จักรพันธ์ พรนิมิตร อภิปรายเรื่องการรับทราบรายงานประจำปีของไทยพีบีเอส และเรียกร้องให้หน่วยงานของไทยพีบีเอส พิสูจน์ความสำคัญของการป้องกันและเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับสาธารณภัยพิบัติ พร้อมเสนอวิธีการติดตามและแจ้งให้ประชาชนรู้ถึงความเสี่ยงและผลกระทบของภัยพิบัติ และเสนอแนะให้ไทยพีบีเอส พัฒนาให้มีความนิยมในหมู่คนดู
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม จักรพันธ์ พรนิมิตร สมาชิกจากกรุงเทพมหานคร เขตบางกอกน้อยและเขตบางพลัด จากพรรคพลังประชารัฐ ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะ อภิปรายเรื่องการรับทราบรายงานประจำปี ๒๕๖๓ ขออนุญาตใช้ชื่อย่อนะครับ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) นะครับ ผมอาจจะขออนุญาตท่านประธานกับที่ประชุมว่า แม้จะเป็นการรายงาน ในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมา แต่ว่าการอภิปรายของผมก็อาจจะคาบเกี่ยวมาถึง การทำงานในปัจจุบันแล้วก็อนาคตของหน่วยงานด้วยนะครับ ขออนุญาตท่านประธาน ไว้ในเบื้องต้น ท่านประธานครับ ผมเคยลุกขึ้นมาอภิปรายในวาระเดียวกันนี้ เรื่องการ รับทราบรายงานประจำปีของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งในการอภิปรายครั้งนั้นของผม ผมก็ได้พูดเอาไว้ในที่ประชุมแห่งนี้ว่า การใช้งบประมาณประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นภาษีของพี่น้องประชาชน เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการป้องกัน และการเผยแพร่ข่าวที่ เกี่ยวกับสาธารณภัย ภัยพิบัติต่าง ๆ ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) และผมคิดว่า ๒,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องเดียวนี่ก็คุ้มแล้ว ผมเคยอภิปรายไว้อย่างนั้นนะครับ และผมก็ยังยืนยันคำพูดว่า ไทยพีบีเอส (Thai PBS) แทบจะเป็นช่องเดียวที่มีเรื่องของการเตือนภัยสาธารณภัย แล้วก็ เป็นตัวอย่างองค์กรหรือว่าช่องอื่น ๆ อย่างไรก็ตามผมคิดว่าถึงแม้ผมจะยังยืนยันคำพูด ของผม แต่ว่าก็คงต้องกลับมาถามผ่านท่านประธานไปยังผู้บริหาร แล้วก็บอร์ด (Board) ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ว่า องค์กรยังยึดมั่นหรือยังให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่ เหมือนเดิมหรือไม่ อย่างไร เหตุที่พูดเช่นนี้เพราะว่าเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งในองค์กร ของท่านมีศูนย์ที่เรียกกันว่า ศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติ ในรายงานเล่มนี้ก็จะอยู่ที่ หน้า ๖๐ ถึงหน้า ๖๓ นะครับ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้อภิปรายบางโครงการ ที่ขึ้นอยู่กับศูนย์แห่งนี้ เช่น เรื่องของ รู้สู้ภัย ไทยสู้โควิด-๑๙ (COVID-19) ตรงกันข้ามกับ เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่ ผมเองแม้ว่าจะชื่นชมว่าเรื่องพวกนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) สื่อสารถึงพี่น้องประชาชน แต่มันก็มีตัวอย่างที่ไม่น่าชื่นชม เช่น การรายงานข่าว เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน จากไทยพีบีเอส (Thai PBS) ของการเช่าเหมาลำ ในข่าวรายงานว่า เป็นจากชาวอินเดียมาประเทศไทย ซึ่งในที่สุดพิสูจน์แล้วว่าเป็นข่าวไม่จริง แล้วไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็ออกมาแถลงการณ์ขอโทษ แต่ว่าก็เป็นการตั้งคำถาม เป็นการสั่นคลอน ภาพลักษณ์ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) เองในเรื่องของคุณภาพข่าว ความโปร่งใส ธรรมาภิบาลต่าง ๆ ในที่สุดแล้วข่าวดังกล่าวที่ไม่ใช่ข่าวจริงก็เป็นต้นตอให้เกิดเฟกนิวส์ (Fake News) ต่าง ๆ ในโลกโซเชียล (Social) ซึ่งก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในหมู่พี่น้องประชาชน ในช่วงที่โควิด (COVID) กำลังอยู่ในช่วงสูงสุดช่วงหนึ่งของการระบาด ดังนั้นผมก็หวังว่าจะได้ คำอธิบายจากทางท่านผู้บริหารหน่วยงานว่า เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะป้องกันไม่ให้เกิด เหตุการณ์แบบนี้ซ้ำขึ้นมาอีก ท่านประธานครับ นอกจากเรื่องของโควิด-๑๙ (COVID-19) ที่ผ่านมา เรื่องงานของศูนย์พัฒนาสื่อสารด้านภัยพิบัติ ก็ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ ซึ่งผมอยากจะขอชื่นชม จริง ๆ เป็นเรื่องของงานเครือข่ายซึ่งท่านระบุไว้ในรายงานด้วย ซึ่งผมก็เห็นว่าเป็นงานที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ทำได้เราอาจจะไม่ได้นึกว่าช่องทีวี (TV) จะมามีภารกิจที่เกี่ยวกับการสร้างเครือข่าย แต่ผมกลับคิดว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็ทำได้ดี แล้วก็พบว่ามีการไปทำเครือข่ายในพื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสาธารณภัย ภัยพิบัติ สิ่งแวดล้อม แล้วก็มีประสบความสำเร็จมาก ในหลาย ๆ เรื่องดังที่ปรากฏในรายงานแล้วผมคงไม่ต้องเอ่ยถึงอีก ผมก็คิดว่าประเด็นแบบนี้ ผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) ภายใต้ การบริหารงานของท่านผู้บริหาร แล้วก็กำกับดูแลโดยบอร์ด (Board) ชุดปัจจุบันจะยังคงให้ ความสำคัญกับเรื่องพวกนี้อยู่ แล้วท่านสามารถจะพิสูจน์ หรือว่ามีหลักฐานให้ที่ประชุม แห่งนี้ได้รับทราบไหม เช่น งบประมาณที่จัดให้กับศูนย์พัฒนาการสื่อสารด้านภัยพิบัติ จะมีความต่อเนื่องเพิ่มขึ้น หรือจะใช้ให้คุ้มค่าได้อย่างไร ผมก็อยากจะฟังคำอธิบายเพิ่มเติม จากทางท่านผู้บริหารหน่วยงานนะครับ
อีกเรื่องที่ผมคิดว่า อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัวแต่ผมไม่แน่ใจว่า ในข้อเท็จจริงเป็นเช่นไร ก็คือเรื่องภัยพิบัติในช่วงเนื่องจากว่าในรายงานนี้ศูนย์พัฒนาการ สื่อสารด้านภัยพิบัติ ท่านก็ระบุเองว่าเกิดขึ้นมาครั้งแรกก็จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ ในปี ๒๕๕๔ ปีนี้ครบรอบ ๑๐ ปี ๒๕๖๔ แม้ว่าขนาดความรุนแรงของอุทกภัยในปีนี้ จะไม่เทียบเท่ากับปี ๒๕๕๔ ก็ตาม แต่ว่าก็สร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ อย่างเช่น ในกรุงเทพมหานครเองเราคิดว่าจะไม่โดน แต่เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ที่ผ่านมาก็มีเหตุการณ์ที่อยู่ ๆ น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก็ล้นทะลักเข้ามาริมฝั่งแม่น้ำ เจ้าพระยาในพื้นที่เศรษฐกิจ อย่างเขตผมเองบริเวณถนนราชวิถี เชิงสะพานกรุงธน เขตบางพลัด ก็ตกใจกันทั้งบ้านทั้งเมือง ทั้งกรุงเทพมหานคร แล้วก็พี่น้องประชาชนที่อยู่ บริเวณใกล้เคียง อย่างนี้ผมไม่แน่ใจว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) ยังมีหน่วยงาน หรือยังมีระบบ ที่ติดตาม หรือให้ความรู้กับประชาชนในแบบที่ท่านเคยให้เมื่อปี ๒๕๕๔ หรือไม่ ถ้าเราจำได้ ในปี ๒๕๕๔ เราจะมีท่านนักวิชาการบางท่านที่พูดง่าย ๆ ว่า ท่านแจ้งเกิดจากรายการพวกนี้ อุทกภัยแบบนี้ แต่ปี ๒๕๖๔ ผมก็ไม่แน่ใจ ผมอาจจะดูทีวี (TV) น้อยลงหรือเปล่า ไม่ทราบนะครับ ตามวัยที่ผ่าน แต่ผมรู้สึกว่าไม่ค่อยเห็นในแบบที่ปี ๒๕๕๔ จริงอยู่ว่าสเกล (Scale) หรือว่า ผลกระทบมันอาจจะไม่เท่ากัน แต่ผมก็คิดว่ามันก็น่าจะมีมุมอะไรต่าง ๆ ที่ไทยพีบีเอส (Thai PBS) สามารถที่จะทำได้
สุดท้ายครับท่านประธานครับ ผมเคยพูดในวาระนี้เมื่อครั้งก่อนเรื่องของ เรตทิง (Rating) ก็คือ การจัดอันดับความนิยมช่องทีวี (TV) ตามปริมาณคนดู ซึ่งข้อมูลล่าสุด ที่ผมได้รับ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ก็รู้สึกจะใช้คำว่า หล่นก็แล้วกันนะครับ หล่นไปอยู่ที่ ๑๔ จาก ๒๐ ช่อง แน่นอนว่าอาจจะมีการถกเถียงกันได้ว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) ไม่ใช่ช่องที่ จะไปแสวงหากำไร ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปคำนึงถึงเรตติง (Rating) แต่ผม ก็อดคิดเปรียบเทียบไม่ได้ว่ากับช่องทีวี (TV) สาธารณะที่เราเอารูปแบบมาจากเขา อย่างบีบีซี (BBC) ของประเทศอังกฤษ บีบีซี (BBC) ก็เป็นลักษณะเดียวกันนะครับไม่ได้ใช้ คือเขาอาจจะ ใช้ภาษีส่วนหนึ่ง แล้วก็ระดมทุนของเขาส่วนหนึ่ง แต่ว่าเขาก็สามารถที่จะคงเรตทิง (Rating) หรือว่าความนิยมในหมู่คนดูของเขาได้ ไม่ใช่เฉพาะแค่ในประเทศอังกฤษเท่านั้นแต่ว่าทั่วโลก ผมก็หวังว่าไทยพีบีเอส (Thai PBS) น่าจะเป็นอย่างนั้น ถ้าหากว่าทางท่านผู้บริหาร หรือทางบอร์ด (Board) ได้แลกเปลี่ยนในประเด็นนี้ให้ความมั่นใจกับเราได้บ้างนะครับว่า เรามีนโยบายอย่างไรก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งนะครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ