สาธิต แจงแนวทางฉีดวัคซีน-ใช้ยาโควิด ย้ำความปลอดภัยและระมัดระวังกลุ่มเสี่ยง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๕

สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงแนวทางการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยย้ำความสำคัญของการฉีดวัคซีนกระตุ้นเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงและบุคลากรทางการแพทย์ พร้อมยืนยันในความปลอดภัยของวัคซีนและเรียกร้องให้มีการรณรงค์เพิ่มอัตราการฉีดวัคซีนเพื่อลดความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิต นอกจากนี้ยังชี้แจงการใช้ยาในผู้ติดเชื้อโควิด-19 โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามแนวทางเวชปฏิบัติของแพทย์ การจ่ายยาอย่างระมัดระวังตามอาการและสถานภาพของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงเช่นหญิงตั้งครรภ์

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข บังเอิญผมมีเวลาเหลือไม่มาก ๕ นาที ผมก็คงจะตอบท่านจิรายุอย่างนี้นะครับว่าในส่วนของ การแนะนำให้การฉีดวัคซีนเรายังมีการแนะนำให้ฉีดตลอด แล้วเราแนะนำอย่างนี้ครับว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะต้องฉีดหลังเข็มฉีดก่อนหน้าห่างกันประมาณ ๔-๖ เดือน เข็มกระตุ้นก็หมายความว่าที่ฉีดไปแล้ว แล้วก็จะมากระตุ้น อย่างเช่นของท่านจิรายุเป็น เข็ม ๔ แล้วใช่ไหมครับ ถ้าฉีดเข็ม ๔ แล้วอยู่ในระยะเวลา ๔-๖ เดือนก็ยังสามารถมีภูมิ คุ้มกันได้ แต่ต้องเรียนว่าการต่อสู้กับสถานการณ์โควิด (COVID) ข้อมูลมันหลากหลายมาก เวลาเราพูดก็ต้องใช้ อย่างวัคซีนเราใช้คำว่า ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แล้วก็มีการเก็บข้อมูล ในหลาย ๆ ประเด็น ซึ่งต้องใช้เวลาในการอธิบายและพูดคุยกันนานพอสมควร แต่ในระยะ เวลาสั้น ๆ ก็เรียนว่ากระทรวงสาธารณสุขได้มีคำแนะนำในเรื่องการฉีดวัคซีนตลอดเวลา แต่ปัญหาตอนนี้มันกลับกันเหมือนที่ท่านจิรายุพูด คือประชาชนเขาได้ต่อสู้กับสถานการณ์ โควิด (COVID) มา ๓ ปีเต็ม เขาใช้วิจารณญาณในการรับทราบข้อมูลหลาย ๆ แหล่งข้อมูล กระทรวงสาธารณสุขที่หนึ่ง ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) ที่หนึ่ง คนบอกที่หนึ่ง เขาก็ รู้สึกว่ามันฉีดหลายเข็มแต่ก็ยังติดอยู่เขาก็เลยไม่ค่อยอยากมาฉีดวัคซีนเท่าไร อย่างเช่น เรากำลังรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็ม ๓ ให้ได้เกณฑ์เกิน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ และโดยเฉพาะ กลุ่ม ๖๐๘ ก็คือกลุ่มสูงอายุกับกลุ่มที่มีโรคประจำตัว ซึ่งอันนี้เราจะเป็นการใส่เสื้อเกราะ สำหรับกลุ่มเสี่ยง ถ้าเราใส่เสื้อเกราะสำหรับกลุ่มนี้ได้ก็จะเดินหน้าได้เต็มที่ แต่อย่างน้อยที่สุดประชาชนทั่วไป ฉีดเกินเข็ม ๓ ตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขไป ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์เราก็อุ่นใจได้ระดับหนึ่ง บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่หน้างานที่มีความเสี่ยงตอนนี้เราให้เขาฉีดครบ ๔ เข็ม ไปแล้ว ซึ่งการฉีดวัคซีนทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสมัครใจนะครับ เราให้คำแนะนำ แต่เราคิดว่า การฉีดวัคซีนที่ดีก็ต้องเป็นการป้องกันการมีอาการรุนแรงและป้องกันการเสียชีวิตซึ่งเราพูด มาตลอด ทุกท่านก็ช่วยกันพูดซึ่งก็เป็นเรื่องดีนะครับ ขณะนี้สิ่งที่เราต้องทำได้และช่วยกันทำ ได้ก็คือใช้สถานการณ์ที่มีการติดเชื้อมากขึ้นไปบอกคน ๒ กลุ่มนี้ให้มาฉีดเข็มกระตุ้นให้ได้ มากที่สุดเพราะยังมีตัวเลขตามเกณฑ์ยังน้อยเกินไปสำหรับผม ขณะนี้มีการฉีดเข็ม ๓ ให้กับ ประชาชนทั่วไปประมาณเกือบ ๆ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเกณฑ์ของเราต้องผ่าน ๖๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เทรนด์ (Trend) ก็คือว่าวัคซีนขณะนี้มีเพียงพอแต่ก็มีคนที่ต้องการฉีดน้อยลง ผมคิดว่า สถานการณ์นี้จะช่วยทำให้พวกเรารณรงค์ให้กับคนที่ใกล้ตัวเรามาฉีดวัคซีนเข็ม ๓ ให้ได้ ส่วนถามว่าการฉีดวัคซีนจะมีเอฟเฟกต์ (Effect) ในเรื่องของอาการเกี่ยวข้องกับการฉีดวัคซีน หรือไม่ แน่นอนมีครับเพราะว่าการเก็บข้อมูลการฉีดวัคซีน แต่การผลิตวัคซีนในสถานการณ์ ฉุกเฉินหรือในสถานการณ์ปกติเราเน้นความปลอดภัยให้กับประชาชนที่ได้รับวัคซีน สำหรับ ข้อมูลทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนและเสียชีวิตบ้างแต่ว่าถ้าเทียบกับของคนในประเทศไทยถ้าผม จำตัวเลขไม่ผิด ๒ ล้านคนมีผู้เสียชีวิต ๑ คน เพราะฉะนั้นถือว่าอัตราตรงนี้ถึงแม้ว่า การเสียชีวิตของทุกคนมีความสำคัญแต่ว่าถ้าเทียบกับกรณีติดเชื้อและเสียชีวิตที่มีจำนวนมาก อย่างเช่น กรณีเดลต้า (Delta) ก็จะเห็นชัด เพราะฉะนั้นเราก็ต้องรณรงค์ให้คนฉีดวัคซีน มากกว่านะครับ มากกว่ากรณีไม่ฉีดแล้วเป็นโควิด (COVID) แล้วเสียชีวิต แต่ขณะเดียวกันฉีด ๒ ล้านคนแล้วเสียชีวิตคนเดียว ๒ ทางนี้เราจึงรณรงค์ให้คนฉีดวัคซีนมากกว่า

ส่วนเรื่องของยาที่พูดถึงเรื่องยา ท่านจิรายุ ผม เราอย่าไปรู้ดีแทนคุณหมอเลย มันมีวิชาชีพอยู่ วิชาชีพเภสัชกรรม แพทย์เขาจะประเมินอาการแล้วก็ให้ยา จริง ๆ ยาตอนนี้ ของสาธารณสุขเรามียาอยู่ประมาณ ๓ ๔ ตัว ตั้งแต่ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) โมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) แพกซ์โลวิด (Paxlovid) ของไฟเซอร์ (Pfizer) แล้วก็เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) การให้ยาในแต่ละตัว แต่ฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ที่จริงก็ไม่ใช่ยารักษาโควิด (COVID) ที่ประเทศอื่นก็ไม่นิยมใช้ แต่บังเอิญมาใช้กับประเทศไทยแล้วได้ผล เพราะฉะนั้นตรงนี้ กระทรวงสาธารณสุขออกเป็นไกด์ไลน์ (Guideline) แนวทางสำหรับคุณหมอที่จะให้ยา ส่วนการให้ยาผมเคารพวิชาชีพแพทย์ที่ต้องไปประเมินอาการแล้วจ่ายยาตามอาการ เช่น เรมเดซิเวียร์ (Remdesivir) ให้สำหรับผู้มีอาการรุนแรงหนักเป็นการฉีด แต่ว่าโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ก็เป็นยาเม็ด แพกซ์โลวิด (Paxlovid) ก็เป็นยาเม็ด ซึ่งมีไกด์ไลน์ (Guideline) ที่แตกต่างกัน ถ้าคุณจิรายุสนใจเข้าไปในเว็บไซต์ (Website) ไกด์ไลน์ (Guideline) ของ กรมการแพทย์ก็จะมีไกด์ไลน์ (Guideline) ทั้งหมด ซึ่งแพทย์ทั่วประเทศจะต้องเอาไกด์ไลน์ (Guideline) นี้ไปปฏิบัติ ถ้าเขาปฏิบัติผิดเขาก็ต้องถูกฟ้อง แล้วถ้าเกิดมีอะไรขึ้นเขาต้องรับผิดชอบ แล้วส่วนใหญ่ถ้าไม่ปฏิบัติตามไกด์ไลน์ (Guideline) ศาลจะพิพากษาให้แพ้คดี ซึ่งอันนี้ก็เป็น การปฏิบัติตามมาตรฐานของสถานการณ์ เพราะฉะนั้นยาไม่ว่าจะเป็นฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) หรือยาตัวอื่นการจะให้กับผู้ติดเชื้อก็จะต้องมีแพทย์ประเมินอาการแล้วก็ให้ยาแต่ละชนิด เรียนว่าข้อมูลญาติของท่านสุทิน คลังแสง ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นญาติหรือเป็นอะไรกัน แต่ท่าน มารับบริการที่โรงพยาบาลมหาสารคาม บังเอิญท่านตั้งครรภ์ ๑๐ สัปดาห์มีอาการไข้ ไอแห้ง ๆ เจ็บคอ เพราะฉะนั้นแพทย์จึงวินิจฉัยให้พาราเซตามอล (Paracetamol) ตามอาการ พอเป็น ผู้หญิงตั้งครรภ์การให้ยามีความละเอียดอ่อนเขาก็เลยไม่ได้ให้ยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) แล้วก็หายเป็นปกติ ซึ่งอันนี้ก็ต้องเคารพแพทย์ในการตัดสินใจ แล้วการให้ยาในแต่ละตัว ก็ต้องดูพื้นฐานของคนไข้ด้วยว่าเขาเป็นโรคอะไร มีโรคประจำตัวหรือไม่ อย่างไร ซึ่งอันนี้ เรียนว่าต้องเคารพแพทย์ในการที่จะวินิจฉัยในการจ่ายยา ก็ขอเรียนท่านจิรายุ แต่ว่าเดี๋ยว ถ้ามีเวลาผมจะเล่าให้ฟังว่าการจัดการของกระทรวงสาธารณสุขซึ่งมันเยอะมาก ทั้งการรักษา ทั้งการป้องกันควบคุมการติดเชื้อ ขอบพระคุณครับ