ศิริกัญญา ตั้งข้อสังเกตตัวเลขค่าธรรมเนียมอุทยาน ชี้ใช้จ่ายไม่คุ้มค่า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๖๔

ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของตัวเลขรายได้ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติที่รายงานต่างกันระหว่างหน่วยงาน พร้อมเสนอให้นำรายได้ส่วนเกินจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมอุทยานฯ และกองทุนพัฒนาน้ำบาดาลที่มีทั้งรายได้และเงินสะสมสูงมาสมทบงบประมาณเพื่อลดภาระภาครัฐ โดยเฉพาะกองทุนพัฒนาน้ำบาดาลที่ใช้จ่ายไปกับโครงการศึกษาและประชาสัมพันธ์มากเกินไป ขณะที่โครงการแก้ปัญหาน้ำบาดาลขาดแคลนได้รับการสนับสนุนน้อย จึงเสนอปรับกฎระเบียบเพื่อให้สามารถนำเงินดังกล่าวมาช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนได้โดยตรงและทันที.

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ในฐานะกรรมาธิการ ดิฉันได้สงวนความเห็นตัดลดงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นจำนวนไม่มากนะคะ ตัดลดจากวาระที่ ๑ ประมาณ ๓๐๐ ล้านบาท ที่จำเป็นที่จะต้องตัด เพิ่มอีกทั้ง ๆ ที่มีการตัดลดมาแล้วจากปี ๒๕๖๔ มาปี ๒๕๖๕ ก็ด้วยปัญหาเรื่องของเงิน นอกงบประมาณที่ไม่ได้มีการนำมาสมทบอย่างเพียงพอนะคะ หลาย ๆ ท่านอาจจะทราบ เรื่องราวเกี่ยวกับรายได้ค่าธรรมเนียมกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชกันมาก่อน หน้านี้แล้วว่ามีรายได้ปีหนึ่งหลายพันล้านบาท ดิฉันได้พยายามสืบค้นข้อมูลจากเอกสารชี้แจงต่าง ๆ ที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและ พันธุ์พืชได้ให้มากับกรรมาธิการ ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องของความไม่ตรงกันของข้อมูล ๒ ชุด ชุดแรกเป็นรายได้ที่ปรากฏในงบการเงิน ตัวรายได้ที่คิดว่าน่าจะเป็นค่าธรรมเนียมของ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชนี้ จะเป็นตัวรายได้ที่เป็นค่าบริการบุคคลภายนอก ในแต่ละปีจะได้ปีละประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท โดยในปี ๒๕๖๓ มีรายได้ค่าบริการ บุคคลภายนอกสูงถึง ๑,๔๓๓ ล้านบาท แต่ว่าในปีปกติที่มีการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ตามปกติจะสูงถึง ๒,๓๐๐-๒,๗๙๐ ล้านบาท แต่ในขณะเดียวกันค่ะ ก็มีตัวเลขอีกชุดหนึ่ง ที่เป็นรายงาน น่าจะรายงานต่อกรมบัญชีกลางนะ เรียกว่าเป็นรายได้แผ่นดินในหัวข้อ ค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติ แต่จากข้อมูลตรงนั้นแต่ละปีสูงถึง ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาทนะคะ ปีที่สูงสุดก็คือ ปี ๒๕๖๒ สูงถึง ๓,๗๗๘ ล้านบาท ส่วนในปี ๒๕๖๓ ก็ลดลงมาหน่อย เนื่องจากว่ามีปัญหาโควิด-๑๙ (COVID-19) เหลืออยู่เพียง ๒,๙๕๘ ล้านบาท แต่ว่าถึงแม้ ในปีที่การท่องเที่ยวจะไม่เป็นปกติอย่างปี ๒๕๖๓ กรมอุทยานก็ยังมีค่าธรรมเนียมอุทยาน สูงถึงเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชเองมีระเบียบ ที่จะใช้เงินส่วนนี้ดังนี้นะคะ ก็คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จะนำไปใช้ในการพัฒนาอุทยาน อีก ๗๕ เปอร์เซ็นต์ จะนำไปใช้สำหรับในหน่วยงานต่าง ๆ ของกรมเอง ถ้าเราคิด ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะเป็นเงินประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเป็น เงินจำนวนมาก ถ้ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชสามารถนำเงินส่วนนี้มาสมทบ กับงบประมาณแผ่นดินเราก็จะสามารถประหยัดงบประมาณไปได้อีก โดยในแต่ละปี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ของบประมาณจากสภาแห่งนี้ปีละ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกันนะคะ ก็จะขอความร่วมมือกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชว่า ค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ดิฉันเข้าใจดีว่าจำเป็นที่จะต้องใช้ในการพัฒนาอุทยานแห่งชาติ และ ท่านก็ได้เจียดเงินส่วนหนึ่งในการพัฒนาอุทยานแห่งชาติแล้ว อีก ๕ เปอร์เซ็นต์ จะนำไป ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาตินั้น ๆ ในส่วนที่ใช้กับ หน่วยงานของกรมไม่ได้มีการชี้แจงรายละเอียดว่าเอาไปใช้เกี่ยวกับอะไรบ้าง ดังนั้นทางที่ดี ก็ควรที่จะนำมาสมทบกับงบประมาณค่ะ ท่านประธานคะ ไม่ใช่แค่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่เดียวนะคะที่มีเงินนอกงบประมาณเป็นของตัวเอง กรมทรัพยากร น้ำบาดาลก็มีกองทุนที่ชื่อว่า กองทุนพัฒนาน้ำบาดาล ที่มีกฎหมายรองรับค่ะ เป็น พ.ร.บ. น้ำบาดาล ปี ๒๕๒๐

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ในแต่ละปีกองทุนพัฒนา น้ำบาดาลมีรายได้ปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท โดยรายได้ที่ได้มานี้มาจากการที่เรียกเก็บเงินค่าใช้ น้ำบาดาลเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ในแต่ละปีก็ใช้เงินไม่ค่อยหมด แล้วก็มีเงินสะสม อย่างปี ๒๕๖๓ มีเงินเหลือถึง ๔๐๐ ล้านบาท แล้วก็เก็บสะสมเป็นเงินสดของกองทุนสูงถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน ถ้าเราสามารถนำเงินส่วนนี้มาสมทบกับงบประมาณแผ่นดิน เราก็จะ สามารถทำให้ลดภาระของงบประมาณไปได้ แต่ว่าสำหรับกรมทรัพยากรน้ำบาดาลไม่ได้ใช้ เงินส่วนนี้มาสมทบ เรามาดูกันค่ะว่ากรมทรัพยากรน้ำบาดาลใช้เงินจากกองทุนพัฒนา น้ำบาดาลไปใช้กับโครงการอะไรบ้าง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ ในกรอบสี่เหลี่ยมแรก ขออภัยมากที่ตัวเล็กมาก ดิฉันอ่านให้ฟังสำหรับรายการแรก อันนี้คือโครงการสำหรับ ปี ๒๕๖๓ อย่างเดียว ชื่อโครงการศึกษาสำรวจและประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ การพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลขนาดใหญ่ในพื้นที่อีอีซี (EEC) ๗๙ ล้านบาท โครงการศึกษาความ เหมาะสมของรูปแบบส่งน้ำบาดาลระยะไกลเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในพื้นที่ชายฝั่ง ทะเลตะวันออก ๔๓ ล้านบาท คือถ้าเราคิดในใจว่าถ้าเขาเก็บเงินค่าน้ำจากประชาชนไปใช้ก็ อาจจะนำเงินจากกองทุนไปใช้ในการก่อสร้างหรือว่าขุดบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชนในอีก พื้นที่หนึ่งก็เป็นได้ที่งบประมาณไม่เพียงพอในแต่ละปี แต่ในความเป็นจริงกลับนำไปใช้กับ โครงการพวกนี้ค่ะ เช่นมีอีกนะคะ มีโครงการศึกษาการสร้างศูนย์เรียนรู้ในการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำบาดาล ๓ ล้านบาท โครงการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำบาดาล ๔๔ ล้านบาท แล้วก็เป็นโครงการพวกนี้ล่ะค่ะที่สภาเองไม่มีสิทธิในการตรวจสอบ เนื่องจากว่าเป็นเงิน นอกงบประมาณ แล้วก็เงินที่เหลือก็ไม่จำเป็นที่จะต้องส่งคืนคลังด้วยซ้ำไปนะคะ ก็เป็นโอกาส ที่ถ้าจะมีการแก้ไขกฎระเบียบหรือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสามารถนำเงินในส่วนนี้เข้ามา สมทบกับงบประมาณ เราก็สามารถที่จะขุดบ่อน้ำบาดาลได้ให้กับประชาชน ให้กับเกษตรกร ที่เดือดร้อนจากการมีน้ำกินน้ำใช้ไม่เพียงพอ มีน้ำสำหรับการเกษตรไม่เพียงพอด้วย เช่นเดียวกัน และไม่จำเป็นที่จะต้องรอพึ่งงบกลาง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเพิ่งมีมติ ครม. อนุมัติ งบกลางเพื่อขุดบ่อน้ำบาดาลให้กับประชาชนในอีก ๒๓ จังหวัด เม็ดเงินกว่า ๖,๐๐๐ ล้านบาทค่ะ ขอบคุณค่ะ