ศิริกัญญา ตันสกุล หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณของกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากมีการซื้อครุภัณฑ์อย่างมีจำนวนมากและไม่จำเป็น รวมถึงการบริการประชาชนที่ไม่ดีของสถานทูตไทยในต่างประเทศ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะ กรรมาธิการนะคะ สำหรับมาตรา ๑๐ กระทรวงการต่างประเทศ ดิฉันขอสงวนความเห็น ตัดเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น เพียงแค่ ๑๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าจำเป็นที่จะต้องตัดรายการ เหล่านี้เพื่อที่จะชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศในภารกิจของ การช่วยเหลือประชาชน ดูแลคุ้มครองสิทธิของคนไทย และให้บริการคนต่างประเทศให้ดี ยิ่งขึ้น ให้ทัดเทียมกับบริการหรือว่าภารกิจที่ท่านได้ทำในเรื่องของการเจรจาทางการทูต อย่างที่เพื่อนสมาชิกพรรคก้าวไกลของดิฉัน คุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้ชี้แจงไปแล้วว่ามีการซื้อครุภัณฑ์ต่าง ๆ มีการใช้งบประมาณในการปรับปรุงสถานที่ที่เป็น ที่พักอาศัย หรือว่าที่เราเรียกกันว่า ทำเนียบของทูต อย่างมหาศาล โดยที่ไม่ได้คำนึงว่าปีนี้นั้น งบประมาณของกระทรวงต่าง ๆ ก็ถูกปรับลดลงอย่างถ้วนหน้า ที่ต้องมาเน้นย้ำเพราะว่ามันมี ปัญหาในเรื่องของจำนวนสถานทูตหรือว่ากงสุลในต่างประเทศด้วยซ้ำไป ซึ่งดิฉันได้สอบถาม ในชั้นกรรมาธิการแล้ว แต่ว่ายังได้รับคำตอบที่ไม่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่เปรียบกัน ระหว่างสถานทูตในออสเตรเลียที่ดูแลคนไทยถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่ามีสถานทูต ๑ แห่ง แล้วก็สถานกงสุลใหญ่เพียงแค่ ๑ แห่ง ในขณะที่ในเยอรมนีมีคนไทย ๕๙,๑๓๐ คน แต่กลับมี สถานทูตหรือสถานกงสุลมากถึง ๓ แห่งโดยไม่จำเป็น แล้วก็มีระยะทางที่อยู่ใกล้กันมาก ระหว่างสถานกงสุลใหญ่ที่แฟรงก์เฟิร์ต และสถานกงสุลใหญ่ที่มิวนิกด้วยซ้ำไป แต่ว่าก็ไม่ได้ รับคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมจะต้องมีสถานทูตหรือว่ากงสุลเพิ่มในที่ ๆ ไม่ได้มีคนไทยจำนวนมาก เพราะว่าอะไร เพราะว่าการที่ตั้งสถานทูตหรือสถานกงสุลใหญ่เพิ่มขึ้น ๑ แห่ง มันตามด้วย ค่าใช้จ่ายอีกเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นค่าก่อสร้างอาคาร ค่าเช่าสำนักงาน ค่าพนักงาน ค่าข้าราชการ และค่าธุรการต่าง ๆ ก็จะเป็นปัญหาในเรื่องของภาระงบประมาณที่ตามมา ที่ดิฉันติดใจมากก็คือเรื่องของการบริการประชาชน หลาย ๆ คนยังคงจำได้ในปีที่ผ่านที่เรา มีปัญหาเรื่องโควิด-๑๙ (COVID-19) มีประชาชนคนไทยตกค้างอยู่ในต่างประเทศ เป็นจำนวนมาก และสถานทูตไทย สถานกงสุลใหญ่ในต่างประเทศนี่ล่ะที่จะเป็นตัวกลางที่จะ ช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในต่างประเทศให้ได้กลับมาในประเทศไทยโดยการณ์โดยทันเวลา แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่ามันมีปัญหาอุปสรรคเป็นจำนวนมาก มีการออกคำสั่งเรื่อง ฟิตทูฟลาย (Fit to Fly) ต่าง ๆ เพื่อทำให้เป็นอุปสรรคที่ไม่ให้คนไทยสามารถที่จะกลับมาที่ ประเทศไทยได้อย่างทันท่วงที แล้วก็เป็นปัญหาเรื่องของการติดต่อสถานทูต ประชาชน หลายท่านก็ได้มีการร้องเรียนมาว่าปัญหาอุปสรรคในการบริการเป็นไปด้วยความยากลำบาก การติดต่อเป็นไปด้วยความยากลำบากเสมอมา แต่ในขณะเดียวกันเราก็ยังเห็นว่าสถานทูต ไม่ได้เร่งปรับปรุงเรื่องของคุณภาพบริการ แต่เร่งปรับปรุงในเรื่องของภาพลักษณ์และ การตกแต่งภายใน ไม่ว่าจะเป็นที่สถานทูตแฟรงก์เฟิร์ต มีการสั่งซื้อชุดผ้าม่าน ๒ ชุด มูลค่า ๗๓๖,๐๐๐ บาท ที่ต้องซื้อใหม่ แต่ว่าใช้มาเพียงแค่ ๕ ปีเท่านั้น ในขณะที่สถานทูตที่ฮังการีที่บูดาเปสต์มีการซื้อชุดโซฟา (Sofa) รับแขก ๓ ชุด มูลค่า ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่โอเคก็เข้าใจว่าทดแทนของเก่าที่ใช้มา ๓๐ ปีนะคะ แต่ว่ามูลค่า สูงถึง ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท แต่เมื่อเราไปดูการรีวิว (Review) การทำงานของสถานทูตเหล่านี้ ในต่างประเทศ เราจะพบว่ามีการให้รีวิว (Review) ที่ค่อนข้างแย่มาก ไม่ว่าจะเป็น สถานทูตไทยที่แฟรงก์เฟิร์ตที่มีคนได้คอมเมนต์ (Comment) ไว้ในเพจ (Page) ของ สถานกงสุลว่าโทรไป ๒๐ ครั้งก็ไม่มีคนรับสาย ทำงานแต่เฉพาะตอนบ่าย ตอนเช้าขอ เคลียร์(Clear) เอกสารก่อน แต่ก็ยังได้รับเงินค่าผ้าม่านไปติดอีก ๗๐๐,๐๐๐ บาท ในขณะที่ สถานทูตที่บูดาเปสต์มีผู้มาใช้บริการที่เป็นคนต่างประเทศรีวิว (Review) ว่าเป็น เดอะเวิร์สท เอมบาสซี อิน เดอะ เวิลด์ (The Worst Embassy in the World) ก็คือแปลเป็นไทยว่า เป็นสถานทูตที่แย่ที่สุดในโลก ไม่รู้กฎหมายฮังการี ไม่รู้สิทธิพื้นฐานของประชาชนฮังการี ด้วยซ้ำไป แต่ก็ยังได้รับรางวัลเป็นชุดมูลค่า ๑.๕ ล้านบาท ดิฉันคิดว่ามันย้อนแย้งกันมาก นะคะ แล้วก็ขอเรียกร้องให้มีการเพิ่มตัวชี้วัดของกระทรวงการต่างประเทศในเรื่องของความ พึงพอใจในการเข้ามาใช้บริการที่สถานทูตและสถานกงสุลต่าง ๆ ของกระทรวง การต่างประเทศด้วย ดังนั้นก็จะเป็นเหตุผลที่ดิฉันสมควรเห็นให้ปรับลดงบประมาณของ มาตรา ๑๐ กระทรวงการต่างประเทศ ลง ๑๒๐ ล้านบาทค่ะ ขอบคุณค่ะ