สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ แสดงความกังวลต่อการใช้จ่ายเงินกู้ในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านการจัดหาวัคซีนและการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พร้อมตั้งคำถามถึงความล่าช้าและความไม่ทั่วถึงในการจัดสรรวัคซีน ที่อาจสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่ขาดความชัดเจนและมีแนวโน้มประมาทเลินเล่อ จึงเรียกร้องให้เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นร่วมจัดซื้อวัคซีนได้อย่างชัดเจนและเร่งดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อแก้ปัญหาในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรค ประชาธิปัตย์ ถึงแม้จะเป็นสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลและรู้ดีว่าขณะนี้รัฐบาลมีความจำเป็น ต้องกู้ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติ การคลัง วันนี้ดิฉันต้องขออนุญาตลุกขึ้นอภิปรายเพื่อสะท้อนความคิดเห็นของพ่อแม่พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่เพื่อนำเสนอถึงข้อกังวลและเพื่อฝากความคาดหวังในการใช้เงินตาม พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล เพราะดิฉันเองเชื่อว่าการกู้เงินรอบที่ ๒ ของรัฐบาลชุดนี้จะส่งผลผูกพันคนไทยในระยะยาว ในสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในขณะนี้ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทยเหมือนเครื่องบินลำหนึ่ง เครื่องบินลำนี้จะบินได้ก็ต้องอาศัยเครื่องยนต์ทุกตัวทำงานสอดประสานกันอย่างมี ประสิทธิภาพ เครื่องยนต์ที่ว่านั่นก็คือการใช้จ่ายงบประมาณของทางภาครัฐ รายรับจากการ ส่งออก การบริโภคและการลงทุนภายในประเทศ เมื่อโควิด (COVID) ระบาดซ้ำซาก ก็ต้องกระทบต่อการทำงานของเครื่องยนต์ทุกตัว ทำให้ขณะนี้ต้องยอมรับค่ะว่าการใช้จ่าย งบประมาณของทางภาครัฐกลับกลายมาเป็นความหวังให้เครื่องบินได้บินต่อ สัปดาห์ ที่ผ่านมาสภาแห่งนี้มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ ๒๕๖๕ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ต่างอภิปรายเป็นเสียงเดียวกันว่าการจัดงบประมาณ ในครั้งนี้เป็นที่น่าแปลกใจมาก เพราะมีการตั้งวงเงินงบประมาณโดยรวมไว้น้อยกว่าปีที่แล้ว ถึงเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ในขณะนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเลวร้ายกว่า ปีที่ผ่านมาเกือบทุกด้าน และถ้าเมื่อย้อนกลับไปพิจารณา พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ที่สภาอนุมัติไปเมื่อปีก่อนดิฉันคงไม่มีเวลามาลงรายละเอียดค่ะ แต่ถ้าหากมีการตั้งคำถามว่า การใช้จ่ายเงินกู้ของทางรัฐบาลตอบโจทย์หรือไม่ คำตอบก็น่าจะไม่ตอบโจทย์เท่าที่ควร เพราะถ้ามีการใช้จ่ายเงินไปในทิศทางที่สอดคล้องกับปัญหาและเท่าทันต่อสถานการณ์ ในแต่ละช่วง วันนี้ดิฉัน ท่านประธาน รวมถึงเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ก็คงไม่ต้องมานั่งพิจารณา เงินกู้อีกฉบับกันให้เสียเวลาค่ะ แต่ดิฉันยอมรับค่ะว่างบเยียวยาประชาชนที่มีการเบิกจ่าย เงินกู้ไปเกือบ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทกก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง เราชนะ หรือแม้กระทั่งโครงการเรารักกัน ถือเป็นโครงการที่ดี สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่ท่านประธานคะสามารถเยียวยาประชาชนได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาโควิด (COVID) ในระยะยาวโดยการจัดหาวัคซีนป้องกันมาฉีดให้กับ ประชาชนกลับไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าวัคซีน เป็นเหมือนกับสปอตไลต์ (Spotlight) ที่ฉายแสงให้กับคนในทุกวงการให้กลับมาใช้ชีวิต อย่างปกติสุข ดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้จนนำไปสู่การเปิดประเทศในที่สุด
ท่านประธานที่เคารพ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้กับประชาชนโดยการกระจาย วัคซีนฉีดให้ทั่วถึงเป็นสิ่งสำคัญ จำเป็นและเร่งด่วนค่ะ ซึ่งทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ให้ข้อมูลว่าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในคนไทยนั้นจะต้องมีการฉีดวัคซีนให้กับประชาชน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรทั้งหมด นั่นคือ ๕๐ ล้านคน ซึ่งหมายถึงจะต้องใช้วัคซีน จำนวน ๑๐๐ ล้านโดส (Dose) เมื่อมาพิจารณาค่ะท่านประธานจนถึงวันนี้มีการฉีดวัคซีน ๒ เข็มให้กับประชาชนยังไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์เลยค่ะ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณประจำปีก็ใช้ เงินกู้ ก็มี แถมยังไม่เปิดให้เอกชนนำเข้าอีกต่างหาก ทำให้ที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ค่ะว่ารัฐบาลมีความ บกพร่องในเรื่องของการบริหารจัดการวัคซีน คนเราผิดพลาดครั้งแรกให้อภัยกันได้ค่ะ ทางภาษากฎหมายอาจพูดได้ว่าเป็นความประมาท แต่ถ้าบ่อยครั้งเข้าอาจจะเรียกได้ว่า เป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จนทำให้ที่สุดอาจจะต้องถูกตัดสินว่ามีเจตนา ส่อถึงอะไรสักอย่าง
เมื่อพิจารณาเงินกู้ฉบับ ๑ ล้านล้านบาทที่มีการจัดสรรงบสาธารณสุข ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทจากวงเงินกู้ทั้งหมดพบว่ามีการจัดสรรงบสำหรับผลิตและวิจัยวัคซีน ไม่น้อยค่ะ จำนวน ๗.๑ พันล้านบาท แต่ที่น่าแปลกใจไม่พบว่ามีการจัดตั้งวงเงินไว้จัดซื้อ วัคซีนเลย และเมื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบปี ๒๕๖๕ ก็พบว่าสถาบันวัคซีนแห่งชาติได้รับการ จัดสรรงบประมาณเพียง ๒๒.๒ ล้านบาทเท่านั้น ทำให้เกิดการตั้งคำถามในที่ประชุม สัปดาห์ก่อนค่ะ จนท่านนายกรัฐมนตรีต้องลุกขึ้นมาตอบคำถามด้วยตัวเองว่าท่านพยายาม จะทำอย่างเต็มที่ตามสถานการณ์ฉุกเฉินในขณะนี้ ส่วนสำหรับงบประมาณวัคซีนนั้นท่านมีให้ ไม่จำกัด ฉะนั้นสำหรับเรื่องวัคซีนดิฉันเชื่อว่า พ.ร.ก. เงินกู้ฉบับนี้กลับกลายมาเป็นความหวัง แต่บนความหวังก็แฝงไปด้วยความกังวลค่ะท่านประธาน เมื่อรัฐบาลวางแผนการใช้จ่ายเงิน ออกเป็น ๓ กลุ่มเหมือนเงินกู้ก้อนแรก งบประมาณที่ใช้ในการฉีดวัคซีนก็อยู่ในกลุ่มแรก มีการขีดกรอบวงเงินไว้เพียง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท จากจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ วงเงินก้อนเดียวกันนี้ยังต้องเอาไปใช้กับค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และ ค่าปรับปรุงโรงพยาบาลสนามอีกด้วย ท่านประธานที่เคารพ ด้วยหลายภารกิจกับวงเงิน เพียงแค่ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ต้องกลับมาคิดค่ะว่าเพียงพอต่อการจัดซื้อและผลิตวัคซีน หรือไม่ จะนำไปสู่ประเทศที่มีภูมิคุ้มกันหมู่ได้อย่างไร และถ้ารัฐบาลบริหารจัดการเรื่องวัคซีนเพียงลำพังไม่ได้ ท่านเตรียมทางแก้ไว้แล้วหรือยัง ล่าสุดค่ะท้องถิ่นขยับตัวแล้วค่ะ เสนอตัวเข้ามาช่วยท่านจัดซื้อวัคซีน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้กับประชาชนในพื้นที่ หลังจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ออกมาประกาศเปิดให้ประชาชน จองวัคซีนทางเลือกซิโนฟาร์ม (Sinopharm) ได้แก่ อบจ. ปทุมธานี อบจ. นครศรีธรรมราช และ อบจ. ตรัง ซึ่งในส่วนของจังหวัดตรังเองถือว่ามีความพร้อมทุกด้าน ได้มีการเปิดประชุม แบบบูรณาการร่วมกัน แบ่งหน้าที่เป็นสัดเป็นส่วนโดยทำงานไม่ทับซ้อนกันเลย จังหวัดตรัง มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดตรังทำหนังสือเปิดทางขออนุญาตถึงราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรังเป็นเจ้าภาพจัดสรรงบประมาณจัดซื้อเติมเต็มในส่วนที่ รัฐจัดสรรให้ไม่เพียงพอ และมี สสจ.ทำหน้าที่ในการบริหาร จัดการ ดูแลเรื่องการกระจาย วัคซีนให้กับประชาชน แต่น่าเสียดายนะคะที่ชั่วโมงนี้บนจิตอาสาและบนความพร้อม กลับได้รับการตอบกลับเป็นความไม่ชัดเจน ในขณะที่ท้องถิ่นเองกำลังรอคอยคำตอบ จากกระทรวงมหาดไทยตามที่ท่านรองนายกวิษณุได้ให้ความเห็นไว้ แต่ก็เกิดข้อสงสัยค่ะ เมื่อท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขออนุญาตเอ่ยนามนะคะท่าน พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่ามหาดไทยเองไม่ได้ล็อกเรื่องนี้เอาไว้ แต่กลับโยนให้เป็น การตัดสินใจของ ศบค. ในการตีความว่าผ่านพ้นระยะแรกที่ห้ามท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนแล้ว หรือยัง และไม่นานมานี้ค่ะท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่ต้องผ่าน ศบค. ให้ท้องถิ่นไปคุยกันเอง ท้ายที่สุดทำให้เกิดความสับสนว่าท้องถิ่น ต้องทำอย่างไร ถึงแม้เมื่อวานนี้จะมีประกาศของ ศบค. ออกมาในราชกิจจานุเบกษา ข้อที่ ๕ อนุญาตให้ท้องถิ่นจัดซื้อวัคซีนจากราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้ แต่อย่างไรก็ตาม มีการระบุไว้ให้ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรณีนี้ภาครัฐควรสร้างความชัดเจนออกมา พูดว่าผ่านพ้นระยะแรกที่มีการจัดหาวัคซีนแล้วหรือยัง จะได้ไม่ต้องสร้างความลำบากใจ ให้กับท้องถิ่นในระหว่างการทำงานนะคะ อย่างไรก็ตามดิฉันเชื่อว่าประกาศฉบับนี้ เป็นการพิสูจน์แล้วว่ารัฐบาลทำงานล่าช้ากว่าท้องถิ่น ๑ ก้าว เพราะฉะนั้นท่านควรจะ เปิดทางให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยเติมเต็ม เพราะนอกจากจะเป็นการกระจายวัคซีนอย่างรวดเร็ว และทั่วถึงแล้ว ยังเป็นการช่วยท่านประหยัดเงินกู้ด้วยค่ะ สุดท้ายนี้ดิฉันขอฝากความหวัง ไปยังรัฐบาลในการใช้จ่ายเงินกู้ก้อนนี้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและขอให้ท่านเน้นแก้ไขปัญหา ในระยะยาว อย่าให้วิกฤติโควิด (COVID) กลายเป็นวิกฤติวัคซีนและเป็นอภิมหาวิกฤติ เศรษฐกิจ ขอขอบพระคุณ