อนุพงษ์ เผ่าจินดา ชี้แจงการออกกฎกระทรวงใหม่เพื่อดึงดูดบุคคลมีทักษะและนักลงทุนต่างชาติเข้ามาพำนักในประเทศไทยระยะยาว พร้อมย้ำความรัดกุมของมาตรการและไม่มีเจตนาขายชาติ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผมขอเรียนตอบกระทู้ ในเรื่องของการที่มีการออกกฎกระทรวงใหม่และขอแก้ไข ไม่ได้แก้กฎกระทรวงนะครับ ออกกฎกระทรวงใหม่เลยนะครับ กฎกระทรวงเก่า ปี ๒๕๔๕ ก็ยังคงมีอยู่ สาเหตุที่ทาง รัฐบาลได้มีการพิจารณาที่จะหามาตรการดำเนินการในเรื่องนี้ เริ่มมาจากที่ทุกคนก็ทราบดีว่า วิกฤติของเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากในช่วงนั้นเป็นเรื่องของโรคระบาดโควิด-๑๙ (COVID-19) ก็มีคณะทำงานเศรษฐกิจเชิงรุกเป็นคนรุ่นใหม่ ๆ ทั้งนั้น ก็มาพิจารณาว่าเราจะดำเนินการ อย่างไรเพื่อจะทำให้เศรษฐกิจมันดีขึ้น ในการพิจารณาก็มีการพิจารณาหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน ในเรื่องนี้ถ้าจุดเริ่มต้นก็จะมีเรื่องของอยากให้มีผู้ที่มีคุณสมบัติที่เราอยากได้ เช่น เป็นคนที่ มีความมั่งคั่งสูงมาลงทุน หรือผู้เกษียณราชการต่างประเทศอยากที่จะมาพำนักในประเทศไทย แล้วก็มีการลงทุนด้วย รวมทั้งกลุ่มผู้ที่มีความสามารถ อันนี้จะเป็นอีกกรณีหนึ่ง ก็จะเป็นบุคคล มีความสามารถหรือมีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษ ซึ่งเราจะมีสิ่งจูงใจเขาอย่างไร อันนี้เป็นประเด็น ที่ท่านถามว่ามันมีอะไรนอกจากเศรษฐกิจหนักหนา ก็จะมีเรื่องของเราอยากได้คนที่เก่ง คนที่มีความสามารถมา ทั้งทำงานในประเทศไทย แล้วก็มีผู้ที่มีทักษะพิเศษ อันนี้คือเป็นเหตุผลหนึ่งซึ่งคณะทำงานเศรษฐกิจเชิงรุกพิจารณาว่าน่าจะหาทางที่จะให้เขามาอยู่ เริ่มต้นนี้ไม่ได้เรื่องที่อยู่อาศัย ไปเริ่มต้นในเรื่องของการที่จะให้ลองเทอร์ม เรสซิเดนต์ วีซ่า (Long-term resident visa) ก็คือให้อยู่ระยะยาวได้ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่พิจารณาที่จะ หาทางเอาคนดังกล่าวนี้มาอยู่ในประเทศเรา เพราะฉะนั้นคนดังกล่าวนี้จะต้องมีการพิจารณา โดยยื่นต่อบีโอไอ (BOI) สถานทูต สถานกงสุลในการที่จะขอวีซ่า (Visa) อาจจะมีการ ตรวจสอบทั้งเรื่องของแบล็กลิสต์ (Blacklist) ต่าง ๆ พฤติการณ์เฝ้าระวังในเรื่องของการ ทำงานในลักษณะต้องห้าม แล้วก็ต้องมีการพิสูจน์เรื่องของความเชี่ยวชาญพิเศษ สรุปแล้วมีขั้นตอนในการที่จะพิจารณากลั่นกรองเอาคนพวกนี้เข้ามาขั้นต้นก่อนที่จะได้ ลองเทอร์ม เรสซิเดนต์ วีซ่า (Long-term resident visa) เข้ามา แล้วคณะทำงานนั้นก็เสนอ แนวคิดที่จะต้องส่งเสริมที่จะดึงดูดให้เขาเข้ามา นั่นคืออินเซนทีฟ (Incentive) นะครับ ขออนุญาตว่าจะให้เขาเข้ามา หนึ่งในนั้นก็จะเป็นเรื่องของการที่จะให้เขามีที่อยู่อาศัยได้ เพราะเขาต้องมาอยู่อาศัยระยะยาว ก็เป็นที่มาของอันนี้ แล้วในคณะทำงานในการหารือกัน ทางกรมที่ดินก็ได้ชี้แจงแล้วว่าเราได้มีแล้ว เรามีกฎกระทรวงเดิมอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังอยาก เปลี่ยนแปลงให้มันเป็นกลุ่มนี้โดยเฉพาะ ก็จะเป็นที่มาของการออกกฎกระทรวงใหม่ โดยที่ถามว่าดีขึ้นไหม รัดกุมขึ้นไหม ก็ตอบว่าต้องรัดกุมขึ้นกว่าเดิม ที่เมื่อสักครู่นี้บอกว่า รัดกุมแล้วไม่มีคนมา อันนี้รัดกุมกว่าเดิม ว่าเขาต้องได้วีซ่า (Visa) ซึ่งมีการกลั่นกรองไปแล้ว ต้องมีการลงทุนตามที่ทราบ ๔๐ ล้านบาท โครงการลงทุนไว้ ๓ ปี ใน ๓ ปีนี้ถ้าจะขายก่อนไม่ได้ ต้องขออนุญาตในการขาย ถ้าขายได้ตามสิทธินั้น ถ้าขายคนไทยได้เลย แต่ถ้าขายให้คนต่างชาติ ต้องได้คุณสมบัติ ต้องตรวจสอบกัน ไม่ได้ขายได้ทันที ต้องมีคุณสมบัติ ต้องมีการลงทุน เหมือนกันถึงจะให้ขายได้ แต่ต้องเป็นคนที่มาลงทุนตามที่ว่านี้ การลงทุนนี้ก็มีซื้อพันธบัตร เหมือนคล้าย ๆ เดิม แต่เพิ่มมาจากของเดิมปี ๒๕๔๕ ก็ต้องมีการลงทุนในกองทุนรวม โครงสร้างพื้นฐาน กองทุนในทรัสต์ (Trust) เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ที่ดินนี้ก็ต้องกำหนด เหมือนกับปี ๒๕๔๕ ก็ต้องอยู่ในเขตที่กำหนด ในกรุงเทพมหานคร พัทยาหรือในพื้นที่ เทศบาลและพื้นที่ที่ผังเมืองอนุญาตให้เป็นที่อยู่อาศัยได้ แต่มันมีเข้มงวดกว่าที่ปี ๒๕๔๕ ก็คือว่าที่เราให้นี้เราจะให้แค่ ๕ ปีเท่านั้นก็คงหมดอายุ ของเก่านั้นไม่มีหมดอายุ ไม่ได้ กำหนดเวลาใช้บังคับไว้ในขณะนี้ นั่นก็คือความเจตนาแล้วก็ความตั้งใจ แล้วก็มีบางมาตรการ ที่รัดกุม ก็ตอบมาว่าต่อไปเรื่องของความกังวลของประชาชน ก็ต้องพูดตามตรง เราต้องพูด ตามตรงกับพี่น้องประชาชน กับท่านด้วย เมื่อท่านสงสัยเราก็ต้องตอบว่าไม่มีเจตนาจะไป ขายชาติ ไม่มีใครทำเช่นนั้นหรอกครับ ผมเชื่อมั่นว่าคนในรัฐสภาแห่งนี้มาเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน คงไม่มีใครเจตนาจะทำเช่นนั้น ก็ต้องดูเจตนา เพราะฉะนั้นการที่จะไปพูดว่า ขายชาติอะไรนี่ก็คงต้องปฏิเสธว่าไม่มี ไม่มีใครที่จะคิดเช่นนั้น แล้วก็ไม่มีใครคิดที่จะให้ เขามาครอบครองที่ดินตามที่เกรงกลัว ยกตัวอย่างว่าประเด็นแรกเลยเรื่องของการที่เกรงว่า เขาจะมาซื้อกัน เนื่องจากว่ากำหนดอย่างนี้เขาซื้อหมู่บ้านจัดสรรได้ กลัวว่าเขาจะมาซื้อ หรือซื้อที่ดินติด ๆ กันแล้วมาปลูกบ้าน แล้วเป็นผืนใหญ่ อันนี้ก็เตรียมมาตรการที่จะออก ระเบียบรองรับไปแล้ว เพราะเขาจะต้องมาขออนุญาตซื้อ เพราะฉะนั้นจะไม่มีการซื้อที่ดิน ติดกัน แปลงติดกันที่มันผิดปกติ ไม่มีโดยเด็ดขาด นอกจากนั้นในขณะนี้ร่างกฎกระทรวงอันนี้ เป็นร่างกฎกระทรวงอยู่ในขั้นการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งในขณะนี้ ตามกฎหมาย ตาม พ.ร.บ. เรื่องของการรับฟังความคิดเห็น การจัดทำร่างกฎหมายจะต้องไป รับฟังความคิดเห็น ซึ่งทราบมาว่าทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกากำลังจะรับฟังความคิดเห็นนะครับ ถ้าท่านห่วงใยทั้งหมด ผมเรียนว่ายังอยู่ในขั้นตอนที่ทำได้ทุกอย่าง ผมขอยกตัวอย่างเฉย ๆ เพราะอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมยกตัวอย่างว่า อาจจะ อาจจะนะครับ นี่เป็นความคิดของผมส่วนตัว เพื่อให้ประชาชนได้หายแคลงใจว่า เราอาจจะกำหนดให้เข้มงวดกว่านี้ หรือพูดง่าย ๆ ให้มันยากกว่านี้ เช่น การลงทุนอาจจะเพิ่ม เป็น ๑๐๐ ล้านบาท หรือกว่า ๑๐๐ ล้านบาทก็ย่อมได้ ท่านจะเพิ่มเวลาจาก ๓ ปีเป็น ๕ ปี เป็น ๑๐ ปีก็ได้ ท่านจะกำหนดอย่างไรก็ได้ นั่นคือสิ่งที่กฎหมายในขณะนี้ทำไว้ว่าต้องไป รับฟังความคิดเห็น แล้วก็จะต้องทำ ถ้าเปลี่ยนนัยต้องกลับมาที่ ครม. พิจารณา ผมเข้าใจว่า ก็พูดตามตรงผมคิดว่าอาจจะล้มก็ได้ อันนี้ผมตอบแทนไว้ว่าผมก็เป็น ๑ ใน ครม. ว่าประชาชนอาจจะไม่สบายใจ มีความกังวลมาก เนื่องจากเจตนาเราไม่มีที่จะทำเช่นนั้น แล้วถ้าได้มีการทักท้วงมาเราก็ทำได้ ผมก็คิดว่าทำได้หมดทุกอย่าง ซึ่งไม่เป็นการเสียหน้า ไม่เป็นอะไรทั้งสิ้น ก็ทำได้ ก็ฟังความคิดเห็นกัน แต่ที่ชี้คือเจตนาไม่มี ไม่มีเรื่องขายชาติ เจตนาจากคณะทำงานทีมเศรษฐกิจเชิงรุก เพื่อแก้ปัญหาในช่วงหลังโควิด (COVID) เขามีเรื่องสำคัญ ๆ เขาจะมีเรื่องดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามา นักลงทุนเข้ามาทำอย่างไร นี่ละเป็นเรื่องที่เขาคิดขึ้นมา ก็เลยเกิดเป็นกฎกระทรวงดังกล่าว ขอเรียนในขั้นต้นเท่านี้ครับ