สมชาย ฝั่งชลจิตร อภิปรายเกี่ยวกับงบประมาณ พ.ศ. 2566 โดยเน้นย้ำถึงความซ้ำซ้อนของหน่วยงานที่สังกัดอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้ตัดงบประมาณของกรมประชาสัมพันธ์
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผมสมชาย ฝั่งชลจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ผมขออนุญาตอภิปรายแปรญัตติงบประมาณ มาตรา ๗ ในพระราชบัญญัติงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ความจริงท่านหัวหน้าพรรคผมได้ขอแปรญัตติตัดไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ผมไม่ควรจะอภิปรายอีก แต่เนื่องจากว่ามันมีประเด็นที่สามารถจะเอามาพูดคุยได้ โดยเฉพาะ งบประมาณของสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่ ๒๒,๖๕๒ ล้านกว่าบาท มันเป็นงบประมาณ ซึ่งสามารถใช้บริหารราชการ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นใน พ.ร.บ. งบประมาณนั้นก็คือความซ้ำซ้อน ของหน่วยงานที่สังกัดอยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานเห็นว่า สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนก็มีพันธกิจในเรื่องของพื้นฐานการปรับสมดุล และพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ ในขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบ ราชการก็มีพันธกิจเรื่องนี้อยู่ด้วย แล้วก็ใช้งบประมาณ ๓๐๐ กว่าล้านบาท กับสำนักงาน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนก็ใช้งบประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท นี่คือความซ้ำซ้อน ในขณะเดียวกันสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติก็อยู่ในสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วมี กรมทรัพยากรน้ำอยู่ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นี่คือความเลอะเทอะ หรือเทอะทะของระบบราชการจริง ๆ งบประมาณไปละเลงกันโดยที่ทำงานซ้ำซ้อนกัน แล้วก็ไม่มีการบูรณาการต่างคนต่างก็เอาไปทำลงพื้นที่ จะเรียกว่าไปหาเงินทอนด้วยกัน หรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เอางบประมาณไปวางไว้ในส่วนราชการของตนเอง แต่ใน พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๖ แม้กระทั่งปี ๒๕๖๕ ที่ผ่านมา ทุกหน่วยงานเขียนงบประมาณ ด้านความมั่นคงมาตลอด ก็เหมือนที่เพื่อนสมาชิกทุกท่านพูดที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น กปน. ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใดก็ตามมีแต่ความมั่นคง และที่สำคัญที่สุดท่านประธานครับ ในชีวิตผม ผมรู้สึกนะครับว่าเวลางบประมาณสภาเข้าเมื่อไรภาคใต้ร้อนขึ้นทุกที นี่คือสิ่งที่มัน เห็นมาประจำ จะเกิดเหตุอย่างไรเราไม่รู้ แต่มันเป็นข้อสังเกตได้ งบประมาณที่ใช้ใน กปน. ที่ใหญ่ที่สุดคือการสร้างสายข่าว และนี่ก็เหมือนที่เพื่อนสมาชิกพูดเมื่อสักครู่ว่านี่คือการสร้าง ความขัดแย้งในหมู่ประชาชนให้สงสัยกันจนนำไปสู่ความรุนแรง แต่ที่ผมอยากจะเน้นของ กรมประชาสัมพันธ์แผนยุทธศาสตร์ปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม ๑,๐๐๐ กว่าล้านบาท สงสัยนะครับ เพราะประเทศนี้จะเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรมเป็นอะไร วัฒนธรรมเรา ตรงไหน การกิน การมีชีวิต วิถีชีวิต ความคิดความอ่าน เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิกคุณธัญวัจน์ ของพรรคผมพูดว่ามันเปลี่ยนโลกโกลบอลไรซ์ (Globalized) หลังความทันสมัย วัฒนธรรมไทย หรือวัฒนธรรมของมนุษยชาติมันพัฒนาไปตามกลไกและการพัฒนาของเทคโนโลยี สังคม มันเปลี่ยน วัฒนธรรมมันก็สืบทอดเชื่อมต่อกัน เราอาจจะกินข้าวกับตะเกียบ บางคนอาจจะ กินข้าวกับมือหรืออาจจะใส่เสื้อผ้าแฟชั่นมันก็กระจายกันทั่วโลก แต่สิ่งหนึ่งที่มันเกิดขึ้นในงบประมาณพันกว่าล้านบาทนี้คืออะไร โลกมันกำลังจะเป็นเสรีนิยม โลกกำลังจะเป็นประชาธิปไตย เคารพในความเป็นศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ ศักดิ์ศรีของคน ที่เท่าเทียมกัน นี่คือสิ่งที่มันเป็นจริงในโลกปัจจุบัน แต่กรมประชาสัมพันธ์กำลังจะพาเราไปสู่ ยุคฟิวดัล (Feudalism) หรือเปล่า ประเทศนี้ต้องถอยกลับไปเพื่อที่จะเป็นประชาธิปไตย ไม่ได้หรือ ต้องใส่ชุดราชปะแตน ห้ามใส่อย่างอื่นหรืออย่างนั้นหรือครับ หรือจะต้องร้องเพลง ไทยเดิม ลาวดวงเดือน จะร้องเพลงฮิปฮอป (Hip Hop) ไม่ได้ คุณกำลังวางแผนในการที่จะใช้ วิธีการปรับเปลี่ยนค่านิยมในงบประมาณพันกว่าล้านบาท คุณจะเอาประเทศไทย เอาคนไทย ไปอยู่ตรงไหนในซอกหลืบของสังคมโลก นี่คือสิ่งที่ต้องคิดนะครับ เพราะฉะนั้นวิธีคิดแบบนี้ มันกำลังจะใช้สื่อในกรมประชาสัมพันธ์เพื่อลงทุนในการกล่อมเกลาและกดหัวประชาชนไม่ให้ เงยหัว หรือแต่ได้คิดว่าประเทศนี้มันควรจะมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ในการพูดคุย ในการแสดงความคิดเห็น ในการที่จะทำโดยสิทธิของความเป็นมนุษยชนที่คุณกับผม มีค่าเท่ากัน เพราะทุกคนล้วนแต่เกิดมาจากการปฏิสนธิกับไข่และอสุจิ นี่คือสิ่งที่มันเป็นจริง และโลกมันพัฒนาไป วิทยาศาสตร์มันก้าวหน้า งบประมาณที่จะทำพันกว่าล้านบาทนี้ มันหมายความว่าอย่างไร ผมถึงอยากจะตัดทั้งหมดเลยพันกว่าล้านบาทนี้ แต่ว่าที่ผมเสนอมา ๒ เปอร์เซ็นต์ ๔๕๐ กว่าล้านบาท ก็ขออนุญาตตัดด้วยครับ