ชวน หลีกภัย หารือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเสนอแนวทางภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์และการเร่งฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ชวน หลีกภัย อภิปรายถึงความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่มเติม 500,000 ล้านบาท เพื่อแก้ไขวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ เนื่องจากงบประมาณปี 2564 ไม่เพียงพอ จึงเสนอให้รัฐบาลตราพระราชกำหนดเพื่อใช้เงินกู้ตามแผนงานหลัก 3 แผนงาน และชี้ให้เห็นถึงบริบทที่ไม่ปกติจากการระบาดที่ทำให้การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ขอบคุณนะครับ เพื่อที่ประชุมได้รับทราบข้อตกลงนะครับ เพราะฉะนั้นการดูแลเวลานั้นก็จะเป็นภาระ ของแต่ละฝ่ายที่ไปบริหารเองนะครับ ประธานจะไม่ต้องเตือน แต่ว่าอย่างไรก็ตามข้อบังคับ การประชุมยังต้องปฏิบัตินะครับ ผมเรียนให้ทราบเพราะว่าเราอย่าได้ละเลยข้อบังคับ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็นเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซากหรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามไม่ให้นำเอกสารใด ๆ มาอ่านในที่ประชุมฟังโดย ไม่จำเป็น และห้ามไม่ให้นำวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุม เว้นแต่ประธานจะอนุญาต อันนี้ก็ต้องเรียนไว้ว่าห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือวาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสี บุคคลใด และห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ขอกรุณาได้รับเรื่องนี้ไว้พิจารณาด้วยครับ เพราะว่ามีคำเตือนจากหลายฝ่ายมาบางครั้ง แต่ว่า ผมพยายามที่จะให้สมาชิกได้มีสมาธิในการอภิปรายนะครับ พยายามไม่ไปทักท้วง โดยไม่จำเป็น แต่ว่าถ้ากรณีที่ออกนอกแนวข้อบังคับก็จำเป็นต้องเตือนนะครับ ในส่วนที่อยากจะถือโอกาส เรียนก็คือได้เตรียมไว้ว่าเมื่อไม่จบในคืนนี้ วันพรุ่งนี้เราก็จะประชุมต่อเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา จึงได้นัดหมายการประชุมสำหรับวันพฤหัสบดีไว้ ๑๐.๓๐ นาฬิกา ขยายไปอีก ๑ ชั่วโมง แล้วจะมีการหารือด้วยครับ พรุ่งนี้จะให้หารือเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นฝ่ายละ ๒๐ ท่านเพราะว่าเรา ไม่ได้หารือมา ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ ผมขอความกรุณาสมาชิกที่ต้องปฏิบัติก็คือ ข้อบังคับที่เราตกลงในการประชุมว่าขอได้สวมหน้ากากตลอดเวลา ซึ่งครั้งที่แล้วที่ปฏิบัติ พวกเราปฏิบัติได้ร้อยทั้งร้อยนะครับ ขอให้ทิ้งระยะห่างในการนั่งซึ่งเราก็ปฏิบัติได้ดี แต่มีบางท่าน อาจจะเผลอไปหรือว่าไม่ทราบถึงแนวปฏิบัติ โดยเฉพาะเวลามีอภิปรายก็ไปนั่งใกล้ อันนี้ ประชาชนเขาเตือนมานะครับ ขอเรียนว่ามีการถ่ายทอด ประชาชนเขาก็จับตามองอยู่ว่า เราปฏิบัติตามระเบียบหรือไม่ เราก็ต้องเป็นตัวอย่าง ก็เรียนให้สมาชิกได้ปฏิบัติเรื่องนี้ โดยเคร่งครัด ถ้าเราสามารถทำได้ต่อเนื่องผมเชื่อว่าเราก็สามารถที่จะประชุมในที่ประชุมซึ่งมี คนมากได้ แต่ว่าโดยที่เราไม่ต้องการให้ห้องนี้แออัดนะครับ เพราะฉะนั้นสมาชิกที่ไม่ได้เป็น ผู้อภิปรายท่านสามารถไปอยู่ในห้องของท่านหรือห้องอื่นได้นะครับ ไม่บังคับว่าท่านต้องอยู่ ในห้องนี้เพื่อห้องประชุมจะได้ไม่หนาแน่นครับ ก็เรียนแนวทางปฏิบัติที่เราได้ทำมาแล้ว นะครับ ผมขออนุญาตว่าต่อไปก็จะเริ่มวาระด่วนนะครับ
เรื่องด่วน
พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔
ในการนี้รัฐบาลได้ขอให้ บุคคลดังต่อไปนี้เข้ามานะครับ แล้วก็ประธานอนุญาตดังต่อไปนี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง นายพรชัย ฐีระเวช รองปลัดกระทรวงการคลัง นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ นายธีรัชย์ อัตนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ นายเอด วิบูลย์เจริญ ที่ปรึกษาด้านหนี้สาธารณะ นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รองผู้อำนวยการ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจการคลัง นางสาวสุภัค ไชยวรรณ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็มีรองเลขาธิการคือ นางสาวจินางค์กูร โรจนนันต์ นางธิดา พัทธธรรม นายเอนก มีมงคล และมีตัวแทนกฤษฎีกา นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นางชื่นสุมน นิวาทวงษ์ กรรมการร่างกฎหมายประจำคณะกรรมการกฤษฎีกา นางสาวจีรภัทร์ การประเสริฐกิจ ผู้อำนวยการกองกฎหมายการเงินการคลังของกรรมการกฤษฎีกา รวมทั้งหมด ๑๕ ท่าน อนุญาตให้เข้ามาเพื่อเตรียมให้ข้อมูลและชี้แจงได้นะครับ โดยแยกกันนั่งในที่ที่ปลอดภัยนะครับ
ต่อไปเป็นวาระที่รัฐบาลจะเป็นผู้เสนอญัตติดังกล่าวนี้นะครับ ขอเชิญ คณะรัฐมนตรีครับ ตัวแทน โดยในการประชุมรัฐสภาคราวต่อไปให้คณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกำหนดนั้นต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาโดยไม่ชักช้า โอกาสนี้รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเหตุผล ความจำเป็นและสาระสำคัญของพระราชกำหนด ดังนี้
เหตุผลและความจำเป็น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) หรือโควิด-๑๙ (COVID-19) เป็นโรคระบาดที่มีความรุนแรงมากที่สุดในรอบ ๑๐๐ ปี มีการแพร่ระบาดไปในวงกว้างอย่างรวดเร็วและรุนแรงทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยมาอย่าง ต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี ๒๕๖๓ จนถึงปัจจุบัน และยังไม่สามารถคาดการณ์ระยะเวลาสิ้นสุดได้ ซึ่งได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในทุกสาขาอาชีพ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศ ทั่วโลกและของไทยในปี ๒๕๖๓ หดตัวรุนแรงที่สุดในรอบ ๒๓ ปีนับแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี ๒๕๔๐ โดยในปี ๒๕๖๓ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาด ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๓ หรือเรียกว่าเป็น พ.ร.ก. กู้เงิน โควิด-๑๙ (COVID-19) วงเงิน ๑ ล้านล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในการรองรับสถานการณ์ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่ง ณ วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๖๔ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ อนุมัติโครงการใช้จ่ายเงินกู้ไปแล้ว ๒๙๘ โครงการ วงเงินทั้งสิ้น ๙๘๐,๘๒๘ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายภายใต้วัตถุประสงค์ ๓ ประการ
๑. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ได้อนุมัติโครงการใช้จ่ายเงินกู้ไปแล้ว จำนวน ๔๖ โครงการ วงเงิน ๔๔,๔๗๙ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการจัดหาวัคซีนและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โครงการเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการ โครงการค่าตอบแทนเยียวยาและเสี่ยงภัยสำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และโครงการค่าบริการสาธารณสุข
๒. ด้านการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้กับภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้อนุมัติโครงการแล้วจำนวน ๑๕ โครงการ วงเงิน ๖๙๐,๑๓๖ ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอาชีพ โดยมีผู้ได้รับ ความช่วยเหลือผ่านโครงการเยียวยาประชาชนหรือโครงการเราไม่ทิ้งกัน เกษตรกร กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โครงการเราชนะ และโครงการ ม. ๓๓ เรารักกัน
๓. ด้านการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ได้อนุมัติโครงการใช้จ่ายเงินกู้ไปแล้ว จำนวน ๒๓๗ โครงการ วงเงิน ๒๔๖,๒๑๓ ล้านบาท เพื่อนำไปใช้จ่ายในโครงการที่มุ่งเน้น การสร้างงานสร้างอาชีพของเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้แก่ผู้พิการ การส่งเสริมการจ้างงานใหม่ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนของ ภาคเอกชนระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่ง โครงการเราเที่ยวด้วยกัน และโครงการกำลังใจ เป็นต้น สำหรับกรอบวงเงินกู้คงเหลืออีกจำนวน ๑๙,๑๗๒ ล้านบาท หน่วยงานผู้รับผิดชอบ โครงการอยู่ระหว่างนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ วงเงิน ประมาณ ๑๗,๔๐๘ ล้านบาท และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป ดังนั้นจึงมีวงเงินกู้ คงเหลือประมาณ ๑,๗๖๔ ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่เกิดขึ้นในระยะต่อไปได้ จากการดำเนิน มาตรการทางการคลังเพื่อแก้ปัญหาการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา ได้ช่วยบรรเทาปัญหาการหดตัวทางเศรษฐกิจของไทย ในปี ๒๕๖๓ จากที่ธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ (IMF) ได้คาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี ๒๕๖๓ จะหดตัวประมาณร้อยละ ๘ เหลือเพียงร้อยละ ๖.๑
ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกที่ผู้ทรงเกียรติ นอกจากการตรา พระราชกำหนดกู้เงินโควิด-๑๙ (COVID-19) แล้ว ในส่วนของมาตรการด้านการเงิน คณะรัฐมนตรีได้ตราพระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบวิสาหกิจ ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) พ.ศ. ๒๕๖๓ โดยได้ช่วยเหลือด้านสภาพคล่องทางการเงินให้กับผู้ประกอบการไปแล้ว จำนวน ๗๗,๗๘๗ ราย โดยมีวงเงินสินเชื่อรวม ๑๓๘,๒๐๐ ล้านบาท แต่เนื่องจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ยังไม่ยุติลง คณะรัฐมนตรีจึงได้ ตราพระราชกำหนดการให้ความช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีผลใช้บังคับเมื่อ วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๔ เพื่อให้ความช่วยเหลือในการเพิ่มสภาพคล่องและลดภาระหนี้ของ ผู้ประกอบธุรกิจเพิ่มเติมภายใต้วงเงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท
สำหรับมาตรการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินโดยการจัดตั้งกองทุนเพื่อ รักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ ภายใต้พระราชกำหนดการรักษา เสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. ๒๕๖๓ ได้สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน ส่งผลให้สภาพคล่องของตลาดตราสารหนี้ ภาคเอกชนในปี ๒๕๖๓ ดำเนินไปได้อย่างปกติภายใต้วิกฤติที่เกิดขึ้น
สถานการณ์ปัจจุบัน ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ในช่วงเดือนมกราคม ๒๕๖๔ ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยได้พบการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่มี การระบาดเป็นกลุ่มก้อนหรือคลัสเตอร์ (Cluster) และกระจายไปในวงกว้างอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ทำให้มีผู้ติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาล ได้พยายามเร่งรัดและจัดหาวัคซีนให้กับประชาชนภายในประเทศเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ แต่ความไม่แน่นอนของสถานการณ์และการกลายพันธุ์ของเชื้อโควิด-๑๙ (COVID-19) ยังเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนได้ การระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการระบาดในระลอกใหม่นี้ สำนักงานสภาพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้คาดการณ์ว่าจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทยในปี ๒๕๖๔ ที่จะขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๑.๕ ถึง ๒.๕ นอกจากนี้ยังคาดว่า ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) โดยคาดว่าจำนวน นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี ๒๕๖๔ จะลดลงจากเดิมในปี ๒๕๖๓ ประมาณร้อยละ ๕๓ และ รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดว่าจะลดลงถึงประมาณ ๔๔๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ ๒.๗๖ ของจีดีพี (GDP) ในปี ๒๕๖๓ ทั้งนี้รัฐบาลตระหนักถึง การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านภาคการท่องเที่ยว โดยได้วางแนวทางการเปิดรับ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงที่ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดส (Dose) แล้วจากประเทศ ที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลาง ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาท่องเที่ยว ในประเทศไทย โดยจะเริ่มจากจังหวัดภูเก็ตเป็นจังหวัดนำร่อง หรือที่เรียกว่าเป็นภูเก็ต แซนด์บ๊อกซ์ (Phuket Sandbox) ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการลงทุนผ่านการสร้างรายได้ การลงทุนและเพิ่มโอกาสการจ้างงานภายในประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลได้เร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง ให้ครอบคลุมประชากรกว่า ร้อยละ ๗๐ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติและได้ เริ่มฉีดทั่วประเทศไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานี้
ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ที่ผ่านมารัฐบาล ได้แก้ไขวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคโควิด-๑๙ (COVID-19) มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านแหล่งเงิน ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ ทั้งในส่วนของการจัดสรรงบกลาง แหล่งเงินภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-๑๙ แต่พบว่ายังไม่เพียงพอสำหรับการแก้ปัญหาการระบาดในระลอกใหม่นี้ได้ สำหรับการโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๔ เนื่องจากสำนักงบประมาณได้ จัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานของรัฐตามแผนการใช้จ่ายจริงในแต่ละไตรมาส จึงทำให้ ไม่มีวงเงินงบประมาณเหลือสำหรับการโอนงบประมาณได้ อีกทั้งเงินทุนสำรองจ่ายที่เหลืออยู่ ก็มีไม่เพียงพอเช่นเดียวกัน
สำหรับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ ๒๕๖๔ รัฐบาล ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการจัดเก็บรายได้ในปี ๒๕๖๔ มีข้อจำกัดและได้รับ ผลกระทบจากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) และหากจะรอให้แหล่งเงินจาก งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๕ ก็จะไม่ทันต่อการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดระลอก ใหม่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการโดยทันที ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประเทศให้กลับมาสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงมีความ จำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วนในการแก้ไขสถานการณ์และหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ โรคโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งงบประมาณดังกล่าวไม่อาจดำเนินการให้ได้มาโดยวิธีการ งบประมาณตามปกติ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ และเป็นทางเลือกสุดท้ายของรัฐบาลในการตราพระราชกำหนดฉบับนี้
สรุปสาระสำคัญของพระราชกำหนด ท่านประธานสภาที่เคารพและท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติ พระราชกำหนดฉบับนี้มีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้
๑. กำหนดให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนาจกู้เงินบาท หรือเงินตราต่างประเทศในวงเงินไม่เกิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยจะต้องลงนามในสัญญา กู้เงินหรือออกตราสารหนี้ไม่เกินวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๕
๒. การกู้เงินตามพระราชกำหนดฉบับนี้จะต้องนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ ภายใต้แผนงานหรือโครงการตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ซึ่งประกอบด้วย ๓ แผนงานหลัก ได้แก่
๑. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) รัฐบาลได้กำหนดวงเงินไว้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดหาวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในประเทศ การเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการและการจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ รวมทั้งเป็น ค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรทางการแพทย์
๒. แผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ด้านการช่วยเหลือเยียวยา และชดเชยประชาชนในทุกสาขาอาชีพ รัฐบาลได้กำหนดวงเงินไว้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ในทุกสาขาอาชีพอย่างทั่วถึง ทั้งนี้เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ โดยในระยะต่อไป มาตรการของรัฐบาลจะมุ่งช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพหรือผู้ประกอบการขนาดเล็กและ รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของ รัฐบาลให้สามารถประคับประคองการดำเนินธุรกิจและรักษาการจ้างงานของพนักงานต่อไปได้ และแผนงานที่ ๓ คือแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ด้านการฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจ และสังคมภายหลังจากการแพร่ระบาด เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) คลี่คลายหรือยุติลง รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพื่อสร้าง ความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจให้กลับสู่ภาวะปกติ จึงได้กำหนดวงเงินไว้จำนวน ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยเน้นการรักษาระดับการจ้างงาน และการกระตุ้นการ บริโภคในระยะสั้นให้ฟื้นตัวโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยรักษาระดับการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและ การลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ให้บริการรายย่อยสามารถอยู่ รอดได้ และช่วยให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามในกรณีจำเป็น คณะรัฐมนตรีสามารถอนุมัติปรับกรอบวงเงินภายใต้แผนงานหรือโครงการตามบัญชีท้าย พระราชกำหนดได้ ทั้งนี้เพื่อให้การใช้จ่ายเงินสอดคล้องกับสถานการณ์ความจำเป็นของการ ใช้เงินที่เกิดขึ้น
๓. เพื่อให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และมีความต่อเนื่อง พระราชกำหนดได้กำหนดให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกำหนดกู้เงินโควิด-๑๙ ทำหน้าที่พิจารณากลั่นกรองแผนงานหรือโครงการ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ รวมทั้งกำกับดูแลการดำเนินโครงการและรายงาน ความก้าวหน้าต่อคณะรัฐมนตรี
๔. เพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ กำหนดให้ กระทรวงการคลังจัดทำรายงานผลการกู้เงินภายใต้พระราชกำหนดเสนอต่อรัฐสภา เพื่อทราบภายใน ๖๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณด้วย ซึ่งรายงานดังกล่าวจะครอบคลุมถึง รายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ โดยการตราพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ฉบับนี้ รัฐบาลได้ตระหนักถึงการรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ ความคุ้มค่า และความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ รัฐบาลจึงได้กำหนดหลักการและสาระสำคัญ ที่สอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลังของรัฐเพื่อเป็นการสร้างวินัยในการกู้เงินไว้ ในกฎหมายฉบับนี้อย่างรอบคอบและรัดกุม
ท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ รัฐบาลไทยและรัฐบาล ทุกประเทศทั่วโลกได้ดำเนินนโยบายการคลังโดยการกู้เงินจำนวนมาก เพื่อแก้ปัญหาเยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจทำให้ ณ สิ้นปี ๒๕๖๔ ระดับหนี้ภาครัฐบาลของโลก หรือเวิลด์ เจนเนอรัล กัฟเวิร์นเมนต์ เดบต์ (World General Government Debt) คาดว่าจะเพิ่มสูง ขึ้นอยู่ที่ ๙๒ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น ๒,๗๖๐ ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปี ๒๕๖๓ จำนวน ๑๐ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็น ๓๐๐ ล้านล้านบาท โดยในปี ๒๕๖๔ มีประเทศสำคัญของโลกที่มีหนี้ภาครัฐบาลต่อจีดีพี (GDP) เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน อาทิ ประเทศญี่ปุ่น คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ ๒๕๖.๕ ประเทศอังกฤษ ร้อยละ ๑๐๗.๑ ประเทศ อินเดียร้อยละ ๘๖.๖ และประเทศจีน ร้อยละ ๖๙.๖ กรอบเพดานของหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (GDP) ที่ร้อยละ ๖๐ อาจเรียกได้ว่าเป็นกรอบวินัยการคลังที่ถูกใช้มากที่สุดในสภาวะปกติ ในนานาประเทศทั่วโลก อาทิ สหภาพยุโรปและประเทศในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) โดยเป็น การคำนวณเฉพาะหนี้ภาครัฐบาลหรือเจนเนอรัล กัฟเวิร์นเมนต์ เดบต์ (General Government Debt) ทั้งนี้ตัวเลขหนี้ภาครัฐบาลของไทยตามนิยามสากลขององค์กรระหว่าง ประเทศ ณ สิ้นเดือนเมษายน ๒๕๖๔ อยู่ที่ร้อยละ ๕๐.๖๙ ต่อจีดีพี (GDP) ซึ่งถือเป็นสัดส่วน ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เมื่อเปรียบเทียบกับกรอบเพดานตามนิยามสากลที่ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมของแต่ละประเทศนั้นไม่มีระดับที่ตายตัวและขึ้นอยู่กับบริบท และปัจจัยต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน ซึ่งบริบทที่ทุกประเทศได้เผชิญร่วมกันปัจจุบันก็คือผลกระทบ จากการระบาดของโควิด-๑๙ (COVID-19) ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่ปกติ ดังนั้นการกู้เงินเพื่อ ช่วยเหลือเยียวยาประชาชนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาลมีเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการให้ประเทศผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้ พร้อมกับทุกคน ในชาติ ทั้งนี้การก่อหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นกระทรวงการคลังจะกระทำด้วยความรอบคอบ และอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังในบริบทปัจจุบัน
กล่าวโดยสรุป กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ รัฐบาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเป็นจะต้องมีแหล่งเงินเพื่อเตรียมความพร้อม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชน ตลอดจน การฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมให้กลับสู่สภาวะปกติโดยเร็ว รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตรา พระราชกำหนดนี้ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศและป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ จึงขอกราบเรียนมาเพื่อโปรด พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ขอกราบ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้เสนอรายชื่อมาอภิปราย ๒ ฝ่ายแล้วนะครับ ฝ่ายค้านเสนอมา ๕ ท่าน ฝ่ายรัฐบาล ๖ ท่าน ก็จะได้มีการสลับ ผมขอประกาศรายชื่อเพื่อให้เราได้เตรียมตัว เพราะเวลาที่ขอนั้น ก็ไม่เหมือนกัน ท่านแรกจะเป็นคุณยุทธพงศ์ จรัสเสถียร คุณอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม แล้วก็ คุณณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ คุณนิคม บุญวิเศษ คุณคมเดช ไชยศิวามงคล ฝ่ายรัฐบาลก็มี คุณไพบูลย์ นิติตะวัน นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ นางนันทนา สงฆ์ประชา นายศิริพงษ์ รัสมี ที่ประกาศชื่อเพื่อเราจะได้รู้จังหวะเวลานะครับ เผื่อว่าพวกเราที่อยู่ข้างนอกหรืออยู่ในห้องพักจะได้เตรียมตัวเมื่อถึงเวลานั้นเข้ามา โดยไม่ต้อง มารอในห้องนี้นานครับ ท่านจุลพันธ์เชิญครับ