ดนุชา แจงแผนพัฒนาชาติฉบับที่ 13 เน้นยั่งยืน-ลดเหลื่อมล้ำ-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๕

ดนุชา พิชยนันท์ รายงานสรุปเกี่ยวกับร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 โดยชี้แจงกระบวนการจัดทำที่คำนึงถึงแนวโน้มโลก ผลกระทบจากโควิด-19 และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมเน้นประเด็นสำคัญเช่น การลดความเหลื่อมล้ำ ปัญหาสังคมสูงวัย การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การจัดการสิ่งแวดล้อม และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจบีซีจี และการนำดิจิทัลมาใช้ ทั้งยังเสนอเป้าหมายการพัฒนาประเทศใน 5 ด้าน ได้แก่ การเพิ่มรายได้ การพัฒนาทุนมนุษย์ การลดความเหลื่อมล้ำ การลดก๊าซเรือนกระจก และการยกระดับคุณภาพชีวิต ผ่านการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากกับห่วงโซ่อุปทานใหญ่ ส่งเสริมการเติบโตในทุกพื้นที่ และปฏิรูประบบการศึกษา น้ำ และกฎหมายให้ทันสมัย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาอื่นๆ พร้อมวางกลไกติดตามประเมินผลและจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นระบบ

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกสภาผู้แทนที่เคารพครับ กระผม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จะขอ รายงานสรุปร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๖๖-๒๕๗๐ ดังนี้ครับ

ในส่วนแรก กระผมขออนุญาตรายงานเรื่องของตัวกระบวนการในการยกร่าง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ คือแผนนี้เราได้เริ่มมีการยกร่าง เตรียมการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ มาตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม ๒๕๖๓ นะครับ โดยได้มีการศึกษา แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตในระดับโลก หรือที่เรียกว่า โกลบอลเมกะเทรนด์ (Global Mega Trend) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ด้านเทคโนโลยี เรื่องของสังคมผู้สูงอายุ เรื่องแนวโน้มในแง่ของเรื่องสิ่งแวดล้อม ในช่วงนั้น ก็ได้มีกระแสการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ได้เริ่มมีการดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมนะครับ รวมทั้งในเรื่อง ของความขัดแย้งในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งในการตรวจสอบดังกล่าวนี้เราก็ได้มาดูในแง่ของ ประเทศไทยเองนะครับว่าในขณะนี้ประเทศไทยเรามีทุนในเรื่องใดบ้าง ก็เป็นการวิเคราะห์ ร่วมกันทั้ง ๒ ส่วน รวมทั้งผลการดำเนินงานจากช่วงแผน ๑๒ ในช่วงครึ่งแผนที่ผ่านมาด้วย จากนั้นเราก็ได้มาดูว่าทั้ง ๒ ส่วนนั้นเรามีโอกาสและความเสี่ยงอย่างไรในการที่ประเทศไทย จะเดินไปข้างหน้าในช่วง ๕ ปีข้างหน้านะครับ มีอะไรบ้างที่เป็นโอกาสสำหรับประเทศไทย และอะไรที่จะเกิดผลกระทบกับประเทศไทย อย่างไรก็ดีครับ ในช่วงดังกล่าวก็ได้มีการระบาด ของเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) หรือว่าโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งทำให้ เกิดวิกฤติไปทั่วโลกนะครับ สำนักงานก็ได้นำประเด็นนี้มาประกอบในการพิจารณาจัดทำแผน ๑๓ ด้วยนะครับ โดยในการยกร่างแผนในครั้งนี้ ในขั้นแรกหลังจากที่เรามีการตรวจสอบศึกษา ข้อมูลต่าง ๆ แล้ว มีการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ แล้ว เราก็ได้มีการจัดทำกรอบแผนการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ออกมาเป็น ๑๓ เรื่อง หรือว่า ๑๓ หมุดหมายที่เรา น่าจะดำเนินการให้แล้วเสร็จเป็นรูปธรรมในช่วง ๕ ปีข้างหน้า แล้วก็ได้มีการจัดรับฟัง ความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ๒๕๖๔ โดยได้มีการ ระดมความคิดเห็นไปในกลุ่มจังหวัดต่าง ๆ ๑๖ กลุ่มจังหวัด แล้วก็มีกลุ่มเฉพาะนะครับ ในเรื่องของกลุ่มภาคเอกชน สื่อสารมวลชน ภาควิชาการ ภาคหน่วยงานภาครัฐ แล้วก็ ภาคของเยาวชนด้วย ซึ่งหลังจากที่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของกรอบแผนแล้วนะครับ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมในการให้ความคิดเห็นประมาณทั้งหมด ๕,๓๓๖ คน ในช่วงตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์-เมษายน ๒๕๖๔ สำนักงานก็ได้นำเสนอกรอบแผนดังกล่าวให้คณะรัฐมนตรี รับทราบเมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๖๔ จากนั้นได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อที่จะทำ การยกร่างแผนโดยคณะอนุกรรมการดังกล่าวก็จะมีทั้งหมด ๑๓ คณะ ซึ่งประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน ภาควิชาการเข้ามาช่วยในการร่วมกันยกร่างแผนดังกล่าว เมื่อยกร่างแผนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ได้มีการเสนอ ครม. รับทราบเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ แล้วก็จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อเนื่องอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนจนถึง เดือนมกราคม ๒๕๖๕ โดยที่ก็ได้ดำเนินการใน ๑๘ กลุ่มจังหวัด แล้วก็กลุ่มเฉพาะอย่างที่ผม เรียนไปข้างต้นนะครับ หลังจากที่ได้มีการรับฟังความเห็นเรียบร้อยแล้วก็นำมาปรับปรุง แนวทางต่าง ๆ ภายใต้แผนแล้วก็ได้นำเสนอตัวร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้แก่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณา เมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕ แล้วก็ นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ โดยแผน ๑๓ สาระสำคัญของแผน ๑๓ ผมอาจจะขอเรียนโดยสังเขปดังนี้ว่า แผน ๑๓ เองอาจจะ ไม่เหมือนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในช่วงที่ผ่านมา ทั้ง ๑๒ แผนที่ผ่านมา ซึ่งท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติอาจจะเห็นว่าในแผนต่าง ๆ ตั้งแต่แผน ๘ เป็นต้นมา จนถึง แผน ๑๒ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจะมีลักษณะเป็นเชิงชี้ทิศทางและเป็นเชิงกว้าง แต่ด้วยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ฉบับปัจจุบันที่ได้มีการกำหนดในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ และคณะรัฐมนตรีก็ได้มีการกำหนดระดับในเรื่องของระดับของแผนพัฒนาเอาไว้ โดยระดับ ที่ ๑ จะเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งจะเป็นการระบุเป้าหมายระยะยาวที่จะให้ประเทศดำเนินการ ให้ที่จะพัฒนาประเทศไปสู่เป้าหมายระยะยาวที่กำหนดไว้ โดยเป็นประเทศที่มีความเจริญแล้ว มีความมั่นคง มั่งคั่ง เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว แล้วก็ได้มีแผนระดับที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วย ๔ แผน ก็คือแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๓ แผน แผนปฏิรูปประเทศ แล้วก็แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็รวมทั้ง นโยบายและแผนด้านความมั่นคง เป็นแผนระดับที่ ๒ ซึ่งถ้าเราดูในส่วนของตัวยุทธศาสตร์ ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนาและเรื่องของแผน ปฏิรูปประเทศจะเห็นว่ามันเป็นการกำหนดทิศทางในเชิงกว้าง แต่ด้วยบริบทการพัฒนา ในระยะต่อไปจากการที่เราดูในแง่ของเมกะเทรนด์ (Mega Trends) และเรื่องของสถานะ ของประเทศในช่วงที่ผ่านมา ก็มีความจำเป็นที่เราคิดว่าในการกำหนดแผน ๑๓ ที่จะยกร่าง ขึ้นมานั้นควรจะต้องมีการกำหนดเรื่องที่จะต้องดำเนินการให้ชัดเจนที่สุด แล้วก็สามารถ ดำเนินการได้ให้เห็นเป็นรูปธรรม จึงเป็นที่มาของการกำหนดแผน ๑๓ ในลักษณะที่ได้นำเสนอ กับท่านสมาชิกสภาผู้แทนผู้ทรงเกียรติครับ ผมขออนุญาตนำเรียนนิดเดียวว่าในส่วนของ ประเทศไทยนะครับ จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระดับโลกและเรื่องของ การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าประเทศไทย เองค่อนข้างจะมีความต้านทานกับวิกฤติต่าง ๆ ค่อนข้างจะน้อยไปนิดหนึ่ง และในส่วน ของทางด้านเศรษฐกิจในส่วนที่เราพิจารณาในแง่ของทุนต่าง ๆ จะเห็นว่าทุนทางเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเราจะพบว่าเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากภาคการผลิตและ ภาคการเกษตรยังอยู่ในรูปแบบเดิมยังไม่มีการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ในการปรับปรุง กระบวนการผลิต ในขณะเดียวกันในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานแม้ว่าจะมีการพัฒนามาอย่าง ต่อเนื่องแต่ก็ยังมีจุดที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมนะครับ

ในส่วนของด้านสังคมและทรัพยากรมนุษย์ จะเห็นว่าแนวโน้มของความยากจน โดยเฉพาะหลังจากช่วงที่เกิดการระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) จะมีแนวโน้มที่อาจจะเพิ่มขึ้น แต่ความเหลื่อมล้ำต่าง ๆ ก็ยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเร่งดำเนินการแก้ไข แล้วเราก็มีปัญหา ในเชิงของทรัพยากรมนุษย์เนื่องจากเราเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลกระทบในแง่ของ แรงงาน แล้วก็คุณภาพแรงงานในอนาคตด้วย ในขณะเดียวกันในแง่มิติด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เราสามารถที่จะลดก๊าซเรือนกระจกได้ในระดับที่ดีกว่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ แต่อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาเรื่องของน้ำท่วม น้ำแล้ง ซึ่งเป็นภาระงบประมาณในทุกปี ซึ่งจะต้องมีการปรับระบบการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของ การจัดการด้านของเสียด้วย แล้วก็ภาคการผลิตต่าง ๆ ก็ต้องมุ่งไปสู่เรื่องของความเป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในระดับโลก

ในด้านการบริหารจัดการภาครัฐ เราได้มีการนำเอาระบบไอที (IT) ระบบ ดิจิทัล (Digital) เข้ามาให้บริการเพิ่มมากขึ้น แต่ก็จะมีข้อจำกัดในแง่ของกฎหมายและ กระบวนการต่าง ๆ ที่ยังทำให้เกิดต้นทุนกับทางประชาชนและผู้ประกอบการทั้งในแง่ของ เวลา แล้วก็ตัวเงินนะครับ

ส่วนของเครือข่ายภาคประชาชนจะเห็นว่า ในช่วงที่ผ่านมาโดยเฉพาะ ในส่วนของในช่วงที่เกิดการระบาดของโควิด (COVID) จะเห็นว่าเครือข่ายภาคประชาชน มีความเข้มแข็งมากขึ้นนะครับ ซึ่งเป็นส่วนช่วยอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาวิกฤติเรื่องของ การระบาดในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในแผน ๑๓ ในการยกร่างแผน ๑๓ จากที่ผมได้เรียน มาทั้งหมดจากการวิเคราะห์แนวโน้มในอนาคต ทั้งนี้ในเรื่องของโกลบอลเทรนด์ (Global Trend) แล้วก็สถานะของประเทศ เราคิดว่ามีความจำเป็นครับที่ประเทศไทยจะต้องมีการ ปรับโครงสร้างการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร และภาคบริการ รวมทั้งในแง่ของการพัฒนาเพื่อมุ่งเป้าไปสู่ เรื่องของสิ่งแวดล้อมการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งหลักในการที่เรานำเอามาใช้ ในการยกร่างแผนก็มาจาก ๔ แนวคิดหลักนะครับ

อันดับแรก ก็จะเป็นเรื่องของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างความ สมดุลในการพัฒนา

อันที่ ๒ ก็คือแนวคิดในแง่ของรีซิลเลียน (Resilience) ก็คือการสร้างภูมิต้านทาน ให้กับประเทศ ในกรณีถ้ามีวิกฤติขนาดใหญ่ประเทศไทยสามารถที่จะต้านทานวิกฤติดังกล่าว อยู่ได้ในระดับหนึ่ง แล้วก็สามารถที่จะเดินต่อไปข้างหน้าได้

อันที่ ๓ ก็คือแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือว่าซัสเทนเนเบิล ดีเวลลอปเมนต์ โกรท (Sustainable Development Growth) ของสหประชาชาติ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ทุกประเทศ ได้นำเอาไปใช้ในการพัฒนาประเทศด้วยนะครับ

อีกส่วนหนึ่งที่เป็นแนวคิดที่นำมาใช้ก็คือเรื่องของการพัฒนาโดยโมเดล (Model) เศรษฐกิจบีซีจี (BCG) ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาทั้งในแง่ของภาคประชาชน ภาคชุมชน ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเป้าหมายหลัก ที่เราตั้งไว้ในช่วง ๕ ปีข้างหน้าจะประกอบด้วย ๕ เป้าหมาย ซึ่งจะมีตัวชี้วัดอยู่ ๕ ตัวนะครับ

เป้าหมายที่ ๑ เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างฐานการผลิตสู่เศรษฐกิจฐาน นวัตกรรม โดยเราตั้งเป้าว่าจะทำให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า ๙,๓๐๐ ดอลลาร์ สหรัฐ จากในปี ๒๕๖๔ ซึ่งอยู่ที่ ๗,๐๙๗ ดอลลาร์สหรัฐ

เป้าหมายที่ ๒ จะเป็นเรื่องของการพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ โดยใช้ดัชนี ความก้าวหน้าของคนซึ่งเป็นคอมโพซิตอินเด็กซ์ (Composite Index) ที่ได้มีการจัดทำร่วมกัน กับทางยูเอ็น (UN) ก็จะอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า ๐.๗๒๐๙

ในขณะที่เป้าหมายที่ ๓ จะเป็นเรื่องของการมุ่งสู่อวกาศของความเป็นธรรม สร้างโอกาสและความเป็นธรรมโดยพยายามที่จะให้ลดความเหลื่อมล้ำลงให้ได้มากที่สุด ตัวชี้วัดที่ใช้ก็จะเป็นเรื่องของรายจ่ายระหว่างกลุ่มประชากรที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงสุด ร้อยละ ๑๐ กับต่ำสุดร้อยละ ๔๐ ต้องต่ำกว่า ๕ เท่านะครับ ซึ่งจากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้อยู่ ที่ประมาณ ๖ เท่ากว่า ๆ

เป้าหมายที่ ๔ คือการเปลี่ยนผ่านการผลิตและบริโภคไปสู่ความยั่งยืน โดยใช้ ตัวชี้วัดในแง่ของการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๒๐ จากกรณีปกติในช่วง สิ้นแผน

แล้วในเป้าหมายที่ ๕ ก็คือการสร้างความสามารถในการรองรับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นการนำเอาดัชนีที่เป็นคอมโพซิตอินเด็กซ์ (Composite Index) มาใช้วัดในการให้บริการ ของภาครัฐ แล้วก็เรื่องของการพัฒนาบริการภาครัฐต่าง ๆ โดยรายละเอียดของแผน ๑๓ ที่ประกอบด้วย ๑๓ หมุดหมาย กระผมขออนุญาตให้รายละเอียดโดยสังเขปนิดเดียวเท่านั้น ว่าใน ๑๓ หมุดหมายจะประกอบด้วย ๔ มิติการพัฒนาด้วยกันนะครับ

มิติที่ ๑ จะเป็นเรื่องของภาคการผลิตและบริการเป้าหมาย ในส่วนนี้เราจะใช้ ฐานการผลิตที่มีอยู่เดิมไม่ว่าจะเป็นภาคอุตสาหกรรม หรือภาคเกษตร หรือภาคการท่องเที่ยว แล้วก็สิ่งที่เรามีความแข็งแรงอยู่เดิมในแง่ของระบบสาธารณสุขมาใช้ในการเพิ่มมูลค่าให้กับ ทางเศรษฐกิจ โดยนำเอานวัตกรรมงานวิจัยเข้าไปช่วย แล้วก็เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วย ในการพัฒนาโดยเฉพาะในภาคเกษตรซึ่งจะมุ่งไปสู่การพัฒนาในลักษณะของการเป็นเกษตร แปรรูปขั้นสูงที่เราจะเน้นไปในเรื่องของการทำสารสกัดจากสมุนไพรต่าง ๆ หรือว่าสารสกัด จากพืชเพื่อเป็นอาหารเสริมซึ่งจะช่วยให้มีมูลค่าสูงขึ้นนะครับ เรื่องของการใช้ฐานเดิมที่มีอยู่ ในเรื่องของการผลิตรถยนต์มาเป็นยานยนต์ไฟฟ้า แล้วก็จะต่อเนื่องไปที่อุตสาหกรรม อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะด้วย โดยเฉพาะเรื่องของสมาร์ตอิเล็กทรอนิกส์ (Smart Electronics) ต่าง ๆ การใช้ภาคการท่องเที่ยวที่มีอยู่นะครับ แล้วก็ชื่อเสียงของประเทศไทยในแง่ของ การท่องเที่ยวที่มีอยู่มาปรับรูปแบบการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพมากขึ้น มีมาตรฐานมากขึ้น เน้นในเรื่องของนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ แทนที่จะเป็นเรื่องของจำนวน รวมทั้งในแง่ของ การทำให้นำเอาระบบสาธารณสุข ซึ่งเรามีความแข็งแรงมาปรับให้เป็นเรื่องของเวลล์เนส ทัวริซึม (Wellness Tourism) แล้วก็ทำเรื่องของเมดิคอลอิควิปเมนต์ (Medical Equipment) เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในระยะถัดไป โดยเฉพาะในแง่ที่อาจจะเกิดวิกฤติ โรคระบาดอีกรอบหนึ่งในระยะข้างหน้า แล้วก็สามารถที่จะยืนอยู่ได้ทั้งในแง่ของวัคซีน แล้วก็ การบำบัดรักษา

มิติที่ ๒ เป็นเรื่องของการสร้างโอกาสการพัฒนา ซึ่งเรื่องนี้พยายามที่จะไปลด แกป (Gap) ของความเหลื่อมล้ำนะครับ แล้วก็พัฒนาตัวเศรษฐกิจฐานราก เศรษฐกิจชุมชน เอสเอ็มอี (SMEs) ให้เข้าไปสู่วงจรของซัปพลายเชน (Supply Chain) ของผู้ประกอบการ ขนาดใหญ่ ซึ่งจะต้องปรับรูปแบบการทำธุรกิจในการที่จะช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) และธุรกิจชุมชนให้เขาสามารถนำสินค้าหรือการผลิตของเขา หรือการบริการของเขาเข้ามา เป็นส่วนหนึ่งในซัปพลายเชน (Supply Chain) ของภาคธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งทำเรื่องของ การพัฒนาพื้นที่เพื่อที่จะสร้างโกรทโพล (Growth Pole) ในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยให้เกิด แหล่งงานแล้วก็มีการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปในพื้นที่โดยรอบ ซึ่งก็จะช่วยลด การอพยพของแรงงานไปสู่เมืองใหญ่ รวมทั้งในเรื่องของการตัดวงจรความยากจนโดยให้ การศึกษาเพื่อที่จะทำให้คนที่มีความยากจนสามารถที่จะหลุดพ้นจากวงจรความยากจน ได้มีอาชีพมีรายได้ที่สูงขึ้น

มิติที่ ๓ จะเป็นเรื่องของความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอันนี้จะดูในเรื่องของการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดปัญหาผลกระทบในแง่ ของภัยแล้งและน้ำท่วม รวมทั้งเพื่อทำให้น้ำมีปริมาณเพียงพอสำหรับการผลิตภายในประเทศ แล้วก็ทำเรื่องของเศรษฐกิจหมุนเวียนคาร์บอนต่ำ หรือว่าบีซีจี (BCG) เข้าไปใช้ในการผลิต ตั้งแต่ระดับชุมชน แล้วก็ระดับธุรกิจ แล้วก็ระดับอุตสาหกรรม

มิติที่ ๔ จะเป็นเรื่องของการทำในเรื่องของปัจจัยสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อที่จะ ทำให้ประเทศไทยสามารถที่จะเดินไปข้างหน้าได้ โดยเฉพาะการพัฒนาสมรรถนะกำลังคน คุณภาพสูง แล้วก็ปรับภาครัฐให้มีความทันสมัย มีความกะทัดรัด ลดข้อจำกัดในแง่ของ กฎระเบียบ แก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัย และกฎหมายต่าง ๆ ที่ล้าสมัย

ซึ่งทั้ง ๔ มิตินี้จะเห็นว่าประเทศไทยในช่วง ๕ ปีข้างหน้าจะมุ่งเป้าไปสู่การที่ จะพัฒนาในลักษณะที่เป็นอินคลูซีฟ โกรท (Inclusive Growth) มากขึ้น ก็คือเป็นการพัฒนา ที่จะกระจายประโยชน์สำหรับคนทุกกลุ่ม แล้วก็มีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วก็ ลดความเหลื่อมล้ำในโครงสร้างของเศรษฐกิจประเทศ และสังคมของประเทศ

สำหรับการขับเคลื่อนแผน ๑๓ สำนักงานได้นำเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานะครับ โดยในการขับเคลื่อนจะมี ๒ ระดับด้วยกัน

ระดับที่ ๑ จะเป็นเรื่องของระดับนโยบาย โดยจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมา ๕ คณะ โดยมีท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน ใน ๕ คณะนั้นแต่ละคณะจะรับผิดชอบในการที่จะกำหนดนโยบายและจัดลำดับความสำคัญ ของเรื่องที่จะดำเนินการในหมุดหมายต่าง ๆ ที่แต่ละคณะรับผิดชอบ แล้วก็ประสานกับ หน่วยงานต่าง ๆ ในการดำเนินการ ในการขับเคลื่อนดำเนินการให้เป็นรูปธรรม

อีกระดับหนึ่งก็จะเป็นระดับพื้นที่ ซึ่งในส่วนนี้ก็จะใช้กลไกที่มีอยู่เดิม ก็คือ กลไกการพัฒนาในจังหวัดและกลุ่มจังหวัด เพื่อที่จะถ่ายทอดแผน ๑๓ ลงสู่พื้นที่ ก็จะใช้กลไก คณะกรรมการนโยบายพัฒนาภาคที่มีอยู่ในการดำเนินการ นอกจากนี้สำนักงานได้มอบหมาย รองเลขาธิการ ๑ ท่าน ในการที่จะลงไปในพื้นที่ในระดับชุมชน ในระดับตำบล เพื่อที่จะสร้าง ความร่วมมือกับพี่น้องประชาชนในการที่จะดำเนินการพัฒนาตามแผน ๑๓ และให้เขามามี ส่วนร่วมในการพัฒนามากขึ้น ให้เขาได้มีโอกาสในการที่จะเสนอแนวคิดหรือเสนอโครงการ ต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์กับพื้นที่และสอดรับกับแนวคิดของแผน ๑๓ ในการติดตาม ประเมินผลก็จะใช้ระบบเดิมที่มีอยู่ ก็คือระบบอีเมนซ์ (eMENSCR) ที่มีอยู่ในการติดตาม ในส่วนนี้ผมขออนุญาตเรียนว่าในการจัดทำร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ ก็ได้มีการตรวจสอบความสอดคล้องและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ กับตามแผน แม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติทั้ง ๒๓ แผน และแผนปฏิรูปประเทศด้วยเรียบร้อยแล้วนะครับ รวมทั้งนโยบายและแผนทางด้านความมั่นคง ซึ่งทาง สมช. อยู่ระหว่างยกร่างอยู่นี่นะครับ ก็ได้มีการดูความสอดคล้องกันเรียบร้อยแล้ว และในระยะถัดไปก็ได้มีการทำความตกลงกับ ทางสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้วในการที่จะนำแผน ๑๓ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดสรร งบประมาณในช่วง ๕ ปีข้างหน้า ก็จึงเรียนที่ประชุมเพื่อโปรดทราบครับ