สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๕

สุชาติ ชมกลิ่น พูดถึงสถานการณ์การจ้างงานหลังการเปิดประเทศเต็มรูปแบบ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ และท่านผู้ตั้งคำถามท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์รงค์ บุญสวยขวัญ ท่าน ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ นครศรีธรรมราช คำถามแรก เป็นคำถามที่น่าสนใจมากนะครับ เพราะว่าเป็นคำถามที่จะบ่งบอกหรือบ่งชี้ถึงสถานการณ์ เศรษฐกิจต่าง ๆ การวิเคราะห์นักลงทุนต่าง ๆ ด้วยแล้วก็ทั้งผู้ประกอบการ แล้วก็ลูกจ้าง นายจ้าง ในส่วนที่เปิดประเทศเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ ที่ผ่านมานะครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อสมาชิกว่าช่วงเดือนไตรมาส ๒ แล้วกันนะครับ ผมจะขอให้ดูตัวเลขไตรมาสแรกแล้วไตรมาสที่ ๒ ดีกว่าเพื่อจะเปรียบเทียบได้ว่าหลังจากเปิด ประเทศแล้วต่างกันอย่างไรนะครับ ไตรมาสที่ ๑ เดือนมกราคม ตลาดเข้างานคนเข้างานอยู่ ประมาณสัก ๑๔๘,๐๐๐ กว่าคนนะครับ ไตรมาสที่ ๒ ก็ประมาณสัก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน ๑๓๐,๐๐๐ คน โทษทีครับ เดือนกุมภาพันธ์แล้วก็เดือนมีนาคมประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ข้อสังเกตว่าช่วงที่เราเปิดประเทศที่ท่านตั้งคำถามมาวันที่ ๑ มิถุนายนที่ผ่านมา มีการจ้างงาน เดือนเมษายนช่วงที่ข่าวเริ่มจะมีการเปิดประเทศ มีการจ้างงานเพิ่มขึ้นมา ๑๕๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ช่วงที่ ๑ พฤษภาคมเริ่มรับรู้แล้วครับว่าการเปิดประเทศเต็มรูปแบบนั้นมีนักท่องเที่ยว เข้าประเทศ การเข้าออกง่ายขึ้นครับ รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านก็ได้เล็งเห็นถึงระเบียบหรือการเข้าออกประเทศให้สอดคล้องกับประเทศ ที่รับนักท่องเที่ยว ช่วงเดือนพฤษภาคมตัวเลขกระโดดจ้างงานเป็นที่ ๑๙๑,๒๖๐ คน มิถุนายนตลาดจ้างงานกระโดดขึ้นมาอีกนะครับเป็น ๒๐๑,๐๐๐ กว่าคนนะครับ ในส่วนนี้ ผมกำลังจะเปรียบเทียบให้ท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าการเปิดประเทศนั้นตลาด การจ้างงานของเราฟื้นตัวอย่างรวดเร็วนะครับ จากภาคบริการที่เราเคยติดลบกลับมาฟื้นตัว อยู่ในอัตราที่ต้องเรียนว่าใกล้กับตอนที่ก่อนมีโควิด (COVID) ยิ่งสถานการณ์ในภาคอุตสาหกรรม การผลิตผมอยากจะเปรียบเทียบอย่างนี้ว่าช่วงเกิดโควิด (COVID) ในช่วง ๒๕๖๓ นั้น คนที่ออกจากแรงงานภาคอุตสาหกรรมภาคผลิตประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่ปัจจุบันนี้ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมภาคผลิตนะครับมีการเข้างานถึง ๖๒๖,๔๖๑ คน แปลว่า อะไรรู้ไหมครับ แปลว่าตลาดฟื้นตัวขึ้นมาเป็น ๑๑๑ เปอร์เซ็นต์ นี่คือเป็นตัวบ่งชี้ว่านโยบาย รัฐบาลต่าง ๆ ตั้งแต่โครงการแฟกทอรี แซนด์บ็อกซ์ (Factory Sandbox) รักษาการจ้างงาน ในการเยียวยาเอสเอ็มอี (SMEs) ประคับประคองให้เอสเอ็มอี (SMEs) หัวละ ๓,๐๐๐ บาท เช่นท่าน ส.ส. มีลูกจ้างอยู่ประมาณร้อยคน ท่านก็ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลในส่วนของ เงินกู้นะครับ ที่ทุกท่านได้ถามว่าเงินกู้รัฐบาลกู้ไปทำอะไร ส่วนหลักก็คือกู้ไปประคับประคอง ธุรกิจ แล้วก็ดูแลลูกจ้างนายจ้าง อย่างเช่นท่านมีลูกจ้างร้อยคน เอสเอ็มอี (SMEs) ก็ให้ ๓,๐๐๐ บาทต่อคน ท่านก็ได้รับเดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๓ เดือนคือ ๙๐๐,๐๐๐ บาท แต่มี ข้อแม้ว่าท่านต้องเข้าสู่โครงการของรัฐบาลคือไม่มีการเอาลูกจ้างเดิมออก สถานการณ์ช่วงนั้น ระยะเวลา ๓ เดือนที่นโยบายรัฐบาลได้ออกไปในช่วงช่วยเหลือเอสเอ็มอี (SMEs) กลับมีการ จ้างงานเพิ่มมาประมาณเกือบ ๖๐,๐๐๐ คน ระยะเวลา ๓ เดือน ผมกำลังบอกว่านโยบาย รัฐบาลต่าง ๆ ที่เดินมาโดยท่านนายกรัฐมนตรีนั้นเดินมาถูกทางแล้วก็แก้ปัญหาโดยการ ประคับประคองคนเดิมให้อยู่ก่อน ธุรกิจอย่าให้มีปัญหาอย่าให้ล้มประคับประคองช่วยเหลือ นายจ้าง รักษาการจ้างงาน หลังจากเปิดประเทศปุ๊บเลยทำให้การสตาร์ต (Start) เครื่อง หรือเครื่องยนต์ที่เราวอร์ม (Warm) เครื่องอยู่แล้วมันสามารถเดินเครื่องได้เลยในส่วนนี้ คือสิ่งที่เราเดินมาถูกทาง แล้วก็เป็นสิ่งที่ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) โลกได้พบผมที่กระทรวงแรงงาน รองผู้อำนวยการใหญ่ เลยนะครับ ได้ชื่นชมรัฐบาลไทยในส่วนนี้ครับว่าเราแก้ปัญหา ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะเรื่อง สาธารณสุขอย่างเดียว เราใช้ระบบเศรษฐศาสตร์เดินคู่สาธารณสุขทำให้ระบบเศรษฐกิจเรา ประเทศไทยฟื้นตัวเร็ว ท่านประธานครับ ผมฝากท่านประธานผ่านไปเพื่อนสมาชิกว่า ท่านเชื่อไหมครับว่าการส่งออกของประเทศไทยสูงสุดในรอบ ๓๐ ปี นี่คือสิ่งที่บ่งชี้บ่งชัดให้ เห็นว่าการแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด (COVID) นั้น เราเดินควบคู่กับระบบเศรษฐศาสตร์ เดินคู่สาธารณสุข เราไม่ได้เดินเฉพาะการควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเดียว แต่เราต้อง รักษาการจ้างงานด้วย เลยทำให้ตลาดจ้างงานเราสูงขึ้นมานะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ