ศิริกัญญา ชี้แผนพัฒน์ 13 ดีขึ้นแต่ขาดโรดแมปจัดลำดับความสำคัญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๕

ศิริกัญญา ตันสกุล วิพากษ์แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยชื่นชมความชัดเจนของเป้าหมายและตัวชี้วัด แต่ตั้งข้อสังเกตเรื่องการขาดการจัดลำดับความสำคัญของกลยุทธ์ ไม่มีโรดแมปชัดเจน และไม่ระบุหน่วยงานหรือบุคคลที่รับผิดชอบโดยตรง รวมถึงตั้งคำถามถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ลดลงในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็น และการใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดทำแผน

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล สำหรับแผนพัฒนา เศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ฉบับนี้นะคะ ก็ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้แผนพัฒน์นั้น ถูกลดความสำคัญลงมาเป็นอย่างมากหลังจากที่ได้มีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี สมัยก่อน มีเวลาอ่านงบประมาณให้ เราก็จะเห็นว่าแผนพัฒน์ก็จะกลายเป็นตัวยึดโยงสำคัญเวลาที่เรา วิเคราะห์งบประมาณ และรองลงมาจากแผนพัฒน์ก็จะมาเป็นเอ็มดีจี (MDGs) มิลเลนเนียม ดีเวลลอปเมนต์ โกลส์ (Millennium Development Goals) แต่ว่าหลังจากที่มียุทธศาสตร์ ชาติแล้ว และยังถูกแทรกด้วยแผนแม่บทระดับย่อยซึ่งเป็นแผนในระดับเดียวกันแผนระดับที่ ๒ ทำให้แผนพัฒน์ก็ถูกลดลำดับความสำคัญลงมาแล้วก็อาจจะไม่ใช่ตัวยึดโยงสำคัญสำหรับ การวางแผนประเทศอีกต่อไปนะคะ แต่ว่าอย่างไรก็ตามสำหรับแผนพัฒน์ แล้วก็แผนแม่บท ระดับย่อยที่จะเกิดขึ้นในช่วง ๕ ปีหลังนี้ เนื่องจากว่าแผนพัฒน์ทำเสร็จก็อาจจะได้เปรียบ แผนแม่บทระดับย่อยอื่น ๆ ที่จะตามมา รวมถึงว่าดิฉันไม่มั่นใจว่าแผนการปฏิรูปประเทศนี้ จะกลับมาอีกหรือเปล่า เพราะว่าจะอยู่ในแผนระดับเดียวกันกับแผนของสภาพัฒน์ เช่นเดียวกันค่ะ แต่ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมว่าแผนพัฒน์ ฉบับที่ ๑๓ นี้มีรายละเอียดที่ชัดเจน มากยิ่งขึ้นกว่าแผนเดิม ๆ ที่ผ่านมา มีการตั้งเป้าหมายที่เป็นตัวชี้วัดที่วัดได้จริงจากเดิมแผน ที่ ๑๑ ไม่มีตัวชี้วัดเลย หรือแทบจะไม่มีตัวชี้วัดใดที่เป็นตัวชี้วัดที่สามารถวัดได้จริงเลย พอแผน ที่ ๑๒ นี้ก็เริ่มมีตัวชี้วัดขึ้นมาบ้างแต่ว่าไม่ทั้งหมด พอแผน ๑๓ เราก็ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง แล้วก็พัฒนาการที่ดี และที่สำคัญแผนที่ ๑๓ ไม่มีเนื้อหาที่ไปในแนวทางที่ดูถูกหรือว่ากล่าวหา ประชาชน ในแผนที่ ๑๒ ดิฉันจำได้ว่ามีการระบุว่า ประชาชนนั้นไม่รู้จักสิทธิของตัวเอง ประชาชนไม่ยึดถือผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก แต่ว่าสำหรับแผนที่ ๑๓ ก็มีการชื่นชมประชาชนว่าตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น แล้วก็เคารพ ในสิทธิของพลเมืองมากขึ้นก็ถือว่าเป็นข้อดี แต่อย่างไรก็ตามสำหรับข้อเสียก็มีอย่างเช่นว่า เนื่องจากว่าในแผนนี้มีการระบุถึงกลยุทธ์จำนวนมากเพื่อให้สอดคล้องกับหมุดหมายต่าง ๆ ทั้ง ๑๓ หมุดหมาย แต่ว่าเรากลับไม่ทราบเลยว่ากลยุทธ์ต่าง ๆ กลยุทธ์ย่อยต่าง ๆ ที่มีเป็น ๑๐ กลยุทธ์สู่หมุดหมายนั้นมีการจัดลำดับความสำคัญอย่างไร เนื่องจากไม่ได้มีโรดแมป (Roadmap) แนบมาให้ว่าแต่ละกลยุทธ์แต่ละกลยุทธ์ย่อยจะถูกปฏิบัติงานจริงเมื่อไร ทำให้ ประชาชนหรือว่าผู้อ่านแผนพัฒน์ฉบับนี้จำเป็นที่จะต้องจินตนาการเอาเองว่าไล่ลำดับ ความสำคัญตามตัวเลขหรือไม่ ถ้าเป็นกลยุทธ์ย่อยที่ ๒.๑ นั้นจะเป็นการที่จะต้องทำก่อน ๒.๒ หรือว่า ๒.๓ หรือไม่ เนื่องจากว่าไม่ได้มีการจัดลำดับไว้ ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่เรายังหาไม่เจอ ก็คือการระบุตัวคนที่ต้องรับผิดชอบในแต่ละแผน ในแต่ละเป้าหมาย แล้วก็ในแต่ละหมุดหมาย มันสำคัญอย่างไร ตัวผู้รับผิดชอบนี้จำเป็นที่จะต้องมีการระบุอย่างชัดเจนเพื่อที่จะทำให้เรา รู้ว่าใครที่ต้องเป็นคนรับผิดรับชอบ หรือว่าให้คุณให้โทษกับคนที่จะทำได้ไม่เป็นไปตามที่ แผนพัฒน์วางไว้ด้วย ที่ผ่านมามีการระบุการติดตามประเมินผลโดยคณะทำงานขับเคลื่อน แล้วก็ติดตาม มีการระบุถึง ค.ต.ป. ด้วยซึ่งดิฉันไม่ได้ยินนานมากแล้วไม่แน่ใจว่าประชุมกัน สุดท้ายไปเมื่อไร แล้วก็ให้ผู้ตรวจราชการต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่อยู่แล้วทำต่อ ถ้าสุดท้ายแล้วไม่ได้ มีการระบุหน่วยงานที่รับผิดรับชอบจริงเอาแบบให้เห็นตัวว่าเป็นคนเป็นใคร บอกแค่กระทรวง ไม่พออาจจะต้องระบุว่าเป็นรัฐมนตรีหรือว่าเป็นปลัดกระทรวงนั้น ๆ สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่บรรลุ ตามแผนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปให้ใครรับผิดชอบ ที่ผ่านมานี้ไม่ได้มีการวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน ว่าแผน ๑๒ บรรลุเป้าหมายไปมากน้อยแค่ไหน ทำให้เราไม่สามารถที่จะเรียนรู้จาก ข้อผิดพลาดในอดีต ต้องขอยอมรับว่าแผนเนชันนอล อีโคโนมิก โพลิซี (National Economic Policy) หรือว่าแผนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นแผน ๑๒ ซึ่งออกมา ไล่เลี่ยกันใช้พื้นที่ในรายงานครึ่งหนึ่งในการพูดถึงผลงานของแผนก่อนหน้าหรือแผน ๑๑ ของ มาเลเซีย เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่ามีข้อผิดพลาดตรงไหนที่ควรจะต้องปรับปรุงก่อนที่จะนำไปสู่ ในแผนต่อไป ในส่วนเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนในตอนที่เป็นการรับฟังความเห็น ของร่างกรอบมีผู้เข้าร่วมมากถึง ๘,๐๐๐ กว่าคน แต่พอเป็นการรับฟังความคิดเห็นในร่าง รายงานกลับมีผู้เข้าร่วมเพียงแค่ ๓,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง ก็อยากสอบถามเช่นเดียวกันว่า มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเมื่อเป็นร่างรายงานที่มีความสมบูรณ์มากขึ้นกลับมีผู้เข้าร่วมที่จะให้ ความคิดเห็นน้อยลงไปอย่างมาก ถ้าเราดูงบประมาณสำหรับการจัดทำแผน ๑๓ ถ้าดู ๔ ปี ปี ๒๕๖๔ ปี ๒๕๖๕ ปี ๒๕๖๖ มีการตั้งงบประมาณไว้อย่างน้อย ๆ เกือบ ๆ ๕๐ ล้านบาท แล้วถ้าเปรียบเทียบกับตอนที่เป็นแผน ๑๒ มีการใช้เงินไปเพียงแค่ประมาณ ๑๕ ล้านบาท เท่านั้นเอง ทำให้ประชาชนคงจะต้องจับตาแล้วก็คิดเป็นอย่างมากถึงความคุ้มค่าของ แผนพัฒนาฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันยังมีรายละเอียดที่จะลงแต่ละหมุดหมายอยู่ เพราะว่ามีปัญหาจริงๆ เพราะว่ามันเป็นแผนที่เราอ่านแล้วอ่านอีกก็รู้สึกว่าพูดอย่างไรก็ถูก พูดอีกก็ถูกอีก เพราะว่าแต่ละเรื่องมันเป็นเรื่องที่มันก็เป็นเรื่องดีทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นว่า ให้เปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีมูลค่าสูง เราคงไม่ให้ประชาชนเปลี่ยนไปปลูกพืชที่มีมูลค่าต่ำ หรือว่า วางแผนการใช้น้ำอย่างเป็นระบบ มันก็ต้องดีกว่าการใช้น้ำอย่างไม่เป็นระบบอยู่แล้ว เพียงแต่ ว่าสิ่งที่ยังขาดอยู่คือแผนที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้ว่าจะทำอย่างไร ก็คือขาดว่าจะทำอย่างไร หรือว่าขาดฮาว (How) นั่นเอง แล้วก็ขาดการวิเคราะห์ช่องว่าง หรือว่าแก็ปอะนาลิสิส (Gap Analysis) ว่าปัจจุบันนี้เรามีปัญหาอย่างไร แล้วเราจะอุดช่องว่างเหล่านั้นอย่างไร ทำให้ สุดท้ายแล้วดิฉันคิดว่าถึงแม้ว่าจะมีความชัดเจน มีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น แต่ถ้ายังขาดแผน ที่สามารถนำไปปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม ขาดผู้รับผิดชอบ ขาดกระบวนการติดตาม ตรวจสอบที่เป็นมรรคเป็นผล สุดท้ายแล้วแผนนี้ก็คงเป็นแผนที่ไว้สำหรับขึ้นหิ้งอย่างเดียว เหมือนกับแผนพัฒนาที่ผ่าน ๆ มาขอบพระคุณค่ะ