อัมรินทร์ บุณยะวิโรจ ชี้แจงหลักการจัดตั้งศาลทหารตามร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร ฉบับแก้ไข โดยย้ำว่าศาลทหารสอดคล้องกับแนวคิดสากลและจำเป็นต่อการบังคับบัญชาทางทหาร ไม่จำกัดสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดี และคัดค้านการโอนคดีทหารไปพิจารณาในศาลพลเรือนซึ่งขัดเจตนารมณ์กฎหมายเดิม พร้อมระบุว่าจำเลยสามารถขอรับความช่วยเหลือด้านกฎหมายฟรีได้ และชี้ปัญหาการพิจารณาคดีที่ล่าช้า
กราบเรียนท่าน ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตรี อัมรินทร์ บุณยะ วิโรจ ผู้ช่วยเจ้ากรมพระธรรมนูญ ขออนุญาตเรียนชี้แจงเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญ ศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่ท่านสมาชิกขอแก้ไขนะครับ ก่อนอื่นขอเรียนให้ทราบ ถึงหลักการการจัดตั้งศาลทหารซึ่งมาจากแนวคิดที่ว่า ๑. หลักสากลซึ่งในหลายประเทศก็มี ศาลทหาร ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือจีน หลักการที่ ๒ คือหลักการปกครอง บังคับบัญชาทหารระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา หรือเรียกว่าหลักเอกภาพของ การบังคับบัญชา หมายถึงการให้ผู้บังคับบัญชามีอำนาจเด็ดขาดในการบังคับบัญชาและสั่งการ ๓. หลักความยืดหยุ่นของเขตอำนาจศาล และวิธีพิจารณาที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ เช่น ในเวลาสงคราม ๔. หลักกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีกองทัพต้องปฏิบัติภารกิจ ในต่างประเทศและการกำหนดห้ามไม่ให้ฟ้องคดีกับบุคคลบางประเภท ๕. หลักความเด็ดขาด รวดเร็วในการพิจารณาพิพากษาในเวลาไม่ปกติ หรือในเวลาที่มีการรบการสงครามหรือ ประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งต้องใช้ความเด็ดขาดรวดเร็วในการพิจารณาพิพากษานะครับ ซึ่งจากแนวคิดหลักการที่ผมกล่าวก็ได้มีการจัดตั้งศาลทหารของประเทศไทย โดยมีกฎหมาย เฉพาะได้แก่พระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ศาลทหารเป็นศาลเฉพาะ ที่มีเขตอำนาจเหนือตัวบุคคลผู้ซึ่งกระทำผิดซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ขณะกระทำผิด ซึ่งผมจะเน้นในเรื่องศาลทหารมีอำนาจเหนือตัวบุคคลผู้กระทำผิดซึ่งเป็น บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารขณะกระทำผิด สำหรับศาลทหารได้ถูกบัญญัติรับรองไว้ใน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรทุกฉบับจนถึงปัจจุบันนะครับ ศาลทหารแบ่งออกเป็น ศาลชั้นต้น ศาลทหารกลาง ศาลทหารสูงสุด เช่นเดียวกับศาลยุติธรรมมีองค์คณะตุลาการ ซึ่งประกอบด้วยนายทหาร ซึ่งดำรงตำแหน่งตุลาการพระธรรมนูญ กับนายทหารผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเป็นองค์คณะในการพิจารณาพิพากษาคดี มีการอุทธรณ์ฎีกาเช่นเดียวกับ ศาลยุติธรรม เพียงแต่ว่าในเวลาไม่ปกติก็จะห้ามอุทธรณ์ฎีกา ซึ่งศาลทหารมีอำนาจในการพิจารณา พิพากษาโทษอาญาทุกประเภทที่อยู่ในเขตอำนาจ สำหรับการพิจารณาของศาลทหารนั้น มาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ กำหนดให้วิธีพิจารณา ความอาญาให้ใช้กฎหมาย กฎ และข้อบังคับ ซึ่งออกตามกฎหมายฝ่ายทหารมาใช้บังคับ ถ้าไม่มีจึงให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งมาใช้บังคับ ซึ่งในการพิจารณาพิพากษาก็จะเหมือนกับศาลยุติธรรม รูปแบบ การพิจารณาไม่ต่างกัน มีมาตรฐานเดียวกัน สำหรับในเรื่องการจำกัดสิทธิของผู้เสียหาย ขอเรียนว่าพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะจำกัดสิทธิ ผู้เสียหาย สิทธิของผู้เสียหายในการฟ้องคดี การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม หรือการฟ้องคดีเองยังคงมีอยู่ ไม่เสียไป เว้นแต่กรณีผู้เสียหายเป็นพลเรือนกำหนดให้สามารถแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมอบคดีให้กับอัยการทหารฟ้องคดีแทน ซึ่งในเรื่องนี้การที่ผู้เสียหาย จะต้องมอบคดีก็ถือว่าอัยการทหารเป็นเจ้าพนักงานยุติธรรมของรัฐทำหน้าที่แทนโจทก์ในการ ฟ้องคดีจนเสร็จสิ้นครับ ประกอบกับศาลทหาร ศาลทหารมีศาลทหารในเวลาปกติ ศาลทหาร ในเวลาไม่ปกติ ดังนั้นก็จะเป็นอุปสรรคต่อผู้เสียหายในการดำเนินคดีหรือการจัดการทางคดี ด้วยตนเอง แต่ขอเรียนว่าสิทธิของผู้เสียหายตามกฎหมายยังคงมีอยู่โดยชอบธรรมและไม่ได้ถูกจำกัดสิทธิ แต่อย่างใดครับ เพียงแต่กำหนดให้มีวิธีการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้เสียหายที่แตกต่าง ออกไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับกระบวนการยุติธรรมทหาร สำหรับศาลทหารมีความพร้อม ในเรื่องของสถานที่เครื่องมือเครื่องใช้ในการพิจารณาคดี ปัจจุบันมีการพิจารณาคดีอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยและมีการรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน เปิดโอกาสให้คู่ความสามารถต่อสู้คดี ได้อย่างเต็มที่ ส่วนการเลื่อนนัดก็จะทำเท่าที่จำเป็นนะครับ แต่บางครั้งบางคดีก็มีความจำเป็น ต้องเลื่อนคดีซึ่งอาจจะทำให้เห็นว่ามีความล่าช้า เช่น การเลื่อนคดีเนื่องจากคู่ความหรือพยาน ไม่มาศาลตามนัด ผมขออนุญาตเรียนว่าในหลักการและเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ที่ขอแก้ไขจะเห็นว่าขัดกับหลักการและแนวคิดการมีศาลทหารที่ผมได้เรียนข้างต้น เนื่องจาก เป็นการนำคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหารไปให้ศาลพลเรือนพิจารณาพิพากษาประกอบกับ เนื้อหาของร่างไม่ตรงกับเหตุผลที่ขอแก้ไขในเรื่องผู้เสียหายไม่อาจฟ้องคดีในศาลทหารได้ ซึ่งมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารของปี ๒๔๙๘ เป็นเรื่องการที่คดีไม่อยู่ใน อำนาจศาลทหารไม่ใช่เรื่องของสิทธิการฟ้องคดีนะครับ และการพิจารณาคดีของศาลทหารมิได้ จำกัดสิทธิทางคดีของผู้เสียหายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ยังคงมีอยู่โดยชอบธรรมเพียงแต่ กำหนดให้มีวิธีการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้เสียหายที่แตกต่างออกไปเพื่อให้เกิดความเหมาะสม กับกระบวนการยุติธรรมทหาร นอกจากนี้หลักการของร่างพระราชบัญญัติที่ขอแก้ไขเพิ่มเติม ดังกล่าวจะทำให้เขตอำนาจของศาลนี้เปลี่ยนแปลงไป เกิดผลกระทบกับกระบวนการยุติธรรมทหาร
สำหรับข้อถามที่ว่าไม่มีทนายขอแรง ขออนุญาตเรียนว่าในกรมพระธรรมนูญ มีสำนักงานสงเคราะห์ทางกฎหมายซึ่งจำเลยสามารถที่จะใช้สิทธิขอทนายจากสำนักงาน สงเคราะห์ทางกฎหมายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายครับ ส่วนการพิจารณาคดีล่าช้าผมได้เรียนในเบื้องต้น แล้ว ขอบคุณครับ