สาธิต แจงแผนจัดหา-ฉีดวัคซีน รับมือโอมิครอน-ปรับเกณฑ์ท่องเที่ยว

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๐ มกราคม ๒๕๖๕

สาธิต ปิตุเตชะ ชี้แจงสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน พร้อมรายงานความคืบหน้าการจัดหาวัคซีนจำนวน 120 ล้านโดสในปี 2565 แบ่งเป็นแอสตร้าเซนเนก้า ไฟเซอร์ และโนวาแวกซ์ รวมถึงแผนการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะเด็กและผู้มีโรคเรื้อรัง พร้อมย้ำความพร้อมด้านการจัดการและการรองรับนักท่องเที่ยวภายใต้มาตรการเทสต์ แอนด์ โก เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและรับมือกับสถานการณ์ระบาดอย่างต่อเนื่อง

นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง สาธารณสุข ได้รับมอบหมายให้มาตอบกระทู้เพื่อนสมาชิก ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ ในประเด็นสถานการณ์โควิด (COVID) ในสถานการณ์โอไมครอน (Omicron) และมีเครื่องมือ ที่สำคัญนั่นก็คือการจัดหาวัคซีนที่จะเป็นการต่อสู้แล้วก็เดินหน้าไปกับการมีมาตรการ ของกระทรวงสาธารณสุข จากความเป็นห่วงของท่านเพื่อนสมาชิก ท่านธีรภัทร พริ้งศุลกะ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนว่าในขณะที่ผมกำลังตอบกระทู้อยู่นี้ ขณะนี้ ศบค. กำลังประชุมเพื่อพิจารณาในการปรับเกณฑ์ไม่ว่าจะเป็นปรับสีในแต่ละจังหวัด โดยข้อเสนอ ของกระทรวงสาธารณสุขคือการปรับเกณฑ์ให้จังหวัดที่เป็นสีส้มจาก ๖๙ จังหวัด ปรับมาเหลือ ๔๔ จังหวัด แล้วให้เป็นสีเหลืองประมาณ ๒๐ กว่าจังหวัด แล้วให้คงไว้ซึ่งสีฟ้า ๑๘ จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว รวมทั้งการพิจารณาในเรื่องของเกณฑ์ที่จะกลับมาใช้ระบบ เทสต์ แอนด์ โก (Test and go) ในการรองรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ เพื่อเป็นการกระตุ้น เศรษฐกิจไปด้วยกัน ซึ่งขณะนี้กำลังพิจารณาข้อเสนอของกระทรวงสาธารณสุข รวมทั้ง ข้อเสนอมาตรการในการปฏิบัติตัวในเทศกาลวันตรุษจีนที่จะถึงในไม่ช้านี้ว่าจะมีมาตรการ อย่างไรบ้าง ผมเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกว่าที่จริงการต่อสู้กับสถานการณ์ โควิด (COVID) ที่ผ่านมา นอกจากเครื่องมือสำคัญก็คือเรื่องของการที่เราได้มี การสั่งซื้อวัคซีนมาฉีด แต่ผมอยากจะขอเน้นย้ำว่าการที่เราต่อสู้กับสถานการณ์โควิด (COVID) นี้ตัวมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำหนดในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละเซตติง (Setting) อันนั้นก็จะเป็นเกราะป้องกันควบคู่กันไปกับการฉีดวัคซีน ซึ่งอันนี้เป็นความสำคัญ ที่ไม่ว่าจะมีสายพันธุ์อะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์อัลฟา (Alpha) เบตา (Beta) หรือโอมิครอน (Omicron) ในขณะนี้ก็ตาม ตัวมาตรการถ้าเราป้องกันตัวเองก็จะสามารถ ต่อสู้กับการติดเชื้อได้อย่างน้อย ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราหลีกเลี่ยงในพื้นที่ที่มีสถานภาพ ความเสี่ยงของการติดเชื้อ มาถึงการฉีดวัคซีนซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญของรัฐบาล ก่อนอื่น ต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ได้ให้ความสำคัญ แล้วก็ได้อนุมัติสั่งซื้อวัคซีนตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปีนี้เรามีแผนการจัดซื้อวัคซีนตามที่ เพื่อนสมาชิกได้เรียนแล้วว่า เรามีการจัดซื้อวัคซีนไปแล้วล่วงหน้า ๑๒๐ ล้านโดส ซึ่งผมจะลง ในรายละเอียดอีกต่อไป แต่ว่าผมจะขออนุญาตอัปเดต (Update) สถานการณ์การฉีดวัคซีน ล่าสุดมาถึงเมื่อวานนี้ว่า เราได้ฉีดวัคซีนสะสมไปแล้วจำนวน ๑๑๐.๗ ล้านโดส เป็นผู้ที่ได้รับ วัคซีนเข็ม ๑ สะสม ๕๑.๙ ล้านโดส คิดเป็น ๗๒.๑ เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากร ผู้ที่ได้รับ เข็ม ๒ สะสมประมาณ ๔๗.๘ ล้านโดส คิดเป็นร้อยละ ๖๖.๔ ประชากร และจำนวนผู้ได้รับ เข็ม ๓ สะสม ๑๑ ล้านโดส ซึ่งในกลุ่มต่าง ๆ ที่ได้รับเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับก็จะเป็น กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข อสม. ผู้มีโรคเรื้อรัง ๗ กลุ่มโรค ผู้มีอายุ ๖๐ ปีขึ้นปี นักเรียน ศึกษา อายุ ๑๒-๑๗ ปี แล้วก็ประชาชนทั่วไป อันนี้คือสิ่งที่เรียนว่า ที่รัฐบาลได้ดำเนินการผ่านกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการฉีดวัคซีนไปแล้ว

สำหรับแผนการจัดฉีดวัคซีนในเดือนมกราคมปี ๒๕๖๕ เราตั้งแผนไว้ ประมาณ ๙.๓ ล้านโดส แต่ว่าขณะนี้ผลการดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๑๙ มกราคม เราฉีดวัคซีนไปได้ ๖.๓ ล้านโดส อันนี้เรียนท่านในความคืบหน้าของการจัดฉีดวัคซีนในเข็ม ๑ เข็ม ๒ เข็ม ๓ และเข็ม ๔ ในบุคลากรทางการแพทย์ที่มีการเดินหน้าไป

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ถัดมา ความก้าวหน้าแผนการจัดหาซื้อวัคซีนปี ๒๕๖๕ การจัดหาซื้อวัคซีนในปี ๒๕๖๕ นั้น เราเตรียมไว้ทั้งหมด ๑๒๐ ล้านโดส สำหรับแอสตร้าเซนเนก้า (AstraZeneca) ซึ่งเป็นวัคซีน หลักของเรา เราทำสัญญาซื้อวัคซีนแล้วจำนวน ๖๐ ล้านโดส ซึ่งในสัญญาก็ระบุไว้ด้วยว่า ในคำถามของท่านว่าถ้าเกิดว่าเขามีงานวิจัยแล้วทำวัคซีนขึ้นมาแล้ว สามารถที่จะไปฉีดแล้ว โคเวอร์ (Cover) สายพันธุ์ที่จะกลายพันธุ์มาใหม่เราก็จะสามารถเปลี่ยนหรือซื้อวัคซีน ในเจนเนอเรชัน (Generation) ถัดไปเพื่อที่จะไปต่อสู้กับสถานการณ์การกลายพันธุ์ได้ ด้วยไฟเซอร์ (Pfizer) เราสั่งซื้อจำนวน ๓๐ ล้านโดส จัดทำสัญญาซื้อเรียบร้อยแล้ว แล้วเราก็เปลี่ยน จาก ๓๐ ล้านโดสนั้นเปลี่ยนมาเป็นวัคซีนสำหรับเด็กอายุ ๕-๑๑ ขวบ ซึ่งเป็น วัคซีนที่ได้รับ การแอปพรูฟ (Approve) แล้วจากทั้งซีดีซี (CDC) เอฟบีเอ (FBA) ของสหรัฐอเมริกา แล้วก็ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ซึ่งอันนี้ก็จะมาฉีด ซึ่งได้รับรายงานว่า วัคซีนสำหรับเด็ก ในวัย ๕-๑๑ ขวบนั้นจะเดินทางมาถึงประเทศไทยวันที่ ๒๖ เดือนนี้ แล้วก็จะมีการจัดแผน เริ่มฉีดให้กับเด็กวัย ๕-๑๑ ขวบ วันที่ ๓ กุมภาพันธ์นี้ ซึ่งก็จะเป็นไปตามศักยภาพของ แต่ละพื้นที่ เราอาจจะต้องเริ่มฉีดที่โรงพยาบาลก่อนเพื่อทดลองฉีดในเด็กกลุ่มนี้เพื่อที่จะได้ ให้ความปลอดภัยในระยะเบื้องต้น และหลังจากนั้นอาจจะเป็นการฉีดในสถานที่ต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดขึ้น และอีก ๓๐ ล้านโดสอยู่ในระหว่างการเจรจา คือวัคซีนโนวาแวกซ์ (Novavax) คือโปรตีนซับยูนิต (Protein subunit) ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความต้องการกัน เพราะว่าเป็นวัคซีนที่มีความทันสมัยและคิดว่ามีประสิทธิภาพสูง เพราะฉะนั้นแผนในการจัด ฉีดวัคซีนที่เราดำเนินการเตรียมความพร้อมสำหรับปี ๒๕๖๕ ในเข็ม ๓ เข็ม ๔ ในปริมาณนี้ ในกลุ่มประชาชนในทุกกลุ่มในส่วนที่เราเตรียมไว้ จริง ๆ เราเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง เรามีการ เตรียมแบ่งกลุ่มประชาชนไว้ด้วย ในหัวข้อที่ ๔.๓.๒ ก็คือผู้ที่มีอายุ ๑๘ ปีขึ้นไปที่ไม่เคยได้รับ วัคซีนเลยทั้งเข็ม ๑ เข็ม ๒จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ โดส ผู้ที่มีอายุ ๑๒-๑๗ ปีที่ไม่เคยได้รับวัคซีน เข็ม ๑ เข็ม ๒ อีกประมาณ ๕๐,๐๐๐ โดส เด็กอายุ ๕-๑๑ ปี ที่มี ๗ กลุ่มโรคเรื้อรัง นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ปีที่ ๕ ปีที่ ๖ เข็ม ๑ ๑ ล้าน ตรงนี้ก็หมายความว่า เด็กกลุ่มนี้ ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งเราต้องจัดลำดับความสำคัญให้ก่อน เพราะว่ามีความเสี่ยง เข็มกระตุ้น ผู้ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ไปแล้ว สำหรับประชาชนทั่วไป กลุ่มเสี่ยงและกลุ่มที่ประกันตน ๘ ล้านโดส เข็มกระตุ้นผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว เมื่อพ้นระยะเวลาประมาณ ๓ เดือนได้ ตามความเห็นของวิชาการก็ต้องฉีดให้อีกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ โดส แล้วก็สำรองไว้สำหรับ สถานการณ์ระบาดในพื้นที่สำคัญ ๆ หมายความว่าถ้าเกิดคลัสเตอร์ (Cluster) ใหญ่ ๆ ก็สำรองไว้อีก ๑ ล้านโดส อันนี้คือการเตรียมความพร้อม สำหรับทั้งจำนวนวัคซีนแล้วก็กลุ่มคน ต่าง ๆ ที่เราเตรียมความพร้อมไว้ก็อยากจะตอบคำถามเพื่อนสมาชิกในคำถามแรก