ธนกร ศรีสุขใส หารือกลไกตรวจสอบข่าวลวงและเสนอแนวทางจัดสรรทุนเพื่อส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคี โดยเน้นการตรวจสอบข่าวปลอมและการเฝ้าระวังผลิตภัณฑ์สมุนไพร พร้อมสร้างมาตรการสื่อสารที่ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม และรับข้อเสนอในการผลิตสื่อที่น่าเชื่อถือเพื่อส่งเสริมจริยธรรม รวมถึงชี้แจงที่มาของงบประมาณจาก กสทช. ที่ไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. งบประมาณ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกนะครับ ผมอาจจะจดได้ไม่หมด แต่ว่าทางเจ้าหน้าที่ได้จดเพื่อจะนำข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำของท่านสมาชิกไปปรับปรุง การทำงานให้มีประสิทธิภาพต่อไปนะครับ ขออนุญาตเริ่มที่ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ท่านพูดถึงข้อห่วงใยในการที่จะต้องทำหน้าที่ในการคัดกรอง หรือว่าตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอม อันนี้เป็นเรื่องที่หลายหน่วยงานวิตกกังวล กองทุนเองก็ถือว่าเป็นภาระหน้าที่ ที่สำคัญนะครับ แล้วก็ข้อมูลในการแชร์ (Share) ข่าวปลอม หรือโพสต์ (Post) ข่าวปลอมนี้เยอะมากจริง ๆ นะครับ ช่วงเวลาสั้น ๆ ๓-๔ เดือนนี้ก็ ๕๐๐,๐๐๐-๖๐๐,๐๐๐ นะครับ อันนั้นคือสำหรับ ผู้ผลิต แล้วก็สำหรับผู้แชร์ (Share) ก็หลายสิบล้านคน กองทุนก็มีกลไกในการทำเรื่องนี้ ร่วมกับหน่วยงานอื่น หลายท่านที่อาจจะยังไม่รู้จักกองทุน อาจจะไม่ทราบว่า อย่างรายการ ชัวร์ (Sure) ก่อนแชร์ (Share) ก็เป็นรายการที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ให้การสนับสนุน นอกจากชัวร์ (Sure) ก่อนแชร์ (Share) แล้วก็ยังมีอีกหลายหน่วยงาน นะครับ ตอนนี้เรากำลังจะเปิดตัวโครงการตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอมของกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ซึ่งที่ผ่านมาเราให้ภาคีเครือข่ายดำเนินการในหลากหลายรูปแบบ ทั้งสร้างองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย หาคนที่จะมาเป็นแกนนำ แล้วก็สร้างเครื่องมือที่เป็น เครื่องมือเชิงระบบหรืออิเล็กทรอนิกส์ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ข้อสังเกตของท่าน ทางกองทุนจะรับไปดูให้เกิดความชัดเจน ท่านห่วงใยในเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ โดยเฉพาะข้อมูลที่ส่งเสริมความรัก ความสามัคคี ความรักชาติ ผมขอเรียนว่า ในการจัดสรรทุนปี ๒๕๖๔ ที่ผ่านมานั้น กองทุนได้กำหนดเป็นประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ เรื่องของการผลิตสื่อเพื่อส่งเสริมความรักชาตินะครับ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว ความภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีประเด็นในเรื่องของการส่งเสริมประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แล้วก็โครงการที่สร้างคุณค่าในชนบท ซึ่งผลงานวันนี้อาจจะยังไม่เห็น แต่ว่าเป็นโครงการที่ เราได้ทำไปแล้วนะครับ ท่านเห็นว่าเรื่องของการเผยแพร่ข้อมูลอยากให้ครอบคลุม ทุกกลุ่มเป้าหมาย อันนี้ตรงกับสิ่งที่กองทุนดำเนินการอยู่นะครับ ในการจัดสรรทุนปีนี้ ในประเภทเปิดรับทั่วไป ที่ผ่านมาก็กำหนดกลุ่มเป้าหมายออกเป็น ๔ กลุ่ม ๑. ก็คือกลุ่มเด็ก และเยาวชน ๒. ผู้สูงอายุ กลุ่มที่ ๓ เป็นกลุ่มผู้พิการและเป็นผู้ด้อยโอกาส แล้วก็กลุ่มที่ ๔ เป็นกลุ่มประชาชนทั่วไป อันนั้นก็คือว่าเราเอากลุ่มเป้าหมายเป็นตัวตั้งไม่ได้กำหนด เชิงประเด็นว่าจะต้องทำเรื่องอะไร
ทีนี้ในเชิงประเด็นที่ท่านพูดถึงเรื่องของความรักชาติก็ดี แล้วก็ล่าสุดที่ ท่านวีระกร คำประกอบ ท่านได้พูดถึงว่าจะต้องมีสื่อที่ส่งเสริมความกตัญญู อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่น่าสนใจมากนะครับ ผมเองในฐานะผู้จัดการก็จะเอาไปนำเสนอคณะอนุกรรมการ บริหารและคณะกรรมการกองทุนที่เห็นว่าเรื่องนี้ควรจะเป็นหนึ่งในประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ ในการจัดสรรทุนที่จะเกิดขึ้น ท่าน ส.ส. ประกอบ รัตนพันธ์ ท่านพูดถึงเรื่องของตัว เคพีไอ (KPI) ที่ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควร อันนี้ทางสำนักงานเองจะรับไปดำเนินการ ให้มีความชัดเจนขึ้นนะครับ
ส่วนเรื่องการแพร่กระจายของข่าวลวง ข่าวปลอม โดยเฉพาะข่าวโควิด (COVID) และวัคซีน อันนี้เป็นข้อห่วงใยที่กองทุนเองก็ดำเนินการอยู่ เราได้มีโครงการ ที่ร่วมกับหน่วยงานทางการแพทย์เปิดตัวโครงการตรวจสอบข่าวลวง ข่าวปลอม วัคซีน และโควิด (COVID) ซึ่งวันนี้กำลังดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องของข่าวลวง ข่าวปลอม ด้านสมุนไพร กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการ อาหารและยา หรือ อย. ๒ ปีก่อนนั้นเราได้ทำงานร่วมกันในเรื่องของการเฝ้าระวัง การโฆษณาผลิตภัณฑ์สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นโฆษณาเกินจริง ประชาสัมพันธ์ ว่าอาหารมีสรรพคุณทางยารักษาโรคได้ แล้วมีผู้คนหลงเชื่อ แล้วก็เสียหายทั้งร่างกาย และเงินทองเป็นจำนวนมาก ปีนี้เราก็มีความร่วมมือกันอีกนะครับ ที่จะทำเรื่องสมุนไพร ตามที่ท่านให้คำแนะนำ คุณหมอบัญญัติ เจตนจันทร์ ท่านบอกว่ากองทุนเป็นหน่วยงานใหม่ ที่ยังเป็นที่รู้จักน้อย ซึ่งอันนี้กองทุนเองก็ยอมรับนะครับ เพราะว่าเราเริ่มดำเนินการจริง ๆ ได้จัดสรรทุนเป็นปีแรกในปี ๒๕๖๐ นับถึงวันนี้ก็ ๕ ปี แน่นอนที่สุดว่าในวงกว้างนี้อาจจะยัง ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก กองทุนก็พยายามที่จะสร้างมาตรการในการเปิดช่องทางการสื่อสาร ให้เข้าถึงทุกกลุ่มอยู่นะครับ เรื่องของนิยามสื่อที่ท่านพูดถึงนั้น กองทุนเห็นด้วยอย่างยิ่ง นะครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วกองทุนอาจจะถอดบทเรียนมาจากหลายหน่วยงานที่เวลาพูดถึง สื่อแล้วมันไม่ครอบคลุมในทุกสื่อ ทุกแขนง ทุกแพลตฟอร์ม (Platform) เพราะฉะนั้นเวลาพูด ถึงสื่อ ในนิยามของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ก็ครอบคลุมทุกสื่อนะครับ ส่วนกรณีที่ท่านห่วงใยในเรื่องของการแชร์ (Share) ข่าวลวง ข่าวปลอม กองทุนเองวันนี้ทำเรื่องนี้อยู่ใน ๒-๓ ประเด็นร่วมกัน เรื่องเฟกนิวส์ (Fake News) มันมาพร้อมกับเรื่องเฮตสปีช (Hate Speech) แล้วในโลกของเด็ก และเยาวชน ยังมีเรื่องของการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ (Online) หรือที่เรียกว่า ไซเบอร์บูลีอิง (Cyber Bullying) เรื่องของเฮตสปีช (Hate Speech) เราจับมือกับ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยภายใต้การเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ทำโครงการ คนไทยไม่เอาด้วยกับเฮตสปีช (Hate Speech) หรือประทุษวาจา อย่างล่าสุดเราได้จัดอบรม หรือประชุมออนไลน์ (Online) ไปทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมเป็นนักเรียน นักศึกษา ๑,๔๐๐ คน เมื่อเดือนที่แล้ว ข้อสังเกตของท่านนิยม ท่านอยากเห็นกองทุนผลิตสื่อที่สามารถ เป็นแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ อันนี้เป็นข้อเสนอที่ต้องขอบคุณ แล้วก็รับไปดำเนินการ ส่วนที่ท่านเห็นว่าเราทำน้อยไปก็จะนำความเห็นนี้ไปเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการและ อนุกรรมการบริหาร ส่วนเรื่องของการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ก็เช่นเดียวกัน เราจะทำให้มากขึ้น ท่านภาสกร เงินเจริญกุล ท่านพูดถึงเรื่องงบประมาณของกองทุน ต้องขอเรียนว่ากองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์นั้นตั้งขึ้นโดยมีจุดเชื่อมโยงกับ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ก็คือ กสทช. ตอนที่มี กสทช. แล้ว กสทช. เป็นองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับดูแล การประกอบกิจการทั้งวิทยุ โทรทัศน์และโทรคมนาคม กสทช. ก็จัดการออกใบอนุญาต โดยการประมูล และมีเงินเข้ากองทุนวิจัยและพัฒนา ในกฎหมาย กสทช. จึงเขียนว่าให้ไปตั้ง กองทุนสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตอนที่ยกร่างกฎหมายผมเข้าใจว่าผู้ร่างกฎหมายเอง ก็ตระหนักดีว่าการที่เราจะไปคาดหวังให้สื่อซึ่งเป็นระบบทั่วไปอยู่ในระบบธุรกิจจะลุกขึ้นมา ทำสื่อเพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม สื่อที่ดี ๆ เป็นเรื่องยากมาก เพราะฉะนั้นมันจะต้องมี กองทุนหรือมีเงินทุนสักกองหนึ่งในการที่จะส่งเสริมการผลิตสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ ในมาตรา ๖ ของกองทุนนั้นก็ยังเขียนว่า เงินทุนนั้นรัฐบาลอาจจะประเดิมให้ด้วย แต่ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ หลังจากกฎหมายผ่านแล้วมาจนถึงปัจจุบัน ขอเรียนว่า แหล่งเงินของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ก็มาจาก กสทช. แหล่งเดียว และเงินทุนนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติงบประมาณ คือใช้ไม่หมด ก็ไม่ต้อง ส่งคืนคลัง แต่ว่าการใช้ไม่หมดก็แน่นอนว่าเป็นประสิทธิภาพในการเบิกจ่าย ซึ่งเป็น ภาระหน้าที่ของสำนักงานต้องดำเนินการ