อนุสรี หารือแผนใช้เงินกู้ 5 แสนล้าน ฟื้นเศรษฐกิจ-เยียวยาโควิด

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๔

อนุสรี ทับสุวรรณ หารือการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของโควิด-19 โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ทั้งด้านสาธารณสุข เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเสนอให้เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติอย่างยั่งยืน

นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางสาวอนุสรี ทับสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย เมื่อดิฉันทราบว่าพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าพระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าประหลาดใจ สามัญชนคนธรรมดา ถ้าไม่มีเรื่องจำเป็นก็ไม่มีใครอยากกู้ ธุรกิจก็จะกู้เมื่อขาดสภาพคล่อง แต่เมื่อรัฐบาลกู้และเป็น จำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นการกู้ครั้งที่ ๒ ของรัฐบาล ก็ต้องอดกังวลและ วิตกไม่ได้ว่าการกู้ครั้งนี้ประเทศไทย คนไทยจะไปรอดไหม ดิฉันได้ไปศึกษาหาข้อมูลจาก แหล่งต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนที่ประสบกับผลกระทบของโควิด-๑๙ (COVID-19) และพิจารณาเหตุผลปัจจัยสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะสภาวะทางเศรษฐกิจด้วยแล้ว ดิฉัน คิดว่ารัฐบาลจำเป็นต้องกู้ ไม่กู้ไม่ได้ และเราไม่มีทางเลือกอื่นค่ะ ท่านประธานสภาที่เคารพ ในเมื่อจำเป็นต้องกู้ ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศที่ไม่ใช่แค่คนรุ่นเรา แต่เราต้องคิดเผื่อ ถึงคนรุ่นต่อไปที่จะเติบโตขึ้นมาและร่วมรับภาระนี้กับรัฐบาลในอนาคต เขาก็ต้องทราบด้วย ความสบายใจว่าการกู้ครั้งนี้ประเทศชาติและประชาชนรวมถึงตัวของเขาเอง ณ ห้วงเวลานี้ ได้รับการดูแล ฟื้นฟูและเยียวยาที่ดีอย่างไร ดิฉันในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ตระหนัก ในเรื่องนี้ ดิฉันจึงขอเสนอความเห็น คำแนะนำ และความห่วงกังวลต่อรัฐบาลผ่าน ท่านประธานสภาดังต่อไปนี้นะคะ

ตามที่พระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทที่เคยกู้มาเมื่อเมษายน ๒๕๖๓ ได้ใช้จ่ายไปแล้ว ๒๘๗ โครงการ วงเงิน ๘๓๓,๔๗๕ ล้านบาท และคงเหลือกรอบเงินกู้อีก ๑๖๖,๕๒๕ ล้านบาท และล่าสุดก็ได้นำไปใช้บรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและ ผู้ประกอบการระลอกเดือนเมษายน ๒๕๖๔ อีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ทำให้เหลือวงเงินกู้ ๑๖,๕๒๕ ล้านบาท ถ้าถามว่าแล้วเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทบรรเทาความเดือดร้อนของ เศรษฐกิจได้บ้างหรือไม่ แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้ระบบเศรษฐกิจกลับมาดีเท่าเดิม แต่อย่างน้อย ที่สุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็เคยคาดการณ์ว่าจากโควิด-๑๙ (COVID-19) ระลอก ๑ ๒ เศรษฐกิจไทยจะหดตัวที่ร้อยละ ๘ แต่จากเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัว ๖.๑ ดีกว่าที่คาดการณ์ค่ะ ผลกระทบโควิด-๑๙ (COVID-19) ระลอกที่ ๓ แม้เศรษฐกิจไทยจะได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูจากพระราชกำหนดเงินกู้ ๑ ล้านล้านบาทมาก่อนแต่ก็ไม่เพียงพอ จึงมีโครงการคนละครึ่งเฟส ๓ (Phase 3) และโครงการชื่อใหม่อีกแล้วที่จะมาเยียวยาในชื่อโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ และ ๓ แผนงานของ พระราชกำหนดเงินกู้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เป็นแผนงานแพทย์และสาธารณสุข ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานโครงการช่วยเหลือเยียวยาแก่ประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอีก ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะให้กับกลุ่มไหนคะ แบบเดิม ๆ อีกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็ย่อมทราบดีว่าเป็นการช่วยที่เป็นการสร้างระบบใหม่ ขึ้นมา ความผิดพลาดบกพร่องย่อมมีขึ้นได้ แต่รอบที่ ๓ และการกู้ครั้งที่ ๒ จะต้องตรง เป้าหมายรวดเร็วเห็นผลและเป็นไปอย่างทั่วถึงมากขึ้น ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉันจะ ไม่ขอพูดประเด็นเรื่องวัคซีน เพราะดิฉันคาดว่าการบริหารจัดการวัคซีนในการให้คนไทยได้ฉีดคง จะไม่น่าเป็นปัญหา แม้ว่าตอนเริ่มต้นนี้อาจจะมีการติดขัดบ้าง แต่เมื่อวัคซีนมีการทยอย เข้ามาแล้วดิฉันเชื่อว่าการบริหารจัดการในเรื่องของการฉีดวัคซีนคงเป็นไปตามระบบขั้นตอน นะคะ ดิฉันจึงขอเสนอความเห็นในด้านอื่น ๆ ดังนี้

ประการแรก การใช้งบเพื่อแผนงานด้านสาธารณสุข ประชาชนคงไม่คิด คาดหวังมากกว่าไปเมื่อเขาป่วยหรือติดเชื้อจะต้องมีสถานที่รองรับในการดูแลรักษา มียาที่ดี มีอัตราการตายที่ลดลง จะไม่มีใครตายที่บ้าน เพราะไม่มีรถพยาบาลมารับ ยาต้องพอ ที่สำคัญคือ ได้รับการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพ

ประการที่ ๒ การเยียวยากลุ่มต่าง ๆ ต้องเป็นไปอย่างทั่วถึง เพียงพอ ในกลุ่มคน ด้อยโอกาสและยากจน รวมถึงคนว่างงานที่ต้องได้รับการชดเชย และต้องมีการจัดหาช่องทาง ที่จะให้เข้าสู่การจ้างงานหรือกลับไปมีอาชีพและมีรายได้ได้อีก จะด้วยอัปสกิลล์ (Upskill) รีสกิลล์ (Reskill) ที่เข้าถึงด้วยวิธีการพิเศษใด ๆ ก็ตาม ดิฉันขอฝากถึงโครงการยูทูที (U2T) ที่เป็นโครงการของกระทรวง อว. ที่จ้างบัณฑิตประชาชนและนักศึกษา ๖๐,๐๐๐ คนลงพื้นที่ ๓,๐๐๐ ตำบล แต่โครงการนี้จะจบสิ้นในสิ้นปี ๒๕๖๔ ประเทศไทยเรามีทั้งหมด ๙,๐๐๐ ตำบล ดิฉันคิดว่าควรที่จะมีการขยายทั้งอัตราของการจ้างตำบลแล้วก็ขยายเวลาด้วย ส่วนกลุ่มคน เปราะบางทั้งเด็กในครอบครัวที่ยากจน ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่จะลำบากมากกว่าคนปกติที่ จะต้องได้รับการดูแล ดิฉันได้เคยเสนอผ่านท่านประธานสภาไปแล้วว่าขอให้ทางรัฐบาล พิจารณากลไกภาษีในช่องทางการบริจาคที่เป็นเงินคืนภาษีจากความสมัครใจได้ไหม เพื่อเป็น การลดภาระของรัฐบาลด้วย เมื่อเป็นการกู้รอบที่ ๒ และเป็นโควิด (COVID) รอบที่ ๓ มาตรการอะไรที่เคยช่วยเขาได้แต่เขาไม่ได้ หรือยังไม่ได้ ทำไมถึงช้า การเข้าถึงเทคโนโลยี อุปกรณ์มีเพียงพอไหม ดิฉันคิดว่าครั้งนี้ควรจะมีการประมวลปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ มาตรการเยียวยานะคะ นอกเหนือจากแผนงานทั้ง ๓ แผนงานแล้ว ดิฉันคิดว่าขอเสนอ ในส่วนของที่รัฐบาลควรพิจารณาในของมาตรการระยะสั้นและระยะยาวดังนี้ ในส่วนของ มาตรการระยะสั้นที่รัฐบาลควรพิจารณาเร่งด่วน ข้อแรกคือดิฉันเห็นใจผู้ประกอบการ รายย่อยหรือเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เขาประสบปัญหาขาดทุนสะสมต่อเนื่องมานานและ ยังต้องแบกรับภาระของโควิด (COVID) ในรอบที่ ๓ นี้อีก การที่มาตรการช่วยเหลือรัฐบาล ในการให้เงินกู้สินเชื่อผ่านธนาคารออมสินหรือเอสเอ็มอีแบงก์ (SMEs Bank) นั้นเป็นได้แค่ มาตรการโฆษณา เพราะผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงติดเครดิตบูโร (Credit Bureau) ติดประวัติการเงิน ยังอยู่ในโครงการพักชำระหนี้ สเตตเมนต์ (Statement) ไม่เข้าเงื่อนไข ของการขอสินเชื่อ หลักทรัพย์ค้ำประกันไม่มีหรือไม่ถึงเกณฑ์ สุดท้ายคนที่กู้ได้ก็จะเป็นแค่ ลูกค้าชั้นดีที่เป็นส่วนน้อย เอสเอ็มอี (SMEs) ส่วนใหญ่กู้ไม่ได้ ดิฉันขอฝากผ่านท่านประธานสภาผ่านไปยังรัฐบาลว่าควรเปิดช่องทางหรือมีมาตรการ ผ่อนปรนเกณฑ์การให้กู้มากขึ้น ไม่ใช่มีนโยบายและวงเงินแต่คนกู้ได้จริงมีน้อย แล้วก็เสริม ด้วยมาตรการพักชำระหนี้ทั้งต้นและดอก อาจขยายเป็นเวลา ๓ เดือน ๖ เดือน หรือ ๑ ปี รัฐบาลทำมาแล้วค่ะ แต่ถ้าขยายเวลาต่อไปทั้งธนาคารรัฐและธนาคารพาณิชย์ก็จะดีขึ้น ส่วนมาตรการระยะยาวที่ดิฉันอยากเสนอผ่านท่านประธานสภาไปยังรัฐบาลด้วยการปรับ โครงสร้างเศรษฐกิจไทย ปรับทิศทางประเทศไทยเพื่อให้เป็นการปรับหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ คู่ขนานไปกับการฟื้นฟูเยียวยา

ประการแรกคือเรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของรายได้ของประเทศ ไทย แต่กว่าจะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศ และรอประเทศเป้าหมายฟื้นตัวที่อยากจะมา เที่ยวหรือพร้อมมาเที่ยว ดิฉันคิดว่าประเทศไทยควรมุ่งเป้าหมายของนักท่องเที่ยวที่มี คุณภาพสูง ที่มีกำลังซื้อสูง ที่ใช้จ่ายเงินจำนวนมาก เน้นคุณภาพมากกว่าจำนวน โดยให้มา ท่องเที่ยวด้วยการปรับประเทศเราเป็นเมดิคัล (Medical) หรือเวลเนส ทัวริสซึ่ม (Wellness Tourism) ให้เป็นการท่องเที่ยวด้านการรักษาด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย หรือเป็นที่ พำนักระยะยาวของชาวต่างชาติที่เกษียณ ขณะเดียวกันประเทศไทยควรมีการพัฒนา แพลตฟอร์ม (Platform) ด้านการท่องเที่ยวไม่ให้เสียเปรียบอโกดา (Agoda) ทราเวลโลก้า (Travaloka) แอร์บีเอ็นบี (Airbnb) ที่ไม่มีโรงแรมเลยแม้แต่ห้องเดียว เราควรให้ทาง กระทรวง อว. ดีอี (DE) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พัฒนาเป็นดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital Platform) เพื่อการท่องเที่ยวระดับชาติ ท่านจะแข่งขันประกวดหรือคิดค้นให้ได้ แพลตฟอร์ม (Platform) ที่ดีที่สุดเพื่อการท่องเที่ยวของไทยให้เป็นระดับสากล

ข้อ ๒ ดิฉันคิดว่าเราควรดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศประเภทเอฟดีไอ (FDI) หรือฟอเรน ไดเรกต์ อินเวสต์เมนต์ (Foreign Direct Investment) เพื่อให้เกิด การจ้างงานเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยในรูปแบบของ สัญญาการร่วมทุนกับเอกชน หรือพีพีพี (PPP) พับลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิป (Public Privet Partnership) จะเป็นโครงการอีอีซี (EEC) หรือเอสอีซี (SEC) คือระเบียงเศรษฐกิจ ตะวันออก ภาคใต้ก็ตาม เพราะสิ่งนี้จะเป็นการทำให้เกิดการจ้างงาน และขณะเดียวกัน จุดแข็งของไทยด้านภูมิศาสตร์ โครงการพัฒนาระบบขนส่งก็ควรสนับสนุนให้มีด้วย ในการเชื่อมโยงพื้นที่ต่าง ๆ เพราะโครงการนี้จะไปทำให้เกิดโครงการลงทุนด้านพัฒนา อสังหาริมทรัพย์ริมทาง เป็นการกระตุ้นการจ้างงาน ซึ่งในที่สุดแล้วเราก็จะเกิดการจ้างงานขึ้น เพียงแต่เราต้องอัปสกิลล์ (Upskill) รีสกิลล์ (Reskill) แรงงานที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่อง ระบบรางให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เราต้องไม่ลืม โครงสร้างพื้นฐานทางด้านสังคมคือโซเชียล อินฟราสตรักเจอร์ (Social Infrastructure) คือโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อย สถานที่ดูแลผู้สูงอายุหรือโรงพยาบาล เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในอนาคต ประการสำคัญที่สุดก็คือสิ่งที่ต้องทำและไม่ควรช้าคือการ แก้ไขปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การขอใบอนุญาต ขั้นตอนที่ มากมายที่มีหลายหน่วยงานและระยะเวลาที่ยาวนานจะนำไปสู่การคอร์รัปชัน หากต้องการ ความรวดเร็ว รัฐบาลต้องแก้ไขกฎหมายและระบบในส่วนนี้เพื่อเตรียมการประเทศให้ก้าวเดิน ต่อไปหลังการเยียวยาฟื้นฟู ท่านประธานสภาที่เคารพคะ ดิฉันคิดว่าเราไม่มีทางเลือก ที่ดีกว่านี้ ดิฉันสนับสนุนพระราชกำหนดเงินกู้ฉบับนี้ เพราะแม้จะเป็นการกู้ครั้งที่ ๒ แต่เป็นการกู้ประเทศให้เดินต่อไปได้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ