สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๔

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ วิจารณ์ปัญหาการเบิกจ่ายเงินฟื้นฟูที่ล่าช้าและถูกจำกัดกรอบโดยราชการ โดยชี้ว่าหลักเกณฑ์เดิมที่ล็อกสเปกโครงการให้ตรงกับนโยบายของกระทรวงต่าง ๆ ทำให้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของประชาชน และเสนอแนะให้สภาพัฒน์ปรับหลักเกณฑ์ใหม่โดยเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นออกแบบโครงการตามบริบทพื้นที่จริงแทนการห้ามทำกิจกรรมซ้ำซ้อนเพียงอย่างเดียว

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๑ พรรคภูมิใจไทย ท่านประธานครับ ผมและคณะก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมกันเข้าชื่อนะครับ ขอเสนอญัตติด่วนเรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินจากการกู้เงินตามพระราชกำหนด ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีหลักการและเหตุผลดังนี้

ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ เพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๖๔ ซึ่งมีวงเงินจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ ในการแก้ไขปัญหาจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona-2019) ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยให้กับประชาชนทุกอาชีพซึ่งได้รับผลกระทบ รวมทั้งการฟื้นฟู เศรษฐกิจสังคมนั้น จากการพิจารณาประกอบการใช้จ่ายเงินตามบัญชีท้ายพระราชกำหนด ดังกล่าวแล้ว พบว่าเป็นการกำหนดกรอบให้ใช้จ่ายวงเงินแบบกว้างที่ไม่ระบุรายละเอียดการ จัดสรรวงเงิน อีกทั้งภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนที่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยความรวดเร็ว ทำให้มีระยะเวลาในการเสนอโครงการและกลั่นกรองโครงการก่อนที่จะพิจารณาอนุมัติ น้อยลง ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการใช้จ่ายเงินไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ ไม่ทั่วถึง ไม่มีความ โปร่งใส การกู้เงินจำนวนดังกล่าวจึงอาจเป็นการสร้างภาระหนี้ให้แก่ประชาชนและซ ้าเติม ความทุกข์ยากที่เกิดจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona-2019) ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้นเพื่อให้การใช้จ่ายเงินกู้ดังกล่าวเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ที่ต้องการให้มีการแก้ไขปัญหาเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของ โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona-2019) รวมทั้งมีการใช้จ่ายเงินอย่างทั่วถึง โปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019)ตามข้อบังคับการ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔๙ แล้วข้อ ๕๐ ท่านประธานครับต้องขอบคุณท่านประธานและท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาเลื่อนคิว ให้วาระนี้ขึ้นมาเป็นวาระเร่งด่วน วาระนี้ต้องเรียนว่ามีความสำคัญมากครับ เพราะอีกเพียง ไม่ถึง ๔ สัปดาห์ สภาแห่งนี้ก็จะปิดสมัยประชุมแล้ว และการเบิกจ่ายเงินนั้นก็เริ่มมี การดำเนินการกันบ้างแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจะต้องนำเรียนกับท่านประธานแล้วก็สมาชิก ทุกท่าน ก็คือว่าหลายท่านอาจจะถามว่ามีกรรมาธิการขึ้นมาอยู่ชุดหนึ่งแล้ว เหตุใดจึงจำเป็น จะต้องมีกรรมาธิการชุดใหม่ขึ้นมาอีก ต้องย้อนความครับท่านประธาน เมื่อปีที่แล้วเมื่อเดือน พฤษภาคมปีที่แล้วสภาแห่งนี้เราได้อนุมัติ พ.ร.ก. เงินกู้ ๑ ล้านล้านบาท เพื่อใช้จ่ายในการ สาธารณสุข ในการฟื้นฟู ในการเยียวยาโควิด (COVID) เราเริ่มตั้งกรรมาธิการคณะที่แล้ว เมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓ รวมมาถึงวันนี้เป็นเวลาทั้งสิ้น ๑ ปี ๒ เดือน กับอีก ๑๕ วัน อย่างที่ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ตอนที่ท่านสมาชิกได้ซักถามว่ากรรมาธิการคณะที่แล้วทำงาน อย่างไร ผมก็ต้องกราบเรียนว่ากรรมาธิการทุกท่านเข้าไปพร้อมกับไฟอันเต็มเปี่ยมเลยนะครับ อยากจะไปช่วยกันตรวจสอบ อยากจะไปช่วยกันติดตาม อยากจะไปช่วยกันให้ข้อเสนอแนะ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นผมต้องเรียนท่านประธานครับ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะระบบราชการ เป็นเพราะ ข้อจำกัดทางกฎหมายหรืออย่างไรก็ตาม แต่วันนี้สิ่งที่ต้องรายงานให้ท่านทราบก็คือการเบิก จ่ายเงิน ๑ ล้านล้านบาทนั้น ตอนนี้ผ่านมา ๑ ปีกว่านะครับ เบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น ๘๓ เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเงินประมาณ ๘๒๕,๐๐๐ ล้านบาท โดยแบ่งออกได้ ๓ กลุ่มครับ

กลุ่มที่ ๑ ก็คือกลุ่มที่ใช้เกี่ยวกับการสาธารณสุข ซึ่งได้รับวงเงินอนุมัติมา ๖๓,๐๐๐ ล้านบาท มาถึงทุกวันนี้มีการเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้นประมาณ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ผ่านมา ๑ ปีนะครับ กรรมาธิการได้ให้ข้อเสนอแนะไปแต่การเบิกจ่าย การทำงานของหน่วยงานราชการล่าช้ามาก วันนี้เราจะเห็นว่าในสังคมเขาถามว่าเงินกู้ ก้อนที่แล้วไปไหน ทำไมการดูแลด้านสาธารณสุข อุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ถึงไม่ได้ มีความพร้อมมากกว่านี้ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าการติดตาม การแก้ไขเสนอแนะของกรรมาธิการ ชุดที่แล้วทำได้ดีนะครับ แต่ผมเห็นว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้

กลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มที่เบิกจ่ายได้ดีครับก็คือเงินเยียวยาเบิกจ่ายไปแล้วทั้งสิ้น ประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดิมทีได้อนุมัติวงเงินมาได้กรอบมา ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเติมขึ้นมาอีกจากการเอาเงินกลุ่มที่ ๓ นี้ขึ้นมา เงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินเยียวยา ก็คือถ้าจะทำความเข้าใจง่าย ๆ ก็คือเงินแจกตามโครงการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไม่เราทิ้งกัน เราชนะ ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่ง ซึ่งคำถามที่มีอยู่ก็คือว่าโครงการในลักษณะนี้มีโครงการใด ที่ในความรู้สึกของผู้แทน หรือในความรู้สึกของประชาชนเรามีความรู้สึกว่าเป็นการเยียวยา จริง ๆ บ้าง วันนี้ถ้าเราไปถามเขามันมีกี่โครงการแล้วที่เขาได้รับการช่วยเหลือการเยียวยา บางคนอาจจะจำได้แค่โครงการเดียวครับ ก็คือคนละครึ่งเท่านั้นเอง

ส่วนกลุ่มสุดท้ายที่น่าเป็นห่วงในการเบิกจ่ายงวดที่แล้วก็คือกลุ่มเงินฟื้นฟู เงินฟื้นฟูถึงวันนี้เบิกจ่ายไป ๕๒ เปอร์เซ็นต์ครับ เดิมทีอนุมัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เบิกจ่าย ไปแล้ว ๕๒ เปอร์เซ็นต์ แต่คำว่า ๕๒ เปอร์เซ็นต์ หมายความว่าวงเงินลดลงจาก ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เหลือ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ เพราะว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปให้กลุ่มที่ ๒ แล้ว เพิ่งเบิกจ่ายไปทั้งสิ้น ๑๑๖,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ ถ้าเทียบกับ วงเงินเดิมที่อนุมัติก็เท่ากับ ๒๙ เปอร์เซ็นต์ ๑ ปีครับ ๑ ปีที่ผ่านมา พอเราเป็นกรรมาธิการ แรกเริ่มเดิมทีเข้าไปนั้นได้มีการหารือกันครับ ได้มีการหารือกับสภาพัฒน์ถามว่ากรอบอำนาจ หน้าที่ของกรรมาธิการเป็นอย่างไรบ้าง สามารถทำอะไรได้ สามารถทำอะไรไม่ได้ ปรากฏว่า ทางฝ่ายราชการแจ้งมาอย่างนี้ครับท่านประธานบอกว่าเรื่องทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ต้องขอ ครม. เห็นชอบหมด ตัวนั้นเข้าใจได้ครับ แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้นคือแม้กระทั่งข้อเสนอแนะ ของสภาผู้แทนราษฎร ของกรรมาธิการ ของสมาชิก เสนอแนะเข้าไปว่าทำไมไม่ทำแบบนั้น ทำไมไม่ทำแบบนี้ ไม่ได้เสนอโครงการนะครับ แต่เสนอแนวทางเสนอแนวทางว่าทำแบบนี้ ไม่ดีกว่าหรือ แทบจะไม่มีการตอบสนองใด ๆ เลย ผมยกตัวอย่างให้ฟังครับ ในกลุ่มที่ ๓ ก็คือ กลุ่มฟื้นฟูแรกเริ่มเดิมทีถ้าท่านประธานจำได้นะครับ ถ้าท่านสมาชิกจำได้ เราจะเห็นเลยว่า ในแต่ละจังหวัดเขาจะทำโครงการมาเขาจะมีคู่มืออยู่เล่มหนึ่งครับ เขียนคู่มือมาอธิบายว่า หลักเกณฑ์ วิธีการ ในการจะทำของบประมาณเกี่ยวกับโครงการฟื้นฟูเงินกู้ต้องมีอะไรบ้าง เขียนบรรยายมาทุกอย่างต้องดึงไปเข้าโควิด (COVID) หมด สมมุติจะทำถนน ท่านประธาน ถนนมันก็คือถนนครับ ถนนนี่ถามว่าความต้องการของชาวบ้านคืออะไร เขาไปมาสะดวกขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น เงินฟื้นฟู หลักการของเงินฟื้นฟูคืออะไร เขาต้องการให้มีการลงทุนภาครัฐ ให้เงินมันไปหมุนเวียนอยู่ในระบบถูกหรือไม่ แต่เวลาที่บอกหลักเกณฑ์ให้เขาไปเขียน ต้องไปเขียนครับว่าเป็นถนนธรรมดาไม่ได้ ต้องไปบอกว่าเป็นถนนแล้วทำให้การขนถ่ายสินค้า ทางการเกษตรสะดวกขึ้นอย่างไร เศรษฐกิจโตขึ้นเท่าไรอะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสุดท้ายแล้ว ครับท่านประธานผ่านมา ๑ ปี ผ่านไป ๑ ปีนะครับ การเบิกจ่ายแทบไม่มีเลยโครงการ ที่แต่ละพื้นที่ แต่ละจังหวัดเขาทำมาแทบไม่มีเกิดขึ้นเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเราเห็นอะไรครับ โคก หนอง นา เราเห็นอะไรครับ เกษตรทฤษฎีใหม่ จำได้นะครับกรรมาธิการเคยถามกันว่า โคก หนอง นา กับเกษตรทฤษฎีใหม่ต่างกันอย่างไร โคก หนอง นา กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ทำ เกษตรทฤษฎีใหม่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำแล้วก็ เห็นเหมือนกันเลยเตรียมพื้นที่ ขุดบ่อ ก็ถามว่าโคก หนอง นา ต่างกันอย่างไร ท่านก็ตอบว่า โคก หนอง นา เป็นของ พม. เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นของ กษ. ก็คือเกษตร สิ่งที่ต่างกันคือให้ ต่างคนต่างทำแล้วมาลองประเมินดูว่าใครทำแล้วประสบความสำเร็จกว่ากัน ลักษณะการ ฟื้นฟูแบบล็อกสเปก (Lock Spec) อย่างนี้ ผมคิดว่าเราไม่ควรจะต้องได้เห็นครับ เราไม่ควร จะต้องมาเจอ เพราะอะไรครับ เพราะมันไม่ตอบโจทย์ มันไม่ตอบโจทย์ของชาวบ้านเลย ตาม หลักของทางภูมิศาสตร์ หลักของการใช้ชีวิตประจำวัน หลักของวิถีชีวิต ทุกหลักมันต่างกันหมด แต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกันเลยครับ วันนี้คนอีสานหรือคนภาคกลางเราอาจจะชอบ โคก หนอง นา แต่วันนี้ผมไม่มั่นใจว่าคนใต้เขาชอบโคก หนอง นา ไหม แต่กลายเป็นว่าพอกักเกณฑ์ในเงิน ฟื้นฟูไปล็อกสเปก (Lock Spec) ว่าคุณต้องทำโครงการลักษณะนี้เท่านั้น กลายเป็นว่าคนที่ ถึงแม้เขาจะไม่ทราบว่าเขาอยากได้หรือเปล่า แต่ถ้าเขาไม่ขอก็กลายเป็นเขาเสียสิทธิ เดือนเมษายนปีที่แล้วครับทางสภาพัฒน์ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ ปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เพราะเห็นว่าการเบิกจ่ายเป็นไปได้ต ่า ทีนี้เริ่มเขียนอะไรที่ดีขึ้น ปรับปรุงขึ้นให้แต่ละกลุ่ม แต่ละหน่วยงาน แต่ละจังหวัดทำโครงการขึ้นมาใหม่ โดยหลักของโครงการนี้เริ่ม คือผมคิดว่า เริ่มมีพัฒนาการมากนะครับ เริ่มมีบอกว่าไม่ต้องไปเขียนคำอะไรสวยหรูแล้ว แต่ว่าสิ่งแรก ก็คือต้องมาจากความต้องการของประชาชน เริ่มฟังดูเข้าท่าเข้าทางขึ้นแล้วครับ เริ่มมีบอกว่า ห้ามทำอันนั้นห้ามทำอันนี้ แต่บางครั้งผมดูผมก็ยังขัด ๆ อยู่นะครับ เพราะสิ่งที่ท่านห้าม อย่างเช่น ยกตัวอย่างว่าห้ามทำโครงการโคก หนอง นา ของ พม. ห้ามทำโครงการเกษตร ทฤษฎีใหม่ของ กษ. อันนี้คือบอกพวกกลุ่มจังหวัดกับจังหวัดเขา สิ่งที่ห้ามคือท่านห้ามเพราะ ท่านห้ามกลัวซ ้าซ้อนตัวนี้เข้าใจได้ แต่หลักคิดของการทำโครงการ ผมคิดว่ามันเปลี่ยนสัก หน่อยไม่ดีหรือครับท่านประธาน เราเปลี่ยนจากที่ว่าแทนที่จะบอกเขาว่าให้คุณทำอะไร ลองดูเลยครับ ลองดูว่าหลักการเปลี่ยนอย่างนี้ได้ไหม ถ้าคุณจะห้ามไม่ใช่เพียงแค่ห้ามทำ โครงการซ ้า คุณดูเลยว่าโครงการใดอย่างเช่นถ้าสมมุติว่าสภาพัฒน์เกรงว่าโครงการต่าง ๆ จะเข้าข่ายการทุจริตบอกเขาเลยครับว่าห้ามทำโครงการลักษณะไหน เช่น ห้ามทำลูกรัง ห้ามทำหินคลุก ห้ามขุดลอก ถ้าท่านกังวลห้ามทำโครงการต ่ากว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ห้ามอะไร ท่านคิดอะไรได้ท่านห้ามมาให้หมด เอาเฉพาะโครงการที่ท่านคิดว่ามันจะเป็นช่องทางให้ มันการเกิดการทุจริตคอรัปชันได้ นอกจากข้อห้ามนั้นแล้วท่านระบุไปเลยว่าถ้าเป็นโครงการ ที่เป็นความต้องการของประชาชน หรือเป็นโครงการที่ประชาชนร้องขอให้เขาทำ ตัวนี้ต้องฝาก เอาไว้ครับ เพราะสุดท้ายตอนตั้งกรรมาธิการก็จะฝากท่านกรรมาธิการไปดูด้วยครับ