ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล หารือถึงความเดือดร้อนของนักดนตรีและผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิงที่ได้รับผลกระทบจากการปิดกิจการในช่วงโควิด-19 โดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม พร้อมวิพากษ์นโยบายรัฐที่มองธุรกิจเหล่านี้เป็นธุรกิจสีเทา และเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อผู้ได้รับผลกระทบด้วยการชดใช้ค่าเสียหาย จัดมาตรการฟื้นฟูอย่างเป็นธรรม และให้คุณค่ากับศิลปวัฒนธรรม โดยเสนอให้ใช้ข้อมูลจากร้านและใบอนุญาตเพื่อจัดการเปิด-ปิดอย่างมีระบบ หลังเรียนรู้จากประสบการณ์ต่างประเทศ
ขอบคุณท่านประธาน ครับ เรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกลครับ ท่านประธานครับ ๑๖ เดือนที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนมากต้องเดือดร้อนจากมาตรการที่ไม่ชัดเจน จากการเยียวยาที่ไม่ถ้วนหน้า และจากการบริหารจัดการวัคซีนที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่มี ๑ อาชีพที่ผมกล้าพูดว่าพวกเขา เป็นกลุ่มที่เดือดร้อนในระดับต้น ๆ แต่กลับไม่เคยถูกเหลียวแลจากรัฐบาลเลย หรือแม้แต่ สังคมไทยเอง ผมคิดว่ายังมีคนจำนวนมากที่ไม่เข้าใจและยังมีทัศนคติเชิงลบกับอาชีพของ พวกเขา วันนี้ในฐานะที่ผมประกอบอาชีพนี้มากว่า ๑๘ ปี ผมขอเป็นตัวแทนของพวกเขา ให้สังคม ให้สภาแห่งนี้รับรู้ตัวตนของเขาและมองเห็นว่าพวกเขาคือใคร ในช่วงโควิด (COVID) เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง และสิ่งที่พวกเขาต้องการในวันนี้คืออะไรครับ อาชีพที่ผม จะพูดถึงในวันนี้ก็คืออาชีพนักดนตรี นักดนตรีคือใครครับ นักดนตรีคือกลุ่มคนที่ต้องต่อสู้กับ ทัศนคติของสังคมที่มองว่าเป็นพวกมั่วสุ่มกับอบายมุข ทั้งเหล้า บุหรี่ ยาเสพติด เพราะว่า พวกเขาทำงานในผับ (Pub) บาร์ (Bar) เมื่อเจอกับด่านตรวจเขาจะเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่โดน ตำรวจเรียกค้นตัว นักดนตรีคือคนที่ต้องต่อสู้กับแรงกดดันจากครอบครัวว่าทำไมถึงประกอบ อาชีพที่ไม่มั่นคง ซึ่งมันก็เป็นความจริงครับ เพราะ ๑๐ ร้านที่พวกเขาไปออดิชัน (Audition) เขาอาจจะได้งานแค่ร้านเดียว แล้วต้องทำงานโดยที่ไม่รู้ว่าวันไหนเขาจะถูกแทนที่โดยวงอื่น ไม่รู้ว่าวันไหนที่ฝนตกหนักเขาจะต้องโทรศัพท์มายกเลิกงานหรือไม่ และในช่วงโควิด (COVID) เขาต้องทำงานโดยไม่รู้ว่าเมื่อไรร้านจะถูกสั่งปิด กับรัฐบาลที่ให้สวัสดิการแบบ ชิงโชคแบบทุกวันนี้ สถานการณ์ปกติคำว่า ความมั่นคง สำหรับพวกเขามันยังเป็นสิ่งที่ไกล เกินเอื้อมเลยครับ แต่ทำไมพวกเขายังทำอาชีพนี้อยู่ เพราะว่าเขามีความฝันครับ ความฝัน ที่จะเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ความฝันที่จะได้เล่นบนเวทีใหญ่ ๆ มอบความสุขให้กับคนดู และที่สำคัญแต่เรียบง่ายที่สุดคือความฝันที่เขาจะได้หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว และคนที่ เขารักครับ แล้วผมคิดว่าทุกคนก็มีความฝันนี้กันทั้งนั้น สุดท้ายนักดนตรีก็คือคนทั่วไป ที่ประกอบอาชีพสุจริต และต้องการจะเลี้ยงดูครอบครัวด้วยอาชีพที่ตัวเองถนัดที่สุด เท่านั้นเองครับ แต่ในช่วงโควิด (COVID) เขาต้องเจออะไรบ้างครับท่านประธาน แน่นอนครับ ท่านประธาน นักดนตรีกับสถานบันเทิงคือสิ่งที่อยู่คู่กัน ๑๖ เดือนที่ผ่านมาหรือ ๔๐๐ กว่าวัน รัฐบาลสั่งปิดสถานบันเทิงไป ๓ รอบ รวมแล้ว ๒๓๐ กว่าวัน ประมาณ ๘ เดือน ตลอดปีครึ่ง พวกเขาไม่เคยได้เปิดแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มแม้แต่วันเดียวครับ แต่พอตอนเยียวยา รัฐบาลบอกเป็นเกษตรกรบ้าง เป็นเจ้าของธุรกิจบ้าง พอนึกจะปิดจะสั่งปิดเมื่อไรก็สั่ง ไม่มีการเยียวยาโดยตรง ทำราวกับว่าพวกเขาเป็นคนนอกระบบไม่มีตัวตนอยู่ในสังคมนี้ จากรายได้นักดนตรีในกรุงเทพมหานครเฉลี่ยแล้วค่าแรงเริ่มต้นประมาณชั่วโมงละ ๖๐๐ บาท หรือบางคนอาจจะเป็นหลักพัน ๑ คืนเล่นได้ ๒-๓ รอบ รับงานอีเวนต์ (Event) งานหนึ่งไม่ต่ำกว่าคนละ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ตอนกลางวันบางคนสามารถไปสอนดนตรีได้ ขยัน ๆ นี่บางคนเงินเดือนเยอะกว่า ส.ส. นะครับท่านประธาน แต่มาตรการของ ศบค. ที่ผ่านมาปิดสถานบันเทิง ห้ามจัดเลี้ยง ปิดโรงเรียนครับ ทุกช่องทางการหากินของพวกเขา ถูกปิดหมด รัฐบาลพรากทั้งอาชีพและความฝันไปจากพวกเขา บางคนบอกให้นักดนตรี ไปปรับตัว ปรับตัวอะไรครับ งานหาง่ายหรือครับ ขับเดลิเวอรี (Delivery) ทุกคนมี มอเตอร์ไซค์หรือครับ ขายอาหาร แม่ครัวใช้เวลาฝึกกี่ปีกว่าจะขายอาหารได้ แล้วพวกเขา ฝึกฝนมาเป็น ๑๐ ปีเพื่อมาเป็นนักดนตรีอาชีพ และไม่สามารถประกอบอาชีได้เพราะว่าคำสั่ง ของรัฐ รัฐก็มีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของประชาชน มีหน้าอะไรไปบอกให้เขาปรับตัวครับ แล้วไม่ใช่แค่อาชีพและความฝันนะครับที่ถูกพรากไป ๑๐ วันที่แล้วมี ๑ ชีวิตที่ถูกพรากไป เพราะไม่สามารถทนกับวิกฤติครั้งนี้ได้อีกต่อไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่เธอปรับตัวทำทุกอย่าง ขายขนมจีน ขายก๋วยเตี๋ยว ทำสตูดิโอ (Studio) ถ่ายภาพ ทำช่องยูทูบ (YouTube) ผมอยาก ฝากถามไปถึงรัฐบาลว่าเขาต้องปรับตัวแค่ไหนมันถึงจะสาแก่ใจพวกคุณครับ วันพฤหัสบดี ที่แล้วผมได้ไปรับหนังสือจากกลุ่มธุรกิจกลางคืนและธุรกิจบันเทิงที่หน้าสภาครับ ผมขอสรุป ข้อเรียกร้องของพวกเขาคร่าว ๆ ว่าพวกเขาต้องการอะไร ๑. ในช่วงระบาดหนักมันจำเป็น ต้องปิดจริง ๆ เขาเข้าใจและยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แต่เมื่อปิดแล้วเมื่อคำสั่งของรัฐทำให้ พวกเขาไม่สามารถทำมาหากินได้ รัฐก็ต้องเยียวยา จริง ๆ มันต้องใช้คำว่า ชดใช้ค่าเสียหาย ทั้งธุรกิจเองและแรงงานครับ ร้านถูกปิดแต่ค่าเช่ามันวิ่งทุกวัน เงินกู้ตอนนี้ก็ยังช่วยอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ต้องเยียวยาก่อน ถึงวันที่ฟื้นฟูก็ต้องจัดให้เขาเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้อย่างเหมาะสม และนี่ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องดูแลประชาชนผู้เสียภาษี และประชาชนคือ เจ้าของประเทศ เป็นนายจ้างของพวกคนทุกคนครับ ไม่ใช่สั่งแล้วไม่รับผิดชอบอะไรเลย แล้วบอกให้ประชาชนเสียสละ เสียสละ แล้วเขาจะเลือกคุณมาทำไมครับ
ข้อที่ ๒ เมื่อสถานการณ์คลี่คลายต้องหยุดการสั่งปิดแบบเหมารวม ในช่วง ปีที่แล้วที่การระบาดไม่รุนแรงเราก็พิสูจน์แล้วว่าการเปิดแบบมีเงื่อนไขมันไม่เกิดการระบาด ร้านที่เกิดการระบาดขึ้นมีแค่ไม่กี่ร้านเท่านั้น แล้วลองคิดกันบ้างไหมว่าที่ร้านเหล่านั้น ยอมละเมิดมาตรการก็เพราะว่าแขกที่ไปเที่ยวเป็นวีไอพี (VIP) อย่างไรครับ ร้านอื่น ๆ เขาทำตาม มาตรการทุกอย่าง แล้วต้องขอมาตรการที่ชัดเจนจาก ศบค. ด้วยครับ มีตัวเลขว่าถ้าผู้ติดเชื้อ มีเท่านี้จะปิดกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ เท่านี้จะปิดกลุ่มที่ ๓ กลุ่มที่ ๔ เขาจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่รู้ว่า เมื่อไรเขาจะถูกใกล้ปิดแล้ว เขาจะได้ทำตัวถูก ไม่ใช่นึกจะสั่งก็สั่งแบบนี้
ข้อที่ ๓ ท่านนายกรัฐมนตรีให้นโยบายมาว่าจะเปิดประเทศภายใน ๑๒๐ วัน และแน่นอนการเปิดประเทศเป้าหมายคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว และถ้าจะเปิดประเทศจริง ๆ ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีไปดูแมตช์ (Match) ฟุตบอลยูโร (EURO) ที่ปุสกัส อารีนา (Puskas Arena) ที่ฮังการีครับ อยากให้ไปดูการแสดงของ วงฟูไฟเตอส์ (Foo Fighters) ที่เมดิสัน สแควร์ การ์เดน (Madison Square Garden) แบบนั้นครับที่เขาเรียกว่าเปิดประเทศ ดูว่าเขาจัดการวัคซีนกันอย่างไรเขาถึงทำแบบนั้นได้ ถ้าเรายังจัดการกันแบบนี้เปิดมามีแต่รอวันปิดอย่างเดียวครับ สรุปแล้วกลุ่มคนกลางคืน เขาไม่ได้ต้องการอะไรมากมายเลยครับ เขาขอแค่อาชีพของพวกเขาคืน และขอให้รัฐบาล รับผิดชอบถ้ากล้าสั่งก็ต้องกล้ารับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงครับ แน่นอนว่า การที่จะจัดการแบบนี้ได้มันต้องมีฐานข้อมูล ท่านเริ่มได้เลยครับ ฐานข้อมูลจากใบอนุญาต ต่าง ๆ ที่สถานบันเทิงมีอยู่แล้วค่อยไปเก็บตกเอาทีหลัง และให้สถานบันเทิงรวบรวมข้อมูล แรงงานทั้งหมดมาครับ
สุดท้ายครับท่านประธานผมขอสรุป จากหัวใจของคนหาค่ำกินเช้า ผมว่า เราต้องเลิกค่านิยมในการมองว่าผับ ผับ (Pub) บาร์ (Bar) เป็นธุรกิจสีเทาได้แล้วครับ รอเอา ภาษีเหล้าบุหรี่ที่เก็บรายได้เข้ารัฐปีละเป็นแสนล้านบาท เอาเงินไปให้หน่วยงาน ไปทำโฆษณา วาดภาพคนกินเหล้าสูบบุหรี่ให้เป็นเหมือนปีศาจ ผมอยากให้ประเทศเราให้คุณค่าของคนที่ ทำงานศิลปะบ้างครับ ผมอยากรู้ว่าทุกวันนี้กระทรวงวัฒนธรรมนิยามคำว่า ศิลปวัฒนธรรม ว่าอย่างไรบ้าง ลองไปดูประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อังกฤษ ว่าเขาสร้างรายได้จากวัฒนธรรม อย่างไร ประเทศเราปี ๒๐๒๐ เรายังเรียกคนที่เป็นนักดนตรีว่าพวกเต้นกินรำกินอยู่เลย พวกเขาทำอาชีพที่มอบความสุขให้ทุกคนมาตลอดในภาวะปกติ วันนี้ผมขอว่าอย่าทอดทิ้ง พวกเขาให้เผชิญกับวิกฤติเพียงลำพังครับ ทุกวันนี้สิ่งที่รัฐบาลทำกับพวกเขามันทำให้พวกเขา มีคำถามอยู่ในหัวเต็มไปหมด ผมคิดว่าเราอย่าปล่อยให้ถึงวันที่เขาต้องถามตัวเองว่าตกลงแล้ว ประเทศนี้อนุญาตให้ประชาชนมีความฝันหรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ