พิสิฐ ลี้อาธรรม หารือเรื่องการตรวจสอบหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการบริหารเงินสดที่มีจำนวนมากในงบประมาณของ สตง. รวมถึงการฝากเงินในธนาคารกรุงไทยที่ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจจะขัดกับกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิสิฐ ลี้อาธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้เคยกล่าวในการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ในปีก่อนหน้าว่าการที่กรมบัญชีกลางทำหน้าที่ ตรวจสอบ สตง. แล้วก็ สตง. ทำหน้าที่ตรวจสอบงานของกรมบัญชีกลางจะดูเหมือนกับเป็น การเกาหลังให้กัน จริง ๆ ควรต้องมีการนำหน่วยงานอื่นที่ไม่มีความเกี่ยวข้องมาตรวจสอบ กระผมเข้าใจดีว่าอันนี้อยู่ในมาตรา ๗๔ ของกฎหมายว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งประสงค์ จะกล่าวเพื่อจะบันทึกไว้ให้ท่าน ถ้าหากมีโอกาสในอนาคตควรต้องปรับปรุงในส่วนนี้ เพื่อไม่ให้ เป็นตัวอย่างกับหน่วยงานอื่นที่เขาอาจจะต่อว่าได้นะครับ
ในมาตรา ๗๔ ที่บัญญัติให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่ในการตรวจสอบ สตง. มีการ ระบุว่าให้คณะผู้ตรวจมีหน้าที่และอำนาจเช่นเดียวกับที่ผู้ว่าการมีหน้าที่และอำนาจ ซึ่งอยู่ใน กฎหมายของ สตง. มาตรา ๕๓ ที่มีการระบุหน้าที่และอำนาจไว้ (๑) มีการตรวจเงินแผ่นดิน กระผมเห็นว่ารายงานที่ท่านทำมาได้ทำหน้าที่นี้เต็มที่ แต่ว่ายังมี (๒) ที่ว่าตรวจผลสัมฤทธิ์ และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งก็คือ สตง. กระผมยังไม่ได้เห็น การตรวจผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินว่าแต่ละปี สตง. ได้รับงบประมาณไป เป็นหลักพันล้านบาท แล้วก็ไปตรวจสอบหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐเป็นพัน ๆ แห่งได้มีผลสัมฤทธิ์ อย่างไรบ้าง หากท่านจะสามารถรวบรวมผลออกมา อย่างเช่นสามารถเรียกคืนเงินแผ่นดิน ที่ตกหล่นสูญหายไปมาได้และเก็บเป็นสถิติไว้ก็จะเป็นผลงาน กระผมเชื่อนะครับว่า สตง. ได้ทำหน้าที่เหล่านี้ เพียงแต่ว่าท่านอาจจะไม่ได้รวบรวมสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ก็ขออนุญาตที่จะเรียน เพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐานไว้นะครับ
สำหรับงบประมาณที่ท่านนำเสนอในครั้งนี้เป็นงบประมาณของปี ๒๕๖๒-๒๕๖๓ ซึ่งแน่นอนก็จะมีรายละเอียดบางประการที่กระผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตนะครับ ข้อแรก ก็คือ เรื่องของเงินสด ก็ยังปรากฏว่ามีเงินสดที่อยู่ในงบประมาณท่านจำนวนมากด้วยกัน ไม่ว่าจะอยู่ใน งบประมาณของ สตง. เอง จำนวนรวมทั้งหมดพันกว่าล้านบาท บวกกับที่ลงทุนระยะสั้นอีก ๓๐๐ ล้านบาท ก็คือ ๑,๓๐๐ ล้านบาท แล้วก็ยังมีงบประมาณที่เป็นของกองทุนของ สตง. เอง ซึ่งมีเงินสดอีกมากกว่าเท่าตัว ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เบ็ดเสร็จเรามีเงินสดอยู่ใน สตง. ถึง ๓,๕๐๐ ล้านบาท ซึ่งเงินสดเหล่านี้อยากจะขอให้ท่านช่วยชี้แจงว่าท่านมีการบริหารจัดการ เงินสดเหล่านี้หรืออย่างไร เพราะว่าเงินทุกบาททุกสตางค์เป็นเงินภาษีอากรที่เราเก็บมา แล้วถ้าเกิดเราบริหารไม่ดีดอกผลได้น้อยหรือไม่ได้ ก็เท่ากับทำให้ประชาชนเสียโอกาส เสียประโยชน์โดยใช่เหตุ ท่านช่วยกรุณาชี้แจงด้วยครับว่าในการลงทุนระยะสั้น ฝากเงิน ๓ เดือน หมายเหตุท่านก็ไม่ได้ระบุไว้ แต่อยากให้ท่านช่วยชี้แจงว่าได้มีผลตอบแทนเท่าไร ท่านมีวิธีการใดไหม ที่จะบริหารเงินก้อนนี้ ๓,๕๐๐ ล้านบาทให้เกิดประโยชน์งอกเงยขึ้นมา โดยที่แน่นอนต้องดูแล ในเรื่องของความมั่นคงด้วย เพราะว่านี่คือการบริหารเงิน แล้วก็จะเป็นแบบอย่างให้ท่านได้ไปดู หน่วยงานอื่นของรัฐที่มีการเก็บเงินสดไว้มากว่าได้มีการบริหารจัดการอย่างไร อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นต่อไป ยังมีรายละเอียดอีกหลายประการที่กระผมจะขออนุญาตให้ท่าน เวลาที่ทำหมายเหตุประกอบงบประมาณน่าจะแจกแจงรายละเอียดให้ชัดเจน อย่างเช่น หมายเหตุที่ ๒๒ มีค่าเช่า เข้าใจว่าจะเป็นค่าเช่าบ้านของข้าราชการ ซึ่งในปี ๒๕๖๓ มีการกระโดดขึ้นมาจาก ๕๙ ล้านบาทในปีก่อนหน้า มาเป็น ๘๐ ล้านบาท กระโดดขึ้นมาถึง ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งที่อาจจะต้องมีรายละเอียดที่ท่านควรจะต้องนำเสนอ ในหมายเหตุนะครับ
เรื่องของบำนาญก็มีจำนวนสูงทุกปี ควรจะทำเป็นแบบอย่าง ให้รายละเอียด กับผู้อ่านว่าจำนวนบุคลากรที่รับบำนาญของ สตง. มีเท่าไรนะครับ
สุดท้ายก็คือเรื่องการฝากเงินของท่านนี่ครับ มีการระบุไว้ในมาตรา ๘๑ ว่า ให้ฝากเงินไว้กับธนาคารของรัฐที่เป็นรัฐวิสาหกิจหรือไปลงทุน ณ เวลานี้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ก็ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจแล้ว ท่านยังฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อยู่หรือเปล่า แน่นอนท่านอาจจะอ้างว่าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับยกเว้นตามมติ ครม. แต่กระผม ก็ยังมีคำถามครับว่ามติ ครม. จะอยู่เหนือกฎหมายได้อย่างไร ขอบพระคุณมากครับ