทั้งหลาย คงจะทราบว่าเมื่อ ๑๔ ปีเศษที่แล้วไทยพีบีเอสก่อตั้งขึ้นโดยมีเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่ ท่านทราบ เราก็พูดกันอยู่ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนั้นเรามีทีวี (TV) ช่องเดียวคือช่องหมายเลข ๓ ไทยพีบีเอส แต่ตอนนี้เราใช้เงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทดังกล่าวเท่าเดิม แต่เรามีทีวี (TV) นอกจาก ๑ ช่องคือ ช่องหมายเลข ๓ ตอนนี้มีช่องหมายเลข ๔ ที่ กสทช. ได้ขอให้ไทยพีบีเอสได้ให้ไลเซนส์ (License) ไทยพีบีเอสในการทำเพื่อเด็กและเยาวชนทางด้านการศึกษาและครอบครัว ท่านทั้งหลายท่านลองดูทีวี (TV) ทางในเมืองไทยทั้งหมด ทีวี (TV) ที่ทำเรื่องเด็กเยาวชน เขาคืนคลื่นไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ในอดีต รายการทั้งหลายก็ไม่จับเรื่องนี้เพราะว่าเด็กและ เยาวชนไม่มีอำนาจซื้อ เพราะฉะนั้นไทยพีบีเอสเป็นภาระใหญ่ที่จะต้องจับคนเล็กคนน้อย เด็ก เยาวชน ตอนนี้มีทีวี (TV) ๒ ช่อง ท่านลองคิดดูเริ่มต้น ๒,๐๐๐ ล้านบาทมีช่องเดียว และไทยพีบีเอสได้ปรับปรุงอย่างที่ท่านผู้มีเกียรติบอกว่าเมื่อเปลี่ยนจากเอนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล (Digital) ไทยพีบีเอสก็มีทุกแพลตฟอร์ม (Platform) สากลที่มีอยู่ ท่านไปเปิดดูจะ มีไทยพีบีเอสเราไม่ได้เอารายการในทีวี (TV) ไปใส่อยู่นะครับ แต่เราผลิตเพื่อเข้าสู่โซเชียล มีเดีย (Social Media) เพื่อจะให้เป็นทางเลือกกับประชาชนเพราะเดี๋ยวนี้ใคร ๆ ก็ทำโซเชียล มีเดีย (Social Media) ได้ ใคร ๆ ก็เป็นนักข่าวได้ แต่ไทยพีบีเอสนี้จะต้องพยายามทำใน โซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่เป็นที่เชื่อถือได้อีก ให้เขาหันมาเช็ก (Check) ข่าว ให้เขามา หันมาเช็ก (Check) ประเด็นสาระ และดูว่าไทยพีบีเอสคิดอย่างไรในออนไลน์ (Online) ทั้งหลาย และยิ่งกว่านั้นท่านพูดถึงเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ไทยพีบีเอสก็พยายามที่จะทำ ออนดีมานด์ (On demand) ก็คือมีวิพา (VIPA) ซึ่งเป็นทีวี ออน ดีมานด์ (TV On Demand) ไม่เสียสตางค์ ไม่มีโฆษณา เพราะฉะนั้นที่ท่านพูดถูกแล้วล่ะครับ แล้วอย่างเช่นท่านดอกเตอร์ กนกถามว่าแล้วเงิน ๒,๐๐๐ ล้านบาทมันจะพอหรือ แล้วต่อไปไม่จะต้องทำอย่างไร ผมเป็น นักเศรษฐศาสตร์ จริง ๆ แล้วกฎหมายเขียนไว้ว่าถ้าเพดานที่ ๒,๐๐๐ ล้านบาทไม่พอก็ให้ เจรจากับรัฐมนตรีคลังเพื่อเพิ่มเพดานได้ เพราะ ๑.๕ เปอร์เซ็นต์ มันได้เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไทยพีบีเอสพยายามที่จะหาหนทางที่จะลงทุนในทางสังคม เป็นการลงทุนเพื่อประโยชน์ ในการที่จะได้รายได้มาเพื่อรัน (Run) ต่อ ไม่มีใครได้แบ่งเข้าพกเข้าห่อทั้งสิ้น แต่ไปเป็น วิสาหกิจเพื่อชุมชน วิสาหกิจเพื่อสังคม ตอนนี้ไทยพีบีเอสกำลังเดินไปในทิศทางนั้น ประกอบกัน เพราะท่านเห็นแล้วว่าภารกิจมันมากมายมหาศาล ไม่ใช่ทีวี (TV) ช่องเดียว แต่มันมีอย่างอื่นอย่างมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ก็ต้องกราบเรียนว่าหลักการ และอุดมการณ์ของไทยพีบีเอสก็คืออย่างที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ยิ่งกว่านั้นที่ท่านบอกว่าควรจะ นึกถึงภูมิภาคและควรจะนำเสนอปัญหาของภูมิภาค ปัญหาวัฒนธรรมในท้องถิ่นตั้งแต่ กรรมการนโยบายชุดที่ผมเข้ามารับหน้าที่ได้กำหนดนโยบายชัดเจนว่าจะสร้างพีบีเอส (PBS) แบบสื่อสาธารณะที่เราพูดกันนั้นล่ะครับ ในภูมิภาคต่าง ๆ ให้ได้ และขณะนี้ก็ได้เตรียมการ ที่จะมีพีบีเอส (PBS) ของภาคอีสาน มีพีบีเอส (PBS) ของภาคเหนือ และมีพีบีเอส (PBS) ของภาคใต้เพิ่มมากขึ้นโดยร่วมกันกับสื่อท้องถิ่น สถาบันการศึกษา แล้วเอ็นจีโอ (NGO) หรือเครือข่ายทั้งหลายที่ทำสื่อในท้องถิ่นมารวมตัวกัน เราก็จะพยายามที่จะให้มีพีบีเอส (PBS) ของภูมิภาค ผมยังจำได้ว่าครั้งที่ผมไปภาคเหนือไปคุยกับบรรดานักวิชาการ บรรดาคนที่ ทำงานภาคประชาสังคม เขาตอบว่าแนวนี้เป็นแนวที่ถูกที่สุด เพราะทำไมเขาจะต้องนั่งดู เลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครทุกคืน เขาบอกเขารู้แล้วว่าจะมีเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร และเขาก็อยากจะเลือกบ้าง แต่มันทำไมต้องให้เขาดูทุกคืน ทุกคืน ทุกคืน เพราะฉะนั้นถ้าเขา มีพีบีเอส (PBS) ของเขา เขาจะได้สะท้อนปัญหาของเขาได้ดีขึ้น ผมว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่นะครับ และจะไปในทิศทางที่ท่านอยากจะเห็นว่าเป็นการกระจายอำนาจที่แท้จริง แต่เป็นการ กระจายอำนาจในเชิงข่าว ในเชิงสาระ ในเชิงการทำสื่อ เพื่อให้ท้องถิ่นนั้นได้สามารถเป็น ตัวของตัวเองเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้องเรียนท่านว่าเป็นสิ่งที่ตั้งใจอยู่ แล้ววันนี้ท่านทั้งหลายมีความเป็นห่วง เรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อนน้ำท่วม ขยะ ผมคิดว่าเรามีความเห็นตรงกันครับ ผมเองก็เป็นห่วง และจะต้องพยายามทำในเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่ท่านผู้อำนวยการก็บอกว่าเราก็เน้น เรื่องนี้อยู่แล้วผมก็รับกับท่านครับว่าจะพยายามกวดขันจะพยายามทำให้ไทยพีบีเอสนั้นเป็น ประโยชน์ในมุมนี้ แล้วท่านก็มีบางท่านที่พูดถึงว่าตอนนี้ทุกคนก็เป็นสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) เราจะทำอย่างไรที่จะช่วยประคับประคองโซเชียลมีเดีย (Social Media) ของเราให้เข้ารูปเข้ารอย เราจะสร้างเครือข่ายกับบรรดาคนที่ทำโซเชียลมีเดีย (Social Media) ร่วมกันเพื่อที่จะให้เขาเข้าใจของการทำสื่อที่มีหลักการได้อย่างไร เรามาร่วมมือกันและ ขณะเดียวกันไทยพีบีเอสก็ทำโซเชียลมีเดีย (Social Media) ด้วยในขณะนี้เพื่อเป็นทางเลือก ถ้าคนไม่เชื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) อื่นหันมาใช้กับโซเชียลมีเดีย (Social Media) ของไทยพีบีเอส ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก (Facebook) ไม่ว่าจะเป็นยูทูบ (YouTube) ไม่ว่าจะ เป็นอินเทอร์เน็ต (Internet) ไทยพีบีเอส ไม่ว่าจะเป็นติ๊กต๊อก (Tik Tok) ไม่ว่าจะเป็นอะไร ก็ตามสามารถที่จะกดหาไทยพีบีเอสแล้วก็เช็ก (Check) กับข่าวตรงนี้ได้ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าตรงนี้เป็นสิ่งที่ไทยพีบีเอสกำลังจะเดินต่อไปพร้อมกับภารกิจที่จะต้องพยายาม สร้างทุนในการมาทำงานไม่ใช่ทุนเพื่อไปแบ่งกำไรหรือเข้าพกเข้าห่อใคร ที่ท่านพูดนั้นนะครับ ไทยพีบีเอสจะต้องมีความเร็วมากขึ้น เห็นด้วยอย่างยิ่งจะต้องแม่นยำมากขึ้นและ ขณะเดียวกันต้องมากพอต่อการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าการเปลี่ยนแปลงมันคงเกิดขึ้น แต่เฉพาะไทยพีบีเอสไม่ได้หรอกครับ เพราะไทยพีบีเอสคือหน่วยงานเล็ก ๆ มีคน ๙๐๐ กว่าคน งบประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทอย่างที่รู้กัน แล้วเราสร้างการเปลี่ยนแปลงตัวคนเดียวนะ ทำไม่ได้ แต่ไทยพีบีเอสต้องร่วมกับสภา ไทยพีบีเอสต้องร่วมกับโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไทยพีบีเอส ต้องร่วมกับเครือข่ายในการทำเป็น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ดีใจครับที่ได้มาฟังท่าน ทั้งหลายในวันนี้ แล้วก็ขอยืนยันว่าหลักการอันนี้ยังคงอยู่ แล้วก็จะทำให้ดีที่สุดต่อไป ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานและสมาชิกครับ