โกวิทย์ พวงงาม อภิปรายข้อเสนอเพื่อแก้ไขมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจจากการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ โดยเสนอให้กระจายอำนาจจากศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาด (ศบค.) ระดับกลางไปสู่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น พร้อมมอบเงินกู้ 500,000 ล้านบาทให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบริหารจัดการโดยตรง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาและฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชน
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์โกวิทย์ พวงงาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท จังหวัดนครศรีธรรมราช กระผมขอร่วมอภิปราย ญัตติที่เสนอโดยเพื่อนสมาชิกทั้ง ๖ ญัตติที่เกี่ยวข้องกับการหามาตรการและแนวทางแก้ไข เยียวยาเกี่ยวกับการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (Virus Corona 2019) ผมเรียนท่านประธานว่าการแก้ปัญหาที่ผ่านมาของรัฐบาลมีหลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น การตั้งศูนย์ในการแก้ปัญหาคือ ศบค. ขึ้นมา รวมทั้งเรายังมีเงินกู้ที่สภานี้ได้อนุมัติไปให้ ในรอบแรก ๑.๑ ล้านล้านบาทนะครับ รวมทั้งกู้ครั้งที่ ๒ ก็ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่าในการบริหารจัดการที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะมีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจมากเกินไปไหมอยู่ที่ ศบค. กับเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของ การที่จะต้องทำอย่างไรในการบูรณาการแก้ปัญหา เพราะว่าเราต้องยอมรับว่าขณะนี้ เรามีปัญหามากในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-๑๙ (Virus COVID-19) ในประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับเงินกู้ที่กู้มาแล้วก็จะกู้ใหม่ ผมคิดว่า ๓ เรื่องที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการช่วยเหลือทางด้านการแพทย์ การสาธารณสุข เรื่องของการ ช่วยเหลือเยียวยา ชดเชยประชาชนทุกสาขาอาชีพและผู้ประกอบการ ส่วนเรื่องที่ ๓ เราจะฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะทำต่อในเงิน ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อเสนอของผมมีดังนี้นะครับท่านประธานเพื่อที่จะทำให้เปลี่ยนมุมความคิดใหม่ ข้อเสนอนั้นก็คือว่าเรามี ศบค. ในส่วนกลาง แต่ผมคิดว่า ศบค. จังหวัดจะต้องมีประสิทธิภาพ แล้วก็ให้รัฐบาลกระจายอำนาจให้เต็ม เพราะว่ามีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน แล้วก็ มีส่วนราชการ มีสาธารณสุข แล้วก็มีท้องถิ่น ในส่วนของท้องถิ่นผมคิดว่าจะต้องมีครบ ทั้ง ๓ ประเภทองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล และอบต. ต้องเข้าไปนั่ง เพื่อเขาจะรับรู้ปัญหาพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการติดเชื้อ โรคระบาดก็ดี เรื่องของความทุกข์ยากที่เกี่ยวข้องกับครัวเรือนต่าง ๆ ก็ดี อันนี้จะมีข้อมูล เพราะฉะนั้นจะเป็นประโยชน์ ทีนี้ในการกระจายอำนาจผมขอเน้นว่าเงินรอบใหม่ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ผมคิดว่าถ้าแก้ปัญหาแบบเก่ามันจะมีปัญหา แล้วก็วกวนไปสู่ปัญหา เดิมที่เงินกู้ ๑.๑ ล้านล้านบาทที่ผ่านมาก็ยังมีปัญหา นั่นก็คือการรวมศูนย์ไว้ที่สภาพัฒน์ ที่จะต้องไปพิจารณาโครงการและทำโครงการผ่านพื้นที่มา ผ่านกระทรวงต่าง ๆ มันชักช้า แล้วก็ไม่ทันการกับการแก้ปัญหา แต่ถ้ามอบอำนาจให้ ๒ ส่วนที่ผมจะเสนอก็คือว่าถ้าให้ ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะ ศบค. มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ปัญหาในเรื่องของวัคซีนก็ดี ในเรื่องของการที่ต้องดูแลผู้ติดเชื้อก็ดี อุปกรณ์ทางการแพทย์ก็ดี ศบค. มีอำนาจตัดสินใจในระดับจังหวัดนะครับที่ร่วมมือและบูรณาการได้อย่างเต็มกำลัง แต่อย่างไรก็ตามต้องให้เงินไปด้วย ผมดูเงินที่กู้ไปใช้จ่าย ๓ ส่วนด้วยกัน ประมาณ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้จ่ายเกี่ยวกับด้านการแพทย์และสาธารณสุข ตรงนี้ก็เกี่ยวข้องกับ การซื้อวัคซีนก็ดี อุปกรณ์การแพทย์ก็ดี ค่าใช้จ่ายเพื่อบุคลากรทางการแพทย์ อันนี้เรา ไม่ขัดข้องนะครับ ดำเนินการโดยรัฐบาลได้ แต่ในส่วนของ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในการ ช่วยเหลือเยียวยา ชดเชย ผมว่าอันนี้มีปัญหา เพราะฉะนั้นถ้าให้ผู้ว่าราชการ ผมยกตัวอย่าง นะครับ ให้ไปเลยจังหวัดละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ก็ใช้เงินประมาณ ๗๖,๐๐๐ ล้านบาท ให้ท้องถิ่นไปอีกส่วนหนึ่งสักประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ยังเพียงพอต่อเงินที่มีอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่ออะไร ผมคิดว่าเรารู้นี่ครับว่าครัวเรือนไหนลำบาก ครัวเรือนไหน ที่ต้องการความช่วยเหลือ แล้วก็ทำให้ชุมชนป้องกันจัดการตนเองของโรค ผมว่าวิธีการอย่างนี้ มันจะมีประสิทธิภาพมากกว่า เพราะว่ามีอำนาจเด็ดขาดในส่วนของคณะกรรมการระดับ จังหวัด ศบค. จังหวัด และในส่วนของท้องถิ่นเอง อีกประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทฟื้นฟู เศรษฐกิจท้องถิ่นและชุมชน ส่วนนี้ก็ให้ท้องถิ่นไปบริหารจัดการ ผมว่าเรื่องอย่างนี้จะทำให้ เห็นศักยภาพและความสามารถของทั้งจังหวัดเอง แต่ละจังหวัดที่จะต้องเยียวยา ที่จะต้อง ป้องกัน หามาตรการในจังหวัดนั้น ๆ อย่างเต็มกำลัง แล้วเราก็มีเงินให้ไป มีการวางนโยบาย ให้ไป ทางฝ่ายส่วนกลางทำอย่างไร ส่วนกลางผมคิดว่ามีหน้าที่ไปติดตาม ตรวจสอบ และประเมินดูว่าสิ่งที่ให้นโยบายไป ให้เงินไปนั้นได้ไปดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน แล้วก็ ทำให้เกิดประสิทธิภาพแต่ละจังหวัด ผมว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ทั้งท้องถิ่นที่ได้ทั้งเงินและอำนาจ ที่ให้ไปนี้เขาจะต้องไปบริหารจัดการเพื่อทำให้พี่น้องประชาชนของเขามีมาตรการแก้ปัญหา ได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเสนอมันเป็นการเปลี่ยนมุมใหม่ในการที่รัฐบาลต้องมองว่า ทำอย่างไรให้จังหวัดนั้นมีอำนาจทั้งเรื่องของเงินที่จะไปช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย พี่น้องประชาชน ท้องถิ่นก็เช่นกัน เพราะว่าเขารู้ข้อมูล รู้ปัญหา และทำให้สิ่งที่มันเป็นปัญหาอยู่ ขณะนี้มันจะถูกคลี่คลายโดยจังหวัดและท้องถิ่น นั่นคือสิ่งที่ผมเสนอไว้ครับ ก็ขอบคุณ ท่านประธานครับ