บัญญัติ เจตนจันทร์ หารือเรื่องการบริหารจัดการโรคโควิด-19 โดยเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไขต่างๆ เช่น การกระจายอำนาจให้กับกระทรวงสาธารณสุข การลดอำนาจของศูนย์ฝ่ายความมั่นคงในการควบคุมโรคระบาด การเพิ่มกำลังของสถานีอนามัยและโรงพยาบาลสนาม การจัดการวัคซีนให้โปร่งใส และการลดระดับการล็อกดาวน์ให้เหมาะสมกับชุมชน
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายแพทย์บัญญัติ เจตนจันทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องการแก้ปัญหาการบริหารจัดการโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในสถานการณ์ ปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะควบคุมได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตอ่านญัตติสั้น ๆ นะครับ สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๓ ถึงสิ้นปี ๒๕๖๓ มีผู้ติดเชื้อทั้งสิ้นประมาณ ๖,๘๐๐ ราย เสียชีวิตประมาณ ๖๐ ราย แต่ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๔ เป็นต้นมามีการแพร่ระบาดระลอกที่ ๓ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงวันนี้ ๖ เดือนพอดีนะครับ มีผู้ติดเชื้อเกือบ ๒๔๐,๐๐๐ ราย เสียชีวิต ๑,๙๐๐ กว่าราย การแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภาคของประเทศ ขณะนี้ผู้ป่วยหาเตียงไม่ได้จำนวนมาก แพทย์ พยาบาล นักสาธารณสุขทำงานสุดกำลังจนไม่มีกำลังสำรองเหลืออยู่แล้ว สถานการณ์ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนยากที่จะควบคุมได้ จึงเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น องค์กรนิติบัญญัติควรจะได้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อระดมข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และข้อสังเกต เพื่อส่งเรื่องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ทันเหตุการณ์ต่อไปตาม ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๕๔ และข้อ ๕๐ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมและพรรคประชาธิปัตย์รู้สึกเป็นกังวลใจต่อสถานการณ์โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ในปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ แม้ว่ารัฐบาลได้ตั้ง ศบค. ขึ้นมาแล้วก็ พยายามออกมาตรการควบคุมโรค แล้วก็มาตรการเยียวยาต่าง ๆ ก็ตาม แต่ก็ดูเหมือนว่าจะ ยังไม่ดีขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ปี ๒๕๖๓ ประเทศไทยได้รับคำชมจากองค์การอนามัยโลกว่ามี ระบบการบริหารจัดการ ระบบการสาธารณสุขเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนะครับ แต่ทำไม ครับเมื่อต้นปี ๒๕๖๔ เกิดอะไรขึ้น จึงมียอดผู้ป่วยเพิ่มจาก ๖,๐๐๐ ราย กลายเป็น ๒๔๐,๐๐๐ ราย แล้วก็ผู้เสียชีวิตจาก ๖๐ ราย เป็น ๑,๙๐๐ กว่าราย กระผมขอวิเคราะห์ จุดอ่อนการบริหารงานของ ศบค. นะครับ เพื่อประโยชน์ในการให้รัฐบาลนำไปปรับปรุง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะไม่รวมเงื่อนไขของการ เรียกว่าการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส เพราะการกลาย พันธุ์ของเชื้อไวรัสนั้นอาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของ ศบค. สิ่งที่กระผมจะได้นำเรียน ต่อไปนี้นั้นนะครับ เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจการควบคุมของฝ่ายบริหารที่อาจจะมองไม่เห็น ปัญหาของตนเอง แล้วก็ทำให้การแก้ไขปัญหานั้นเกิดช่องโหว่ แล้วก็ปัญหาลุกลามใหญ่โต จนปัจจุบันนี้นะครับ
ข้อ ๑ ศบค. รวมศูนย์อำนาจมากเกินไป ศบค. นั้นเป็นองค์กรที่น่าจะเป็น เรกกูเลเตอร์ (Regulator) คือหน่วยงานควบคุม แต่ปัจจุบัน ศบค. เข้ามาทำงาน เป็นโอเพอเรเตอร์ด้วย (Operator) มาปฏิบัติการด้วย เพราะฉะนั้น ศบค. ต้องจัดระเบียบ ขององค์กรตัวเองให้เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) คอยควบคุม คอยมอนิเตอร์ (Monitor) อย่าได้เป็นหน่วยงานปฏิบัติ เป็นโอเพอเรเตอร์ (Operator) ให้คืนอำนาจของกระทรวง สาธารณสุขไปให้มากที่สุด ผมสังเกตดู ศบค. แถลงข่าวทุกวัน ๆ ล้วนแต่เป็นภารกิจของ กรมควบคุมโรคทั้งสิ้น เหตุใดจึงดึงงานรูทีน (Routine) งานประจำมารายงานสถานการณ์ โรคที่ ศบค. ทำให้ ศบค. นั้นอุ้ยอ้าย แล้วก็ทุกจังหวัดเวลามีโรคติดต่อ โรคติดเชื้อโควิด (COVID) ก็ไม่กล้าแถลงด้วยตัวเองนะครับ ต้องรอ ศบค. ไม่จำเป็นหรอกครับ เพราะว่า การช่วงชิงในการควบคุมโรคในพื้นที่ท้องถิ่นต่าง ๆ นั้น ไม่จำเป็นจะต้องให้ส่วนกลาง มาเปิดเผยข้อมูลหรอก ต้องกระจายอำนาจไปให้กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งทุกจังหวัดนั้น มีสาธารณสุขจังหวัดอยู่แล้ว ซึ่งท่านสมาชิกผู้เสนอญัตติ ท่านก่อน ๆ นี้ก็บอกว่าในต่างจังหวัด กลับควบคุมโรคได้ดีกว่า ศบค. ส่วนกลาง เพราะองค์ประกอบที่ต่างจังหวัดนั้น มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีสาธารณสุขจังหวัดเป็นเลขานุการ แต่เหตุใด ศบค. ที่ส่วนกลางกลับใช้ฝ่ายความมั่นคงเป็นเลขานุการ ฝ่ายความมั่นคงนั้นก็ต้องรบกับข้าศึกที่เป็น สงครามนะครับ แต่วิกฤติโรคระบาดนั้นจะมีใครที่จะเข้าใจเรื่องบริบทของเชื้อโรคได้ดี เท่ากระทรวงสาธารณสุขนะครับ ผมว่าในส่วนนี้ผมขอเสนอว่าให้ ศบค. นั้นกระจายอำนาจ ให้กระทรวงสาธารณสุขให้มากขึ้น ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นเลขานุการ ศบค. เขาจะ เข้าใจ เพราะว่ากลไกของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ปัจจุบันนี้ต้องฟัง ศบค. อย่างเดียว ต้องฟังฝ่ายความมั่นคงอย่างเดียว คืนอำนาจให้กรมควบคุมโรคไปแถลงสถิติผู้ป่วย ไม่ต้องไป แถลงที่ทำเนียบ แถลงที่กระทรวงสาธารณสุขนะครับ เพราะทุกอย่างทุกข้อมูลนั้นเป็น ข้อมูลของกรมควบคุมโรค อย่าไปเอาฝ่ายปฏิบัติมาอยู่ที่ฝ่ายเรกูเลเตอร์ (Regulator) นะครับ ต้องคืนอำนาจให้ท้องถิ่น ศบค. นั้นใช้อำนาจท้องถิ่นน้อยมาก อาจจะเป็นจุดอ่อน ของรัฐบาลชุดนี้ก็ได้นะครับ ที่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้นอ่อนแอและ อ่อนด้อยมาก นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีงบประมาณ อย่างจังหวัดระยอง ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท จังหวัดอื่น ๆ อาจจะมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ก็ตามที มีทั้งเงิน มีทั้งคน มีกองสาธารณสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายก อบต. มีกองสาธารณสุข มี อสม. ในสังกัด มี รพ.สต. มีศูนย์สาธารณสุขชุมชน อย่างใน กรุงเทพมหานครก็มีศูนย์การแพทย์และสาธารณสุขต่าง ๆ เครื่องมือครบครัน แต่ว่า ศบค. ไม่ได้กระจายอำนาจไปให้ ยังรวมศูนย์อยู่ ยกตัวอย่างกรุงเทพมหานครเคยประกาศว่าให้ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้เรื่องของร้านอาหารว่า ให้ปิดกี่โมง ให้ดำเนินการอย่างไร วันรุ่งขึ้น ศบค. ก็ไปกลับประกาศนั้นว่า ให้ยกเลิกเสีย อย่างนี้ท้องถิ่นก็ไม่กล้าทำงาน เพราะว่าทำงานแล้ววันรุ่งขึ้น ศบค. ก็มา ปรับปรุงแก้ไข ผมว่าต้องไว้ใจท้องถิ่นแล้วก็กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ท้องถิ่นไหนปฏิบัติไม่ดี มีโรคระบาดเกิดขึ้นก็ให้ปิดสถานบริการหรือออกมาตรการเฉพาะท้องถิ่นนั้น ๆ อย่าได้ปิดกัน ทั้งจังหวัด ยกตัวอย่างจังหวัดผมนี่จังหวัดระยองเหตุเกิดที่อำเภอเมือง ถ้าจะใช้มาตรการ เดียวปิดทั้งจังหวัดผมก็เห็นว่าไม่มีความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นปัจจุบัน ศบค. จัดทำ มาตรการอะไรก็จัดการทั้งประเทศ จัดการทั้งจังหวัด ผมว่ามาตรการนี้ไม่สมควรแก่เหตุ นะครับ ต้องกระจายอำนาจไปให้ท้องถิ่นเขาบริหารจัดการ กระจายอำนาจไปให้กระทรวง สาธารณสุขมากขึ้น กฎหมาย ๓๑ ฉบับที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะของหัวหน้า ศบค. ก็ดึง อำนาจมาจากกระทรวงต่าง ๆ ๓๑ ฉบับ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะมีเวลาบริหารกฎหมาย หรือครับ เพราะฉะนั้นกระทรวงต่าง ๆ ที่เคยถือกฎหมายอยู่นั้นก็เกียร์ว่างนะครับ ก็ทำได้ ไม่เต็มที่มีอะไรก็โยนไปที่นายกรัฐมนตรี นี่ล่ะครับผมเชื่อว่าเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งเลยนะครับ
ข้อ ๒ ศบค. ได้เจือจางหลักการทางการแพทย์และการสาธารณสุขไปมาก เพราะเหตุว่า ศบค. เป็นองค์กรทางการเมืองก็ดูแลอย่างโน่นอย่างนี้ ดูแลเรื่องของ สารทุกข์สุกดิบกลัวเศรษฐกิจจะไม่เดินบ้าง กลัวอย่างโน่นอย่างนี้ ทำให้หลักการทางการแพทย์ การสาธารณสุขของโรคระบาดโรคติดต่อนั้นถูกเจือจางไปมาก นักการแพทย์ นักการสาธารณสุข แม้นว่าจะเป็นกรรมการอยู่ใน ศบค. แต่เนื่องจากว่าองค์กรนี้เป็นองค์กรที่รวมศูนย์ ก็ไม่สามารถจะมีอำนาจในการตัดสินใจได้ เพราะฉะนั้น ศบค. นั้นจะต้องสู้รบกับ โรคภัยไข้เจ็บต้องให้นักการแพทย์ นักการสาธารณสุขเป็นประธานในเรื่องนั้น ๆ ศบค. คอยซัปพอร์ต (Support) คอยช่วยเหลือว่าสิ่งนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่นอย่างไร ก็ให้หน่วยงานที่มีอำนาจในการช่วยเหลือกระทรวงสาธารณสุขนะครับ
ข้อ ๓ ศบค. ไม่แก้อัตรากำลังนักรบแนวหน้า นักรบแนวหน้าแนวรบของ โควิด (COVID) อยู่ที่ไหน แนวรบโควิด (COVID) อยู่ที่ชุมชนครับ ชุมชนก็คือหมู่บ้านหมู่บ้าน ในต่างจังหวัดดูแลโควิด (COVID) ได้ดีกว่าในกรุงเทพมหานคร รพ.สต. คือโรงพยาบาล หรืออนามัยในสมัยก่อน ท่านประธานเชื่อไหมครับ ๓๐ ปีที่แล้ว สถานีอนามัยมีเจ้าหน้าที่ ๓ คน เดี๋ยวนี้ผ่านไป ๓๐ ปีแล้วครับ รพ.สต. บ้านผมก็มีเจ้าหน้าที่อยู่ ๓ คน แล้วแถม ๓ คนนั้น ก็แก่กว่าเดิมอีกนะครับ แล้ว อสม. กี่ปีแล้วครับ มี ๑,๐๕๐,๐๐๐ คน โรคติดต่อระบาดหนัก ขนาดนี้ท่านไม่เคยคิดที่จะเพิ่ม อสม. บ้างเลยหรือครับ ในกรุงเทพมหานครเรียกว่า อสส. ท่านทำไมถึงไม่เพิ่ม อสม. ในเมื่อท่านเห็นความสำคัญของ อสม. แต่ว่าไม่มีข้อเสนอแนะ ให้เพิ่ม อสม. มีคนสมัครที่จะเป็นสำรอง อสม. อีกจำนวนมหาศาลเลยนะครับ ท่านต้องเพิ่ม แนวรบทางด้านหน้าเวลามีเกิดศึกสงครามทำไมท่านมีทหารเกณฑ์ แต่เวลามีโรคระบาด ท่านไม่เคยคิดจะเพิ่ม อสม. ให้เลยนะครับ ท่านต้องเพิ่มตรงนี้โดยเร่งด่วนเลยนะครับ พื้นที่ไหนมีความสุ่มเสี่ยงท่านต้องเพิ่ม อสม. พื้นที่ในคอนโดในสถานประกอบการต่าง ๆ ต่างด้าวอยู่ตรงไหนท่านก็มี อสม. ที่เป็นต่างด้าว ท่านต้องเสริมตรงนี้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ศบค. ไม่เคยเพิ่มตรงนี้ เพราะฉะนั้นนักรบของท่านอยู่ตรงไหนผมยังไม่เห็นเลย ท่านใช้แต่โซเชียลมีเดีย (Social Media) ไปออกทีวีให้คนปฏิบัติตัว หลายพฤติกรรม ถ้าไม่มีการลงไปแนะนำด้วยวาจาฝึกปฏิบัติไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ตรงไหนที่เขานั่งมั่วสุมกันถ้ามี อสม. ท่านสั่งการไปกระจายอำนาจไปให้สถานีอนามัย รพ.สต. บอกว่าท้องถิ่นนี้จับมือกันกับ รพ.สต. ทำงานร่วมกัน พื้นที่เสี่ยงตรงไหนไปจัดการเอาเอง ท่านมีองค์ความรู้อยู่แล้ว ศบค. ไม่จำเป็นต้องรู้ด้วย ไม่ต้องรอ ศบค. สั่งให้เขาสั่งเอง ถ้าทำ ไม่ดี ท้องถิ่น อบต. นั้น เทศบาลนั้นถูกปิด ๑๔ วัน ๓๐ วัน ชาวบ้านเขาไม่ยอมหรอกครับ เขาต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตานะครับ มีงานศพที่ไหนมีคนเล่นไพ่ ไม่สวมแมสก์ (Mask) มีคน เล่นการพนัน อสม. แล้วก็พื้นที่ท้องถิ่นตำรวจไปจัดการให้เรียบร้อย ไม่ต้องรอ ศบค. สั่ง คือท่านต้องดูแนวรบทางด้านหน้า สถานการณ์ประกอบการยกตัวอย่างนะครับ แคมป์ (Camp) คนงาน ๕๐๐ กว่าแห่ง ท่านทำไมไม่ออกเกณฑ์ว่าแคมป์ (Camp) คนงานจะต้องมี ระยะห่างเท่าไร อย่างไร ท่านบอกผู้ประกอบการสิครับว่าถ้าแบบนี้ไม่เข้าเกณฑ์จะสั่งปิดนะ จะสั่งปิด เขารีบขยายแคมป์ (Camp) สังกะสี กลางวันท่านปิดแคมป์ (Camp) คนงานเขาอยู่ ไม่ได้หรอกครับ หลังคาสังกะสี ผนังสังกะสี เขานอนไม่ได้หรอครับ ถ้าเขาทำงานเขายังไปอยู่ ตรงไซต์ (Site) งาน แล้วเขาก็มาพักกลางคืน ท่านปิดเขา แล้วเขาจะไปไหน เขาก็ต้อง กระจายกลับต่างจังหวัดอะไรบ้าง แล้วก็หน้างานการก่อสร้างบางแห่งขุดหลุมลึกไว้ มีต้องสูบ น้ำออก ต้องเอาไม้ค้ำยัน ต้องเปลี่ยนต่าง ๆ ต้องมอนิเตอร์ (Monitor) ต่าง ๆ ท่านสั่งปิดเขา ทันทีนะครับ อันตรายมากนะครับ โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้นในระหว่างการปิดไซต์ (Site) งานก่อสร้างขึ้นมาทันที แล้วพออีก ๓๐ วัน ท่านมาให้เขาอยู่ที่เก่าทุกอย่างสิ่งแวดล้อม เหมือนเดิม มันก็ติดโรคเหมือนเดิมครับ ท่านต้องเข้าใจบริบทของโรคภัยไข้เจ็บ ไม่ใช่ว่า โรคภัยไข้เจ็บมันเกิดขึ้นเอง มันเกิดจากสภาพแวดล้อมและพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นในเมื่อฝ่ายความมั่นคงท่านไม่ใช่นักการแพทย์ นักการสาธารณสุขก็ย่อมไม่เข้าใจ บริบทของเรื่องพฤติกรรม ท่านก็สั่งการไปตามนี้ผลออกมาเป็นอย่างไรเห็นไหมครับ คนงาน กระจายออกต่างจังหวัดทั่วสารทิศนะครับ ผมก็ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลอยากที่จะกระจาย โรงพยาบาลสนามออกไปต่างจังหวัดหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามถ้ากระจายออกไปต่างจังหวัด ก็ไม่แตกต่างจากที่เป็นวันหยุดยาวที่เกิดเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมานะครับ ทำให้โรคกระจายไปสู่ ต่างจังหวัด เพราะฉะนั้นขอให้รัฐบาลได้เสริมทัพเสริมกำลังแนวรบด้านหน้า เพิ่มกำลังให้ รพ.สต. นะครับ แล้วก็เพิ่มกำลังให้แพทย์ พยาบาล พยาบาลที่รอบรรจุอีกเยอะนะครับ ปัจจุบันทำงานเป็นรายวันก็มี รายคาบก็มีเยอะแยะไปหมดนะครับ ท่านเพิ่มไปตอนนี้นะครับ ทุกคนเห็นด้วย ครม. ก็เห็นด้วย แล้วก็เสริมความแข็งแรงของระบบการแพทย์ การสาธารณสุขที่ระบบปฐมภูมินะครับ ท่านประธานครับ เรื่องของวัคซีนก็เช่นกันนะครับ
เรื่องที่ ๔ เรื่องวัคซีน ปัจจุบันพี่น้องประชาชนบอกว่ารัฐบาลจัดการวัคซีน ไม่โปร่งใส ศบค. จัดการวัคซีนเป็นการเมือง ไม่ได้จัดการวัคซีนเป็นเรื่องของการแพทย์ การสุขภาพ อันนี้พี่น้องประชาชนบอกมานะครับ แล้วก็พี่น้องประชาชนเขาบอกว่าวัคซีน มีหลายยี่ห้อก็ควรที่จะเอาเข้ามาทุกยี่ห้อไปเลยครับ ทำไมจะต้องมาจำกัดยี่ห้อโน้นยี่ห้อนี้ แล้วทุกคนไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหน ไม่ควรจะมีวัคซีนทางเลือก ทุกคนต้องได้วัคซีนฟรี เขาหิ้ว วัคซีนไปให้เอกชนฉีด เอกชนจะคิดเพิ่ม ๓๐๐ บาท ๕๐๐ บาทก็เป็นเรื่องของงานบริการ แต่ต้นทุนวัคซีนรัฐบาลต้องแบกภาระให้ทุกคนในประเทศไทยได้รับวัคซีนฟรี ก็ต้องไม่จัดการ เป็นแบบการเมืองทุกจังหวัดแม้ว่าไม่มีโรคติดต่อ ไม่มีโรคระบาดก็ต้องให้เขา เช่น ได้วัคซีนมา ๑ ล้านโดส (Dose) ก็ต้องจัดการให้กระทรวงสาธารณสุขไป สมมุติ ๘๐๐,๐๐๐ โดส (Dose) แล้วก็อย่าไปยุ่งกับกระทรวงสาธารณสุข ให้กระทรวงสาธารณสุขเขาจัดการเขาเอง เขาไม่กล้าทำงานเป็นการเมืองหรอกนะครับ ทุกจังหวัดได้ ๒ เปอร์เซ็นต์ ประชากรก็ต้อง ปูพื้นไปก่อน จังหวัดไหนเป็นสีแดงเข้มเขาก็บวกไปอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดไหนเป็นแหล่ง รัฐบาลบอกว่าจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเป็นแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) ก็เพิ่มไปอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ จังหวัดไหนเป็นพื้นที่ชายแดนมีความเสี่ยงสูงเขาก็เพิ่มไปอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ ๒ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเหล่านี้คือแผนงานที่เรกูเลเตอร์ (Regulator) คือ ศบค. ผู้ควบคุม จะต้องชี้แจงให้โปร่งใส คนทั้งหลายเขาคิดเป็นนะครับ เขาเห็นว่า ศบค. งุบงิบจัดโควตา วัคซีนเขาก็ไม่เชื่อใจ นอกจากทุกข์ใจเรื่องการติดต่อโรค แล้วยังทุกข์ใจว่าได้รับความลำเอียง อีกนะครับ เพราะฉะนั้น ศบค. จะต้องมีคนมาชี้แจงเอฟเอคิว (FAQ) คือฟรีเควนต์ลี อาสก์ เควสชันส์ (Frequently asked questions) ก็คือคำถามที่คนชอบถามกันบ่อยแต่ไม่มีใคร ตอบ ปัจจุบันชาวบ้านก็ตอบกันเอง ตอบกันไปตอบกันมาจะลงที่ไหน ก็ต้องลงมาที่รัฐบาลนะครับ ศรัทธาก็ตกลงทุกวัน เพราะฉะนั้นเรื่องวัคซีนท่านต้องจัดการให้โปร่งใส ที่ผ่านมาแล้วก็แล้วกันไป ท่านต้องมีสูตร ในการจัดการที่ทุกคนต้องเข้าใจสูตร ศบค. คุมแค่สูตรก็พอ จัดการให้กระทรวงสาธารณสุข ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อย่าไปยุ่งเขา ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเขาจัดการ อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ศบค. จะจัดให้เป็นแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) แหล่งท่องเที่ยว จะให้เป็นกลุ่มคนนักโทษ จะให้ เป็นกลุ่มของโรงพยาบาลจิตเวช หรือกลุ่มชายแดนอะไรก็แล้วแต่ หรือครูช่วงนี้ใกล้เปิดเทอม ก็แล้วแต่ก็อยู่ในส่วนนั้น ก็สั่งกระทรวงสาธารณสุขให้เขาไปจัดการ คุมแต่สูตร อย่าไปคุมเอา วัคซีนเป็นผลประโยชน์ทางด้านความนิยมทางด้านการเมือง อะไรก็แล้วแต่ที่ชาวบ้านเขา นินทามานะครับ ผมก็นำเรียนท่านประธานถึงรัฐบาลด้วยเป็นห่วงอย่างยิ่งนะครับเรื่องวัคซีน
ข้อ ๕ เรื่องของการล็อกดาวน์ (Lockdown) อย่างที่ผมได้นำเรียนไปบ้างแล้ว นะครับ อย่าล็อกดาวน์ (Lockdown) ทั้งจังหวัด กำปั้นทุบดินนี่ครับ ใคร ๆ ก็ทำได้ ต้องล็อกดาวน์ (Lockdown) เป็นท้องถิ่นครับ อบต. นี้เกิดโรคล็อก หมู่บ้านนี้ล็อก ต่ำกว่า อบต. ก็ได้ครับ ล็อกเป็นหมู่บ้าน ล็อกเป็นบ้านจัดสรร หลักการทางด้านระบาดวิทยาเขาล็อก เป็นชุมชน เขาไม่ได้ล็อกเป็นจังหวัดนะครับ ท่านล็อกดาวน์ (Lockdown) ทีหนึ่งเสียหายไป หมดเลย ถ้าล็อกดาวน์ (Lockdown) เป็นเมืองเล็ก ๆ เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ นี่ อย่างบ้านผม มีโรงเห็ด ตำบลเนินค้อ เกิดแพร่ระบาด ๑๐๕ ราย เขาล็อกแค่ตรงนั้นแป๊บเดียวหมู่บ้านอื่น มาช่วยกันนะครับ ไม่ว่าอาหารการกิน อุปโภคบริโภคเต็มไปหมด เพราะฉะนั้นนี่ละครับ ให้อำนาจท้องถิ่นเขาจัดการ ศบค. อย่าไปยุ่งนะครับ ยุ่งแต่สถิติ ทุกวันนี้ ศบค. รู้ปัญหาของ โควิด (COVID) ช้าไป ๑ ก้าวตลอด เพราะต้องรอเขารายงาน เมื่อรายงานเสร็จก็ยังห้ามเขา บอกอีก ให้เขาพูดนะครับ ให้สาธารณสุขอำเภอพูดเลย ไม่ต้องให้ถึงสาธารณสุขจังหวัด ไม่ต้องรอให้ถึงกระทรวงสาธารณสุข ไม่ต้องรอให้ถึง ศบค. เขารู้โรคแล้วเขาก็ควบคุมโรค แล้วใครทำไม่ดีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท้องถิ่นต่าง ๆ คราวหน้า สมัยหน้าก็ตก เพราะเขามีภาระและหน้าที่อยู่แล้ว ท้องถิ่นเป็นเจ้าพนักงานควบคุมโรคท้องถิ่นอยู่แล้ว ศบค. กระจายอำนาจไปแล้วท่านมอนิเตอร์ (Monitor) ดู แล้วก็เรกูเลต (Regulate) นะครับ
สุดท้ายเรื่องเยียวยานะครับ ทำไมท่านต้องมาเยียวยาผ่านแอปพลิเคชัน (Application) กระทรวงการคลัง ท่านให้ท้องถิ่นไปจัดการเลย ท่านอย่ากลัวท้องถิ่นเขา จะได้คะแนนนะครับ เขาจัดการไม่ดีเขาก็ด่าท้องถิ่น ท้องถิ่นคราวหน้าก็สูญเสียความนิยม ทางการเมืองไปเอง เรื่องอะไรที่จัดการไม่เป็นธรรมนี่มันเสียมากกว่าได้นะครับ ท่านอย่าคิด ว่าให้เงินเขาไปแล้วแจกเดี๋ยวท้องถิ่นเขาจะได้ฐานเสียงคะแนน เปล่าครับ แค่แจก ไม่เป็นธรรมนิดเดียวเขาไม่เลี้ยงเอาไว้เลยครับ เพราะฉะนั้นการเยียวยาก็ดี การจัดการโรคก็ดี ท้องถิ่นครับ รัฐบาลนี้อ่อนแอเรื่องของการกระจายอำนาจมา ๗-๘ ปี เผอิญเจอปัญหาโควิด (COVID) เลยขาดกลไกของท้องถิ่นในการแก้ปัญหาโควิด (COVID) ผมนำเรียนทั้ง ๖ ประเด็น ๖ ข้อสังเกตฝากท่านประธานถึงรัฐบาลนะครับ
สุดท้ายก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์โควิด (COVID) จะดีขึ้นภายใน ๑-๒ สัปดาห์ ถ้าหาก ๑-๒ สัปดาห์สถานการณ์โควิด (COVID) ทั้งผู้ป่วยและผู้เสียชีวิต ไม่ลดลง ยังไม่สามารถที่จะมีเตียงเพียงพอในการรองรับ เกินศักยภาพของแพทย์ พยาบาล รัฐบาลต้องรื้อโครงสร้างของ ศบค. และโครงสร้างต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้ดึงอำนาจจาก ๓๑ พ.ร.บ. มาไว้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกลับคืนไป ท่านต้องยอมรับความจริงตรงนี้ แล้วก็ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะได้ยอมรับความจริงและปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความผาสุกของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ